0 Views

“อะไรคือหมายเลข 107?” หานเซิ่นพ่นเลือดออกมาจากปาก และถาม

 

“เดี๋ยวนายก็รู้เองตอนที่พวกเราไปถึง” หนิงเยวี่ยพูด จากนั้นพวกเขาก็เริ่มออกเดินทางทันที

 

หนิงเยวี่ยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ข้อมูลอะไรจากปากหานเซิ่นอยู่แล้ว และครั้งนี้เขาจะไม่มีทางปล่อยให้หานเซิ่นหนีไปได้ง่ายๆแน่

 

หานเซิ่นสงสัยเกี่ยวกับหมายเลข 107 ที่หนิงเยวี่ยเอ่ยถึง แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมบอกอะไรเกี่ยวกับมันเลย สิ่งที่พวกเขาทำก็คือตั้งหน้าตั้งตาเดินทาง เหมือนพวกเขาจะรีบร้อนมาก

 

หานเซิ่นก็พอจะเข้าใจเหตุผลของพวกเขา พวกเขาทุกคนวิวัฒนาการกันหมดแล้ว พวกเขาไม่สามารถอยู่ก็อตแซงชัวรี่เขต 1 นานๆได้ ไม่งั้นร่างกายของพวกเขาจะได้รับความเสียหาย

 

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ หนิงเยวี่ยก็ยังยืนกรานจะพาหานเซิ่นไปที่หมายเลข 107 ซึ่งมันทำให้หานเซิ่นยิ่งสงสัยเกี่ยวกับมันมากขึ้น

 

ไม่นานคำถามของหานเซิ่นก็ได้รับคำตอบ กลุ่มของพวกเขาเดินทางผ่านทะเลทรายปีศาจ และเข้าไปในภูเขาที่แห้งแล้งแห่งหนึ่ง

 

ทางเข้าหุบเขามีเพียงแค่ทางเดียว ซึ่งมันแคบมาก คนสามารถเดินเข้าไปทีละคนเท่านั้น หลังจากที่เข้ามาใกล้ๆหุบเขา หานเซิ่นก็เห็นทุกอย่าง

 

หานเซิ่นแทบจะไม่เห็นมอนสเตอร์เลย มีหินสีขาวและทรายอยู่ทุกที่ ที่ใจกลางหุบเขามีดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่อยู่ ดูคล้ายๆกับดอกกุหลาบ

 

รอบๆดอกไม้มีเถาวัลย์และใบไม้จำนวนมากปกคลุมหนามของมันอยู่ เถาวัลย์เกือบจะปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา

 

หานเซิ่นมองไปรอบๆ นอกเหนือจากดอกไม้และเถาวัลย์แล้ว เขาก็ไม่เห็นอย่างอื่นเลย ไม่มีมอนสเตอร์สักตัว

 

“นี่คือหมายเลข 107 งั้นหรอ?” หานเซิ่นถามด้วยความประหลาดใจ

 

“ใช่แล้วนี่คือหมายเลข 107” หนิงเยวี่ยตอบ หานเซิ่้นประหลาดใจมาก หนิงเยวี่ยพูดต่อ “ทุกครั้งที่กลุ่มสตาร์รี่ค้นพบมอนสเตอร์ที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเหนือกว่าขั้นเลือดศักดิ์สิทธิ พวกเราจะมอบหมายเลขให้มัน และนี่ก็คือหมายเลข 107”

 

“นายหมายถึงดอกไม้ยักษ์นั่นน่ะหรอ?” หานเซิ่นสังเกตดอกไม้สีแดง ซึ่งมันดูเหมือนกับพืชทั่วๆไป แม้มันจะมีขนาดใหญ่มากก็ตาม แต่ไม่มีทางที่มันจะเป็นมอนสเตอร์ไปได้

 

“นายกำลังจะได้รู้เร็วๆนี้ เข้าไปในหุบเขา” หนิงเยวี่ยสั่งให้คนของเขาเล็งธนูไปที่หานเซิ่น เพื่อบังคับให้หานเซิ่นเข้าไปในหุบเขา

 

“เข้าไปเร็วๆ” หลังจากที่แก้มัดเท้าให้หานเซิ่นแล้ว หลินหลินก็ผลักหานเซิ่นอย่างแรง

 

“มันมีอะไรอยู่ข้างในกันแน่?” หานเซิ่นเกือบจะเสียการทรงตัว แต่เขาไม่ได้ใส่ใจกับการกระทำของหลินหลิน

 

หานเซิ่นแปลกใจที่หนิงเยวี่ยไม่ได้ขอวิญญาณอสูร แต่กับต้องการให้เขาเข้าไปข้างใน แม้จะมีเถาวัลย์อยู่เป็นจำนวนมากในหุบเขา ตราบใดที่เขามีปีกเลือดศักดิ์สิทธิ มันก็น่าจะง่ายสำหรับเขาที่จะหลบเลี่ยงอันตราย เท่าที่ดูหานเซิ่นไม่คิดว่าข้างในหุบจะมีกับดักอะไรอยู่

 

“ถ้านายไม่อยากเข้าไปข้างในก็ส่งมีดมาให้ฉัน” หนิงเยวี่ยพูดอย่างสงบ

 

“ฉันไม่ต้องการให้มีด และฉันก็ไม่ต้องการเข้าไปข้างในด้วย” หานเซิ่นตอบ

 

“งั้นนายก็ลองสู้ตายกับพวกเราดู” หนิงเยวี่ยพูดพร้อมกับยิ้ม

 

คำพูดของหนิงเยวี่ย ทำให้เหล่าผู้วิวัฒนาการหัวเราะออกมา พวกเขาชี้อาวุธของพวกเขาไปที่หานเซิ่น เพื่อที่จะบอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะเอาชีวิตของหานเซิ่นตลอดเวลา

 

ไม่มีใครเชื่อว่าหานเซิ่นจะสามารถหนีรอดไปจากปิดล้อมของผู้วิวัฒนาการทั้ง 14 คนได้

 

ที่สำคัญถึงจะแก้มัดโซ่ที่เท้าให้แล้ว แต่ลำตัวส่วนบนของหานเซิ่นก็ยังถูกมัดอยู่ด้วยโซ่ที่ทำจากโลหะZชนิดพิเศษ แม้แต่ผู้วิวัฒนาการก็ไม่สามารถเอามันออกได้

 

มีเพียงผู้วิวัฒนาการที่มีระดับความแข็งแกร่งเกินกว่า 80 ขึ้นไป ถึงจะสามารถทำลายโซ่นั้นได้ด้วยแรงของตัวเขาเอง

 

“คุณหนิง ทำไมคุณต้องฆ่าผมด้วย ถ้าคุณอยากจะเอาเรื่องที่ผมทำลายวิญญาณอสูรของคุณ ผมสามารถจ่ายเงินชดใช้ได้” หานเซิ่นมองหน้าหนิงเยวี่ย

 

“ถ้านายทำแค่นั้น ฉันไม่มีทางฆ่านายแน่ แต่โชคร้ายที่นายได้สิ่งที่นายไม่ควรได้ไป ส่งมีดมาให้ฉันหรือไม่ก็เข้าไปในหุบเขานั่น นายเลือกเอา” หนิงเยวี่ยพูด

 

“งั้นฉันก็เลือกทางฆ่า” หานเซิ่นสะบัดตัว และบิดตัวไปในมุมที่แปลกประหลาด หานเซิ่นฝึกกลายหยกมาเป็นเวลานานรวมถึงวิชาปีศาจพันธนาการ เขาสามารถควบคุมร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการขยับกระดูก และกล้ามเนื้อ เขาสามารถหลุดออกมาจากการล็อคของโซ่ได้ ดูเหมือนว่าของพวกนี้จะไร้ประโยชน์เมื่อใช้กับหานเซิ่น

 

หลังจากเป็นอิสระแล้ว หานเซิ่นก็เรียกวิญญาณอสูรเคิร์สวูฟออกมาทันที และก็แทงไปที่หนิงเยวี่ย

 

ดูเหมือนหนิงเยวี่ยจะไม่ได้แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเรียกวิญญาณอสูรดาบออกมา ผู้วิวัฒนาการอีก 13 คนก็เรียกวิญญาณอสูรของตัวเองออกมา และเริ่มโจมตีหานเซิ่น

 

ถ้าหานเซิ่นยังใช้มีดโจมตีหนิงเยวี่ยต่อ เขาจะถูกอาวุธของผู้วิวัฒนาการ 13 คนโจมตี ดังนั้นเขาต้องถอยออกมาก่อน และใช้มีดของเขารับมือกับผู้วิวัฒนาการทั้ง 13 คน

 

ระดับความแข็งแกร่งของหานเซิ่นน้อยกว่าผู้วิวัฒนาการด้วยจีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิอยู่เล็กน้อย แม้เขาจะใช้ทั้งมนตรานอกรีตและโอเวอร์โหลด มันก็เพิ่มเพียงแค่ความรุนแรงในการโจมตีกับความเร็ว แต่มันไม่ได้เพิ่มความทนทาน เมื่อถูกอาวุธของผู้วิวัฒนาการโจมตีก็เป็นอะไรที่อันตรายมาก นั่นเป็นเหตุผลที่หานเซิ่นต้องหลบการโจมตีของพวกเขา

 

แต่ในตอนนี้หานเซิ่นรู้สึกว่าเขากำลังถูกไล่ต้อนอยู่ ถึงจะใช้มนตรานอกรีตและโอเวอร์โหลด รวมถึงมีดเคิร์สวูฟ เขาก็ยังพบว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะกำจัดผู้วิวัฒนาการได้

 

หานเซิ่นไม่สามารถทำให้ใครบาดเจ็บได้เลย อาวุธของผู้วิวัฒนาการยังกระหน่ำโจมตีใส่หานเซิ่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาเสียเปรียบอย่างหนัก หานเซิ่นต้องล่าถอยเข้าไปในหุบเขา

 

ที่หานเซิ่นถูกไล่ต้อนขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะผู้วิวัฒนาการทั้ง 13 คนฝีมือสูง แต่เป็นเพราะฝีมือดาบของหนิงเยวี่ย

 

วิชาดาบของหนิงเยวี่ยดูเหมือนจะไม่ได้ร้ายกาจมาก มันยังดูติดๆขัดๆและไม่ค่อยลื่นไหล บางครั้งดาบไม่ได้โจมตีมาที่หานเซิ่น แต่กับโจมตีไปที่ช่องว่าง

 

แต่กระนั้นดาบของเขาก็สามารถผสานเข้ากับการโจมตีของผู้วิวัฒนาการทั้ง 13 คนได้อย่างลงตัว ทำให้หานเซิ่นไม่มีโอกาสโต้ตอบ และไม่สามารถหนีไปไหนได้อีกด้วย แม้อาวุธของจะคมกว่า แต่เขาก็ไม่สามารถโต้ตอบได้ เขาต้องถอยแล้วถอยอีก