0 Views

 

หลังจากเกษียณ หลูปินก็ถูกสถาบันเอเรสจ้างให้ไปเป็นอาจารย์สอนเทคนิคการต่อสู้ที่ใช้ขาเป็นหลัก เนื่องจากวิชาเพลงเตะสังหารเป็นหนึ่งในวิชาเพลงเตะที่ดีที่สุดในหมู่วิชาที่ผู้ยังไม่วิวัฒนาการฝึกได้

 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกนักเรียนไม่เคยผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบหลูปิน ทำให้มันยากสำหรับพวกเขาที่จะเข้าใจแก่นแท้ของวิชาเพลงเตะสังหาร

 

แม้แต่เชียนเหอเจิ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดของสถาบัน และยังถูกหลูปินสอนแบบตัวต่อตัว แต่เขาก็ยังห่างไกลจากคำว่าฝึกสมบูรณ์อยู่มาก

 

วิชานี้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในสงครามเป็นหลัก ดังนั้นการจะฝึกมันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจึงต้องฝึกภายใต้สถานการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เนื่องจากเชียนเหอเจิ้นไม่มีประสบการณ์แบบนั้น มันไม่ง่ายที่เขาจะฝึกวิชานี้ให้เชี่ยวชาญได้

 

เมื่อเขาเห็นหานเซิ่นล็อคอินเข้ามาในกลาดิเอเตอร์ เชียนเหอเจิ้นที่กำลังรู้สึกหดหู่ เพราะฝึกไม่ก้าวหน้าสักทีก็อยากจะขอพักเบรคก่อน เมื่อได้รับคำอนุญาตจากหลูปิน เชียนเหอเจิ้นก็ส่งคำท้าให้หานเซิ่น

 

หลูปินขึ้นไปรอดูการต่อสู้บนสแตนด์ ความจริงแล้วหลูปินไม่อยากจะมาสอนคนอย่างเชียนเหอเจิ้น เชียนเหอเจิ้นคือคนที่ถูกดูแลอย่างดีโดยประธานของสถาบัน วิชาเพลงเตะสังหารของเขาไม่เหมาะกับคนแบบนี้ เพลงเตะสังหารถูกออกแบบมาเพื่อคนที่ออกไปสู้แนวหน้าในสนามรบ มันมีการเคลื่อนไหวแบบเสี่ยงๆที่อาจจะทำให้ผู้ใช้บาดเจ็บหนักได้ถ้าพลาด มันควรถูกเอาไปใช้ในสนามรบเทานั้น

 

คนที่กล้าหาญเท่านั้นถึงจะชนะการต่อสู้ได้ ในสนามรบความลังเลแม้เพียงเสี่ยววินาทีก็อาจจะทำให้ถูกฆ่าได้

 

ดังนั้นแก่นแท้ของวิชาเพลงเตะสังหารคือคำเพียงแค่คำเดียว ซึ่งมันก็คือความกล้าหาญ ความกล้าหาญจะทำให้คนฆ่าศัตรูโดยปราศจากความกลัว พร้อมกับเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน

 

เชียนเหอเจิ้นไม่มีคุณสมบัติในการฝึกวิชานี้ เขาไม่เข้าใจแก่นของวิชา ดังนั้นเขาจึงใช้วิชาไฮเปอร์จีโนอื่นๆที่เขาเชี่ยวชาญในการสู้กับหานเซิ่น

 

หานเซิ่นพยายามควบคุมความแข็งแกร่งของเขาให้เท่าๆกับเชียนเหอเจิ้น แต่กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่ามันง่ายและน่าเบื่อ แม้เขาจะควบคุมร่างกายให้ระดับแข็งแกร่งพอๆกันแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหานเซิ่นก็ยังมีความสามารถในการคาดการและสายตาที่ดีกว่าเชียนเหอเจิ้น ทำให้เขารู้สึกว่าเชียนเหอเจิ้นมีจุดอ่อนมากเกินไป หานเซิ่นไม่มีแรงจูงใจที่จะสู้เลย

 

ถึงจะลดระดับความแข็งแกร่งลงมา แต่หานเซิ่นก็ยังมีโอกาสเผด็จศึกนับครั้งไม่ถ้วน มันง่ายมากที่จะเอาชนะ

 

หานเซิ่นไม่สามารถลดความสามารถในการคาดการหรือการตัดสินใจลงได้ ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้มันจึงน่าเบื่อมาก เขาไม่ลังเล เขารีบจบการต่อสู้ครั้งนี้ทันที

 

ตอนแรกเชียนเหอเจิ้นต้องการจะผ่อนคลายระหว่างการฝึกวิชา แต่ทว่าเมื่อมาสู้จริงๆแล้วมันกับทำให้เขาเครียดยิ่งกว่าเดิม

 

หานเซิ่นสร้างแรงกดดันให้เขามากเกินไป ถึงเขาจะรู้ว่าหานเซิ่นแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ปรกติหานเซิ่นไม่เคยสร้างแรงกดดันให้เขาได้แบบนี้ มันทำให้เชียนเหอเจิ้นรู้สึกว่าต้องระวังตัว

 

อย่างไรก็ตาม หานเซิ่นก็ออกหมัดที่เร็วราวกับสายฟ้าใส่เชียนเหอเจิ้น เชียนเหอเจิ้นไม่สามารถหลบได้ เขาจำเป็นต้องตั้งการ์ดป้องกันไว้

 

แม้หานเซิ่นจะลดระดับความแข็งแกร่งลงมาแล้ว แต่หมัดของเขาก็ยังรุนแรง เฉียบขาดและแม่นยำ

 

จากหมัดแรงถึงหมัดสุดท้ายที่หานเซิ่นกระหน่ำชกเข้าใส่เชียนเหอเจิ้น เชียนเหอเจิ้นไม่สามารถโต้ตอบกลับไปได้แม้แต่หมัดเดียว เขาถูกต้อนตั้งแต่กลางสนามจนไปสุดที่มุม และแล้วร่างโฮโลแกรมของเขาก็ระเบิด

 

เชียนเหอเจิ้นอึ้งไปชั่วขณะ เขาไม่อยากเชื่อว่าจะแพ้แบบขาดลอยแบบนี้ เมื่อก่อนที่เขาเคยสู้กับหานเซิ่น เขาแทบจะไม่เคยแพ้เลย แต่แค่เวลาผ่านไปไม่นาน เขากับมาแพ้หานเซิ่นแบบขาดลอย เชียนเหอเจิ้นไม่มีทางยอมรับผลลัพธ์แบบนี้ เขาเตรียมที่จะส่งคำท้าอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม หลูปินมาหยุดเขาเอาไว้และพูด “ไม่ต้องสู้ต่อแล้ว เธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”

 

เชียนเหอเจิ้นไม่อยากจะยอมรับ ขณะที่เขาเตรียมจะโต้เถียง หลูปินก็พูดต่อ “ระดับความแข็งแกร่งของเขาสู้กว่าเธอมาก เธอไม่ได้สังเกตเลยหรอว่าเขาจงใจกดระดับความแข็งแกร่งของตัวเองแล้วมาสู้กับเธอ?”

 

“นั่นเป็นไปไม่ได้…” เชียนเหอเจิ้นชะงักไปชั่วครู่ เขาพยายามนึกทบทวนดู และเขาก็ตระหนักว่าคำพูดของหลูปินฟังดูมีเหตุผล ไม่งั้นเขาคงจะไม่รู้สึกกดดันขนาดนั้น

 

“ฉันจะพิสูจน์ให้เธอดู” หลูปินไม่อธิบายต่อ เขาส่งคำชวนไปหาหานเซิ่นทันที

 

ความจริงแล้วหลังจากที่ได้ดูการต่อสู้ระหว่างหานเซิ่นและเชียนเหอเจิ้น หลูปินก็รู้สึกเครื่องร้อนขึ้นมา เขาเป็นทหารแนวหน้าที่รอดชีวิตมาเป็นพันๆครั้ง ดังนั้นเขาค่อนข้างไวต่อความรู้สึกแบบนี้

 

เขาไม่เพียงแค่รู้ว่าหานเซิ่นจงใจกดพลังของตัวเองเอาไว้เท่านั้น เขายังดูออกว่าหานเซิ่นไม่ใช่คนธรรมดา ทักษะการต่อสู้ของหานเซิ่นจะต้องฝึกมาจากการต่อสู้เสี่ยงตาย

 

สำหรับคนที่ผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมานับไม่ถ้วนอย่างเขา เขายังไม่สามารถรับรู้ได้ถึงจิตสังหารของหานเซิ่นในตอนที่สู้กับเชียนเหอเจิ้นได้เลย มันทำให้เขาช็อคมาก

 

การจะฆ่าใครสักคน คนคนนั้นจะต้องตัดสินใจแน่วแน่ และจิตสังหารมันจะออกมาเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าใครก็ตามพยายามจะซ่อนจิตสังหาร ความแน่วแน่ในการต่อสู้ก็จะลดลง มันจะทำให้การเคลื่อนไหวไม่เฉียบขาดและไม่เป็นธรรมชาติ

 

แต่ทว่าการเคลื่อนไหวของหานเซิ่นกับขัดแย้งความเข้าใจของเขา ถึงเขาจะรวดเร็วเฉียบขาด แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้จิตสังหารรั่วไหลออกมาเลย แม้แต่หลูปินที่ผ่านการต่อสู้มาทั้งชีวิตยังเคยเห็นคนที่ทำแบบนี้ได้แค่ 2 คนเท่านั้น

 

1 ใน 2 คนนั้นก็คือตัวของเขาเอง และอีกคนก็คือคู่ต่อสู้ที่เขาเคยสู้มา ซึ่งเป็นชูร่าเขาดำ ถึงชูร่าตัวนั้นจะเป็นแค่ชูร่าเขาดำ แต่มันก็เป็นนักสู้ชั้นยอด และมันยังเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของหลูปิน สุดท้ายแม้หลูปินจะรอดชีวิตมาได้ แต่เขาก็ต้องทรมานจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งมันเป็นเหตุให้เขาต้องเกษียณออกจากกองทัพ

 

ในทันทีที่หลูปินเห็นสไตล์การต่อสู้แบบนี้อีกครั้ง มันทำให้เลือดในกายของเขาเดือดขึ้นมา เขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจะสู้อีกครั้ง

 

เมื่อได้รับคนชวนจากคนแปลกหน้า หานเซิ่นก็ไม่คิดอะไรมาก เนื่องจากเขาก็เตรียมจะสู้แบบสุ่มอยู่แล้ว เขากดตกลงไปทันที เมื่อเข้ามาในสนามประลอง  เขาก็เห็นคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งกำลังยิ้มมาให้เขา แค่ได้เห็นเขาก็รู้สึกกดดันขึ้นมาทันที เพราะคู่ต่อสู้มีกลิ่นคล้ายๆกับเขา

 

 

Facebook Page : SSG

ตอนนี้กลุ่มลับถึงตอน 1308 แล้วครับ