0 Views

 

เจิ้งกั๋วหยงมองดูหานเซิ่นลุยเข้าไปกลางวงมอนสเตอร์ระดับกลายพันธ์ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน 20 ปีก่อนเขาก็กล้าหาญพอๆกับหานเซิ่น

 

ในยุคสมัยนั้นการล่ามอนสเตอร์เลือดศักดิ์สิทธิในก็อตแซงชัวรี่เขต 1 เป็นอะไรที่ยากมาก เขาเคยเป็นคนที่มีพรสวรรค์ และยังมีครอบครัวที่ดีคอยสนับสนุน ทำให้เขาสามารถวิวัฒนาการด้วยจีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิ

 

แต่กระนั้น หลังจากที่เข้ามาในก็อตเเซงชัวรี่เขต 2 เขาก็ตระหนักว่าสิ่งที่เขาวาดฝันไว้มันตลกสิ้นดี เมื่อเขาต้องมาเจอกับสถานที่ที่เลวร้ายแบบนี้

 

ไม่มีเพื่อนร่วมทีมที่แข็งแกร่ง และไม่มีวิญญาณอสูรดีๆที่พอจะใช้ต่อสู้ได้เลย เขาต้องเสี่ยงชีวิตแม้แต่ตอนที่เขาพยายามฆ่ามอนสเตอร์โบราณ ในเวลาเดียวกันเขาก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้เมืองสปิริต และมอนสเตอร์กลุ่มใหญ่

 

ในช่วงแรกเจิ้งกั๋วหยงก็ยังคงสู้อย่างมีความหวัง เขาคิดว่าถ้าไม่ยอมแพ้ สักวัน เขาก็ต้องเก็บจีโนพ้อยได้ แต่ไม่นานเขาก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเก็บจีโนพ้อยให้เต็มแม้แต่จีโนพ้อยระดับสามัญ

 

การที่เขาเก็บจีโนพ้อยสามัญได้ไม่เต็ม ไม่ได้หมายความเจิ้งกั๋วหยงไม่มีความสามารถพอจะสู้กับมอนสเตอร์สามัญ แต่มันเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้มีมอนสเตอร์สามัญอยู่เพียงไม่กี่ชนิด เมื่อเขากินพวกมันไปซ้ำๆ เขาก็แทบจะไม่ได้จีโนพ้อยจากมันอีกแล้ว ถ้าเขาต้องการจะไปหามอนสเตอร์สามัญชนิดอื่นๆ เขาก็ต้องผ่านเมืองสปิริตไป ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาไม่มีทางทำได้

 

ในกรณีจีโนพ้อยโบราณก็คล้ายๆกัน ซึ่งมันทำให้เจิ้งกั๋วหยงรู้สึกสิ้นหวัง ไม่มีทางที่เขาจะเพิ่มจีโนพ้อยสามัญและโบราณได้มากกว่านี้ และถ้าเขาเพิ่มไม่ได้ เขาก็ไม่มีทางที่จะสู้กับมอนสเตอร์กลายพันธ์ได้ ในที่สุดเจิ้งกั๋วหยงก็ต้องยอมแพ้

 

ในช่วงที่เขาสิ้นหวังและยอมแพ้ หานเซิ่นก็ปรากฏตัว เจิ้งกั๋วหยงรู้สึกว่าเขาเห็นตัวเองเมื่อ 20 ปีก่อน ทั้งความมั่นใจและเย่อหยิ่ง

 

แน่นอนว่าเมื่อเขาเห็นหานเซิ่น เขาก็คิดว่าหนุ่มคนนี้ก็คงต้องมาจบเหมือนกับเขา แต่ทว่าหลังจากหานเซิ่นสร้างความมหัศจรรย์ครั้งแล้วครั้งเล่า เจิ้งกั๋วหยงก็ตระหนักว่าเขาปรารถนาให้หานเซิ่นทำได้สำเร็จจากหัวใจของเขา เพราะเขาเห็นหานเซิ่นเหมือนกับเขาสมัยหนุ่ม เขาไม่ต้องการแพ้ เขาต้องการให้ใครสักคนประสบความสำเร็จที่นี่

 

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเข้าร่วมกลุ่มเทพธิดา แม้จะมีคนหลายคนบอกให้เขาถอนตัวออกจากกลุ่ม แต่เขาก็ยังเลือกติดตามหานเซิ่นต่อไป เขาต้องการให้โอกาสให้หานเซิ่น บางทีเขาอาจจะต้องการให้โอกาสตัวเองด้วย โลกนี้มักจะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นอยู่ตลอด ใครจะรู้ว่าพวกเขาอาจจะทำสำเร็จก็ได้

 

ตอนนี้เขาก็อายุ 40 แล้ว เขาไม่ใช่หนุ่มๆอีกแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ถือว่าแก่ เจิ้งกั๋วหยงต้องการจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขาต้องการทำตามความปรารถนาของตัวเอง

 

“เรามันยังไม่แก่…” เจิ้งกั๋วหยงบอกกับตัวเอง

 

ขณะที่เขามองดูหานเซิ่นลุยเข้าไปในกลุ่มมอนสเตอร์กลายพันธ์ เจิ้งกั๋วหยงก็รู้สึกว่าเขาย้อนกลับไปในสมัยที่เขาเลือดร้อนอีกครั้ง

 

ในตอนนี้เจิ้งกั๋วหยงรู้สึกได้ถึงเลือดในกายของเขามันยังไม่ได้เย็นลงไป หัวใจของเขายังคงอบอุ่นอยู่ เขาต้องการขึ้นไปบนจุดสูงจุดเหมือนกับคนอื่นๆ

 

“ฆ่าให้หมด” เจิ้งกั๋วหยงคำรามออกมา และกวัดแกว่งดาบในมือไปยังพวกมอนสเตอร์ที่กำลังบุกเข้ามา

 

พร้อมกับเสียงคำรามของเจิ้งกั๋วหยง หานเซิ่นเองก็เข้าปะทะกับกลุ่มของมอนสเตอร์กลายพันธ์

 

นกที่มีเปลวเพลิงสีแดงปกคลุมอยู่สยายปีกที่งดงามของมันภายในห้องโถงแห่งนี้ และนำออร่าที่งดงามมาสู่วิญญาณอสูรของทุกคน

 

จากนั้นทุกคนก็พบว่าความสามารถของวิญญาณอสูรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งมันทำให้พวกเขาสามารถรับมือกับพวกมอนสเตอร์โบราณที่บุกเข้ามาได้

 

“นั่นมันวิญญาณอสูรออร่าเลือดศักดิ์สิทธิงั้นหรอ?” จูถิงมองหานเซิ่นที่อยู่กลางวงมอนสเตอร์กลายพันธ์ด้วยความประหลาดใจ

 

แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้หานเซิ่นไม่มีเวลาที่จะตอบคำถามเขา เขาจ้องมองไปที่มอนสเตอร์กลายพันธ์ทุกตัวรวมถึงสปิริต ทุกอุปสวรรค์ที่ขว้างกั้นภายในห้องนี้ อยู่ในหัวของเขาหมดแล้ว

 

ด้วยพลังสมอง หานเซิ่นสามารถคำนวณทุกการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ เขาเปลี่ยนร่างเป็นแฟรี่ควีน ทำให้สายตาของเขาเฉียบคมขึ้น และยังเห็นศัตรูเคลื่อนที่ช้าลงด้วย

 

หานเซิ่นก้าวไปข้างหน้า และเปลี่ยนร่างกายของเขาเป็นหยก ถ้าใครก็ตามได้เห็นร่างกายของเขาภายใต้ชุดเกราะ พวกเขาอาจจะอึ้งกับความงดงามและราบเนียนของมัน

 

เคร็ก!

เกิดบาดแผลความยาว 1 ฟุตบนไหล่ของหมาป่าหิมะ เมื่อหานเซิ่นเข้าปะทะกับมัน มีเลือดทะลักออกมา แต่ฝ่ามือที่เหมือนกับหยกของหานเซิ่นไม่แม้แต่จะเปื้อนเลือด การแสดงโชว์ของหานเซิ่นมันเพิ่งจะเริ่มขึ้น

 

ภายใต้การโจมตีของมอนสเตอร์กลายพันธ์นับ 10 และสปิริตขุนนาง หานเซิ่นไม่ได้รีบร้อนหรือตื่นตระหนก เขาดูเยือกเย็นมาก ราวกับไม่มีอะไรส่งผลกับสมาธิของเขาเลย

 

หานเซิ่นเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ละก้าวของเขามีจุดประสงค์เฉพาะ ไม่มีการเคลื่อนไหวที่เป็นส่วนเกิน ร่างกายของเขาเหมือนกับเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ที่พร้อมจะปลดปล่อยพลังสูงสุดออกมา

 

สปิริตขุนนางกวัดแกว่งหอกน้ำแข็งพยายามฆ่าหานเซิ่น มอนสเตอร์กลายพันธ์พยายามปิดล้อมเขาเป็นวงกลม หานเซิ่นคิดว่าความเป็นไปได้ที่เขาจะรอดชีวิตได้มีเพียงทางเดียว เขาต้องฝ่าวงล้อม และรีบไปให้ถึงรูปปั้นเทวดาขนาดใหญ่

 

ในตอนนี้ลุงชิงและคนอื่นๆต่างตกตะลึง พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าหานเซิ่นคือมนุษย์ มอนสเตอร์กลายพันธ์นับ 10 ยังไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของเขาได้

 

สปิริตขุนนางประหลาดใจ และก็โกรธในเวลาเดียวกัน เธอไม่คาดคิดว่าตัวเธอจะไม่สามารถไล่หานเซิ่นได้ทัน และยังต้องดูเขาทำร้ายพวกมอนสเตอร์กลายพันธ์ตัวแล้วตัวเล่า

 

ในเวลาแค่ไม่ถึงนาที หานเซิ่นก็สามารถฝ่าวงล้อมของมอนสเตอร์กลายพันธ์ และกระโดดขึ้นไปบนไหล่ของรูปปั้นได้

 

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก แม้แต่สปิริตขุนนางและสมาชิกในกลุ่มเทพธิดาก็ยังมองตามแทบไม่ทัน

 

เมื่อหานเซิ่นยื่นมือไปหยิบสปิริตสโตน เขาก็รู้สึกว่ามีพลังงานประหลาดส่งออกมาจากฝ่ามือของเขาทันที ซึ่งมันทำให้สปิริตสโตนสว่างสดใสมากขึ้น

 

“สปิริตขุนนาง หิมะเจ้าเสน่ห์(Snow Charmer) ขอแสดงความจงรักภักดี และสาบานว่าจะเป็นข้ารับใช้ท่าน” สปิริตสาวก้มหัว พร้อมกับคุกเข่าลงต่อหน้าหานเซิ่นทันที

 

หานเซิ่นเอาสปิริตสโตนไปวางบนหัวของสปิริต ก้อนหินส่องแสงที่สว่างสดใสยิ่งกว่าเดิม แสงมันเกือบจะทำให้คนที่มองลืมตาไม่ขึ้น เมื่อแสงจางหายไป ทั้งก้อนหินและหิมะเจ้าเสน่ห์ก็หายไป

 

“สปิริตยอมจำนนงั้นหรอ?” คนอื่นๆที่เหลือต่างก็ตกตะลึง มันต้องใช้เวลานานกว่าที่พวกเขาจะตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น ใครก็รู้ทั้งนั้นว่ามันยากขนาดไหนที่สปิริตจะยอมแสดงความจงรักภักดี มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้โดยการใช้ความรุนแรง นี่มันขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ