0 Views

 

หานเซิ่นใช้โอกาสนี้หนีออกจากรังทันที เขายังคงได้ยินเสียงคำรามของการ์กอยล์ที่กำลังโกรธอย่างชัดเจน

 

ระดับความแข็งแกร่งของการ์กอยล์สีเงินตัวนี้สูงเกินไป จนหานเซิ่นไม่สามารถเอาชนะมันได้ แต่อย่างน้อยๆเขาก็รู้แล้วว่าในรังนี้มีมอนสเตอร์เลือดศักดิ์สิทธิที่เข้าโหมดเบอร์เซิร์กได้อยู่ เขาสามารถกลับมาอีกครั้ง ในตอนที่เขามีความแข็งแกร่งพอแล้ว

 

“พี่ชาย มาแล้วหรอ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?!” จูถิงที่กำลังรออยู่ที่ทางออกพูด

 

“โชคยังดีที่ฉันหนีรอดมาได้ มอนสเตอร์มันแข็งแกร่งเกินไป ฉันสู้มันไม่ไหว” หานเซิ่นพูด และเตรียมจะเดินทางกลับ

 

“งั้นผมเข้าร่วมกลุ่มเทพธิดาได้แล้วใช่ไหม?” จูถิงเดินเข้าไปหาหานเซิ่นและถาม

 

“ตามใจนาย” หานเซิ่นพูด เขาอยากจะเก็บจูถิงไว้ใกล้ๆตัวก่อน ตอนนี้เขายังต้องการเซเว่นทวิสต์ของตระกูลเฉิน

 

หลังจากเดินทางกลับมาจากรัง หานเซิ่นก็กลับไปที่สหพันธ์ดวงดาวทันที และก่อนไปเขาก็เร่งให้จูถิงไปเอายาปรับปรุงพันธุกรรมมาให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

 

ตอนนี้มันใกล้จะได้เวลาที่ซีโร่จะเข้ามาในก็อตแซงชัวรี่แล้ว ดังนั้นหานเซิ่นจะต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องการบุกยึดเมืองสปิริตแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม หานเซิ่นอยากจะให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการยึดครองเมืองครั้งนี้ เขาไม่อยากจะให้ทุกคนได้ใจกันมากเกินไป ถ้าหานเซิ่นไปยึดเมืองให้ แล้วพวกเขาก็แค่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองอย่างเดียว พวกเขาจะไม่รู้ถึงความยากในการได้มา ซึ่งมันจะทำให้พวกเขาไม่กระตือรือร้นในรักษาเมืองไว้

 

แน่นอนว่าหานเซิ่นมั่นใจว่ายังไงเขาก็เป็นคนที่เอาสปิริตสโตนจากภายในเมืองมาได้ ส่วนเรื่องอื่นเขาไม่สนใจ

 

หลังจากที่หานเซิ่นเดินทางไปที่แดฟเน่แล้ว เขาก็รีบเคลียร์งานที่เขาต้องทำจนหมด จากนั้นเขาก็ดูตารางงานของเขา

อีก 2 วัน เขาจะต้องเข้าร่วมกับทีม เพื่อเตรียมทำอาหาร

 

โดยปรกติแล้ว ทหารบนยานจะกินอาหารหลักแค่ประมาน 4-5 ครั้งใน 1 เดือนเท่านั้น นอกเหนือจากนี้พวกเขาจะกินยาบำรุงแทน

 

อย่างไรก็ตามในส่วนของพวกผู้เชี่ยวชาญจะแตกต่างออกไป พวกเขาจะกินอาหารทุกๆวัน ดังนั้นห้องครัวก็เหมือนทำหน้าที่ทำอาหารให้พวกผู้เชี่ยวชาญซะเป็นส่วนใหญ่

 

หลังจากพัก 2 วัน ก็ถึงเวรที่หานเซิ่นจะต้องทำงาน ในที่สุดหานเซิ่นก็เข้าใจแล้วว่าการทำงานในห้องครัวไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ตามกฎแล้วใน 1 มื้ออาหารจะต้องมีอาหาร 3 จาน บวกกับน้ำซุบ 1 ถ้วย และพวกเขายังต้องการเนื้อทุกมื้อ

 

ยิ่งกว่านั้นพวกผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการยังเรื่องมากเกี่ยวกับอาหารการกิน ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายคนจะสั่งอาหารตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งมันเป็นสิทธิพิเศษที่แม้แต่จีเหยียนหรันหรือเฉินโซ่วซานก็ยังไม่สามารถทำแบบพวกเขาได้

 

เพราะการสำรวจอารายธรรมของคริสตัลไลเซอร์มีความสำคัญกับสหพันธ์มาก พวกผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจึงมีสถานะที่สูง

 

หานเซิ่นไม่ได้มีฝีมือการทำอาหารที่ดีนัก ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำก็คือการเตรียมวัตถุดิบ และเสริฟอาหาร

 

“นายจะต้องเป็นทหารใหม่ หานเซิ่นใช่ไหม? ฉันได้ยินว่านายผ่านสปริ้นท์ระดับ 10” นักวิชาการหนุ่มถามหานเซิ่น ในตอนที่เขาเอาอาหารมาเสริฟ

 

“นั่นก็เพราะผมเคยทดสอบและเคยเห็นมันมาก่อน” หานเซิ่นตอบ

 

“นายจบจากเหยี่ยวดำใช่ไหม?” นักวิชาการถามต่อ

 

“ใช่ครับ” หานเซิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อยและตอบ เขาจ้องไปที่ชายคนนั้น ซึ่งอายุน่าจะใกล้ๆ 30 เขารูปร่างหน้าตาดี ริมฝีปากบาง ทำให้เขาดูคล้ายๆผู้หญิง

 

“ไม่เลวเลย ตอนที่ฉันเรียนยังอยู่ที่โรงเรียนทหารส่วนกลาง ตอนนั้นเหยี่ยวดำยังเป็นโรงเรียนอันดับเกือบ 100 ฉันอยากรู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?” นักวิชาการหนุ่มถาม

 

หานเซิ่นรู้สึกว่าน้ำเสียงของชายคนนี้พูดในเชิงจิกกัด หานเซิ่นทำตาแคบลงและพูด “ผมก็ไม่แน่ใจเรื่องอันดับโรงเรียน และผมก็ไม่ค่อยมีโอกาสเจอคนจากโรงเรียนทหารส่วนกลางเท่าไหร่ แต่ผมก็เคยมีโอกาสได้แข่งกับพวกเขาครั้งหนึ่ง”

 

“โอ้ แล้วผลเป็นยังไงบ้าง?” นักวิชาการหนุ่มถามต่อ

 

ถ้าพูดถึงการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับโรงเรียนแล้ว โรงเรียนทหารส่วนกลางคือโรงเรียนอันดับ 1 พวกเขาชนะเลิศเกือบจะทุกรายการ ถ้าไม่ชนะเลิศอย่างน้อยพวกเขาก็จะติด 1 ใน 3 ขณะที่เหยี่ยวดำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจนักถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นๆที่มีชื่อเสียง 2 โรงเรียนนี้แทบจะเทียบกันไม่ได้เลย เป็นธรรมดาที่นักวิชาการหนุ่มคนนี้จะคิดว่าเหยี่ยวดำแพ้ยับเยิน

 

“ก็โอเคครับ โรงเรียนทหารส่วนกลางฝีมือสูงจริงๆ ผมเลยต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าที่จะเอาชนะพวกเขา และคว้าแชมป์มาได้” หานเซิ่นพูด กับคนประเภทนี้หานเซิ่นไม่ค่อยอยากจะปฏิบัติดีด้วยเท่าไร

 

“ฮาฮา ถ้านายต้องการคุยโวก็ควรจะมีขีดจำกัดบ้าง บอกหน่อยได้ไหมว่ามันคือทัวร์นาเมนต์แบบไหนที่เหยี่ยวดำเอาชนะโรงเรียนทหารส่วนกลางได้? มันคือทัวร์นาเมนต์แข่งกันโม้ใช่ไหม?” คำตอบของนักวิชาการคนนี้ ทำให้พวกนักวิชาการคนอื่นๆหัวเราะกันอย่างหนัก

 

นักวิชาการส่วนมากมาจากโรงเรียนทหารส่วนกลาง เพราะมีโรงเรียนทหารอยู่ไม่กี่แห่ง ที่มีหลักสูตรสอนเกี่ยวกับคริสตัลไซเซอร์

 

นักวิชาการที่เน้นศึกษาวิจัยโบราณสถานของพวกคริสตัลไซเซอร์ ส่วนมากก็จะสอนอยู่ที่โรงเรียนทหารส่วนกลาง ดังนั้นพวกผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการในห้องนี้ก็เกี่ยวข้องกับโรงเรียนทหารส่วนกลางแทบทั้งสิ้น

 

เนื่องจากพวกเขาจบมาจากโรงเรียนอันดับ 1 ของสหพันธ์ดวงดาว ทำให้พวกเขาหยิ่งยโสมาก

 

นักวิชาการที่นี่หลายคนก็ได้ลองฝึกสปริ้นท์ด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถผ่านระดับ 10 ได้เลย ทำให้พวกเขารู้สึกไม่ชอบใจ เมื่อได้ยินว่าทหารในห้องครัวสามารถผ่านระดับ 10 ได้ เมื่อพวกเขาได้ยินว่าหานเซิ่นคุ้นเคยกับระบบเป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาไม่คิดว่าหานเซิ่นผ่านได้ด้วยฝีมือของเขาเอง

 

นักวิชาการหนุ่มคนนี้ชื่อ ถังซิน เขาเป็นหนึ่งในคนที่โกรธมากที่สุดเมื่อรู้ข่าว นั่นเป็นเหตุผลที่เขามายั่วยุหานเซิ่น

 

“ต้องขอโทษด้วย ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าโรงเรียนทหารส่วนกลางจะยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น โชคร้ายที่ผมเรียนจบมาแล้ว ไม่งั้่นผมก็คงจะออมมือให้พวกเขาบ้าง พวกเขาจะดูดีขึ้น” หานเซิ่นยักไหล่และยิ้ม

 

ขณะที่หานเซิ่นพูด พวกนักวิชาการก็มองมาที่เขาเป็นสายตาเดียว แม้แต่พวกผู้เชี่ยวชาญระดับอาวุโสก็มองมาที่เขาอย่างอดไม่ได้

 

“โอเค นายเอาชนะโรงเรียนทหารส่วนกลางได้ งั้นบอกฉันมาหน่อยว่านายเอาชนะในทัวร์นาเมนต์ไหนและเมื่อไหร่?” ถังซินถาม เขาไม่เชื่อที่หานเซิ่นพูด

 

“ผมจำไม่ได้ว่าเกมไหน เพราะมันเป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับผม ถ้าคุณอยากรู้ก็แค่ค้นหาชื่อผมในเน็ต และคุณจะเห็นมันเอง”

หานเซิ่นวางอาหารลงบนโต๊ะและพูด “ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูดแล้วก็โปรดหลีกทาง ผมจะได้ไปเสริฟอาหารให้คนอื่นๆ”

 

ถังซินหงุดหงิดมาก เขาเป็นคนที่ภูมิใจอยู่เสมอว่าเขาจบมาจากโรงเรียนทหารส่วนกลาง หานเซิ่นทำให้โรงเรียนเก่าของเขาต้องมัวหมอง

 

แต่ในเมื่ออยู่บนยาน ทำให้เขาไม่กล้าจะทำอะไรเกินเลย ถังซินกัดฟัน และเดินไปที่ศาสตราจารย์หลี่หมิงถัง “ศาสตราจารย์ คุณช่วยเช็คดูให้ผมหน่อยได้ไหมว่าเขาพูดความจริงหรือเปล่า”

 

บนยานแดฟเน่ สมาชิกระดับทั่วๆไปจะไม่สามารถเข้าเน็ตได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือการใช้ข้อมูลภายในยาน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมถังซินถึงได้ขอให้ศาสตราจารย์หลี่หมิงถังช่วยเช็คดูให้เขา