0 Views

ตามข้อความส่วนท้ายที่ผู้เขียนเขียนไว้ เขาคือผู้ฝึกตนแบบเต๋า และได้รับสมญาว่าตงเสวียน เขาคือเจ้าสำนักเสวียนเหมิน เขามุ่งมั่นฝึกตนตามแนวทางของเต๋า ในที่สุดเขาก็บรรลุถึงขั้นที่สามารถท่องมิติหรือเดินทางผ่านอวกาศได้

 

 

อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาวาปข้ามมิติมา ตงเสวียนก็พบว่ามันต่างจากที่เขาจิตนาการไว้ เขามาโผล่ที่อีกโลกหนึ่งที่ที่ทุกอย่างอยู่เหนือกว่าความเข้าใจของเขา โชคร้ายที่ถึงตงเสวียนจะฝึกสำเร็จจนถึงขั้นที่สามารถเดินทางข้ามมิติได้แล้ว แต่ร่างกายของเขาก็ได้รับความเสียหายจากการเดินทางมาที่ก็อตแซงชัวรี่ เขาจึงเขียนคัมภีร์ทิ้งไว้ก่อนตาย

 

 

หานเซิ่นรู้สึกว่ามันดูเหลวไหลมาก คนที่ฝึกเต๋าจนถึงขั้นที่สามารถเดินทางข้ามมิติได้นั้นจะต้องแข็งแกร่งถึงขั้นไหนกัน แม้แต่กึ่งเทพในยุคนี้ก็ยังไม่สามารถทำแบบนั้นได้ มันทำให้หานเซิ่นรู้สึกว่ามันเหมือนกับเทพนิยาย

 

 

ข้อความส่วนต้นในคัมภีร์คือวิชาการต่อสู้ตามแนวคิดเต๋าที่เรียกว่า ศาสตร์ตงเสวียน ตามชื่อของตงเสวียนที่เป็นผู้คิดค้น มันคือวิชาที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตคิดค้นขึ้นมาโดยใช้หลักการของเต๋า

 

 

ซึ่งวิชาศาสตร์ตงเสวียน คือวิชาที่ตงเสวียนฝึกจนถึงขั้นที่สามารถเดินทางข้ามมิติได้และมาที่ก็อตแซงชัวรี่

 

 

ในตอนที่เขาเดินทางข้ามมิติมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตงเสวียนสวมใส่หรือเอาติดตัวมาถูกทำลายจนหมด รวมถึงสมบัติล้ำค่าที่เขาสวมใส่อยู่ที่เรียกว่าเสื้อคุมขนนกด้วย มีเพียงคัมภีร์ศาสตร์ตงเสวียนที่ยังไม่ได้ถูกทำลายไป เนื่องจากมันทำมาจากด้ายชนิดพิเศษที่ถูกเรียกว่าด้ายแห่งความว่างเปล่า

 

 

“บ้าบอไปกันใหญ่แล้ว ถ้ามันจริงล่ะก็ศาสตร์ตงเสวียนอะไรนี่มันจะต้องเป็นวิชาที่ดียิ่งกว่าวิชาไฮเปอร์จีโนของกึ่งเทพแน่” หานเซิ่นอ่านศาสตร์ตงเสวียนแม้เขาจะไม่ค่อยเชื่อมันเท่าไหร่ แต่เขาก็สนใจมันมาก

 

 

มันเหมือนว่าตรงส่วนที่เขียนเกี่ยวกับศาสตร์ตงเสวียนจะยากเกินกว่าที่เครื่องจะแปลออกมาได้ ในส่วนนั้นหานเซิ่นไม่เข้าใจ แม้จะอ่านข้อความที่เครื่องแปลมาให้แล้วก็ตาม

 

 

สำหรับข้อความส่วนท้ายที่ตงเสวียนเขียนเพิ่มไว้ทีหลัง เครื่องสามารถแปลมันออกมาได้ค่อนข้างดี แต่ทว่าส่วนต้นที่เกี่ยวกับวิชาเครื่องกับไม่สามารถแปลให้อ่านเข้าใจได้ เหมือนมีความผิดพลาดบางอย่าง

 

 

“เหมือนว่าเราจะใช้เครื่องแปลศาสตร์ตงเสวียนออกมาไม่ได้ เราคงต้องเรียนภาษาโบราณด้วยตัวเองซะแล้ว” หานเซิ่นลองไล่แปลคำทีละคำ และเขาก็พบว่าแต่ละตัวอักษรมีหลายความหมาย เขาไม่มีทางรู้ว่าจริงๆแล้วมันมีหมายความว่าอะไรแน่ หานเซิ่นพบว่าถึงเขาจะรู้ความหมายทั้งหมดของทุกตัวอักษร แต่เขาก็จะไม่เข้าใจมันอยู่ดี

 

 

ในที่สุดหานเซิ่นก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเครื่องถึงไม่สามารถแปลมันออกมาได้ สำหรับภาษาโบราณประเภทนี้จำเป็นที่ผู้อ่านต้องมีความรู้และเข้าใจความหมายของผู้เขียนก่อนที่จะอ่านมัน

 

 

แม้หานเซิ่นจะสามารถเดาความหมายของข้อความได้บ้าง แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะลองฝึกวิชานี้ หานเซิ่นต้องเก็บเรื่องศาสตร์ตงเสวียนไว้ก่อน เขาตั้งใจว่าลงเรียนวิชาภาษาโบราณที่เหยี่ยวดำเปิดสอน

 

 

มีเวลาอีกมากที่เขาจะค่อยๆเรียนภาษาโบราณไปเรื่อยๆ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เขาจะต้องรีบร้อน หลังจากพักผ่อน 2 วัน หานเซิ่นก็มีแผนที่จะเข้าไปในก็อตแซงชัวรี่ เพื่อโอนวิญญาณอสูรของดอลลาร์มาเป็นของตัวเอง

 

 

ซูเสี่ยวเฉียวที่กลายเป็นหัวหน้าทีมบูลอายกำลังนำทีมล่ามอนสเตอร์กลายพันธ์อยู่ในตอนนี้ ทันใดนั้นมีใครบางคนวิ่งออกมาจากป่าต่อหน้าเขา และฟันมอนสเตอร์กลายพันธ์ขาดเป็น 2 ส่วน

 

 

“บ้าเอ้ย! ใครมันกล้ามาแย่งมอนสเตอร์ฉันหะ? นายเบื่อที่จะมีชีวิตแล้วใช่ไหม?…” ซูเสี่ยวเฉียวหัวร้อนมาก แต่ทว่าเมื่อเขาเห็นคนคนนั้น เขาก็หยุดพูดทันที “ดอลลาร์ คุณยังไม่วิวัฒนาการอีกหรอ?”

 

 

“ใกล้แล้ว ดังนั้นฉันเลยอยากจะขายวิญญาณอสูร และต้องการให้นายช่วยหน่อย” หานเซิ่นพูด และโอนวิญญาณอสูรรวมทั้งเกียร์ทั้งหมดให้ซูเสี่ยวเฉียว

 

 

เมื่อเห็นเขาส่งวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิมาดวงแล้วดวงเล่า ซูเสี่ยวเฉียวก็ตะลึง เมื่อหานเซิ่นเตรียมจะกลับ ซูเสี่ยวเฉียวก็พูด “ดอลลาร์ คุณไม่กลัวว่าผมจะเก็บวิญญาณอสูรพวกนี้เอาไว้ใช้เอง?”

 

 

“ไม่ ฉันไม่กลัวเลย” หานเซิ่นพูดและเดินจากไป

 

 

ซูเสี่ยวเฉียวรีบถาม “คุณยังไม่ได้บอกราคาเลยว่าจะให้ผมขายพวกเท่าไร แล้วผมควรจะเอาไปขายที่ไหนดี?”

 

 

“เปิดประมูล ฉันต้องการแค่ใบอนุญาตเรียนวิชาระดับSของผู้วิวัฒนาการเท่านั้น แล้วฉันจะไปหานายทีหลัง” หานเซิ่นพูด และหายตัวไปในภูเขา แน่นอนว่าเขาไม่กลัวว่าซูเสี่ยวเฉียวจะเก็บวิญญาณอสูรไปใช้เองอยู่แล้ว ยังไงซูเสี่ยวเฉียวก็อยู่ในกลุ่มสตีลอาเมอร์ ซึ่งหานเซิ่นรู้จักเขาเป็นอย่างดี

 

 

“วิญญาณอสูรพวกนี้สุดยอดจริงๆ เอ่อ… มีแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงเลือดศักดิ์สิทธิ… เสียดายที่ถึงเขาจะถอดชุดเกราะแล้ว เขาก็ยังเอาผ้ามาพันหน้าเอาไว้ เลยไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร” ซูเสี่ยวเฉียวเลียริมฝีปากของตัวเอง เขารู้สึกเสียดายมาก เขาเองก็เป็นแฟนตัวย่งของดอลลาร์ แน่นอนว่าเขาอยากรู้ตัวจริงของดอลลาร์มากกว่าใคร

 

 

“ลูกพี่ เขาเป็นดอลลาร์ตัวจริงงั้นหรอ? ทำไมเขาขอให้คุณไปออกประมูลแทนเขาล่ะ? พวกคุณมีความสัมผัสกันยังไง? แล้วเขาให้วิญญาณอสูรอะไรมาบ้าง” พวกคนที่ตามเขามายิงคำถามมารัวๆ

 

 

ซูเสี่ยวเฉียวที่ยังไม่หายจากอาการช็อค ไม่สามารถตอบคำถามพวกเขาได้

 

 

ไม่นานข่าวเรื่องที่ดอลลาร์ขอให้ซูเสี่ยวเฉียวเปิดประมูลวิญญาณอสูรในสตีลอาเมอร์ก็แพร่กระจายออกไป ทำให้คนจำนวนมากช็อคไปตามๆกัน

 

 

ไม่มีใครคิดว่าดอลลาร์ยังอยู่ในก็อตแซงชัวรี่เขต 1 และยิ่งไม่มีใครคิดด้วยว่าดอลลาร์จะเอาวิญญาณอสูรที่เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ของตัวเองมาขายแบบนี้

 

 

คนส่วนมากอาจจะสงสัยว่าซูเสี่ยวเฉียวแต่งเรื่องโกหก มีบางคนถึงขนาดคิดว่าซูเสี่ยวเฉียวอาจจะเป็นดอลลาร์ซะเอง แต่พอสืบไปสักพักพวกเขาก็คิดว่าซูเสี่ยวเฉียวไม่น่าจะเป็นดอลลาร์ไปได้

 

 

ในตอนนี้แม้แต่หนิงเยวี่ยก็เดินทางมาถึงสตีลอาเมอร์แล้ว เมื่อเขาได้ยินข่าวนี้ เขาก็สืบประวัติของซูเสี่ยวเฉียวทันที และเขาก็มั่นใจว่าซูเสี่ยวเฉียวไม่ใช่ดอลลาร์

 

 

“นายน้อย ซูเสี่ยวเฉียวจะเปิดประมูลวันพรุ่งนี้ พวกเราจะไปเข้าร่วมด้วยไหมครับ?” หลินหลินถาม วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิของดอลลาร์เป็นของที่มีชื่อเสียง ทำให้ใครหลายคนต่างก็อยากได้มันไปครอบครองหรือสะสม

 

 

หนิงเยวี่ยใช้ความคิดอย่างหนัก เขาพึมพำ “ดอลลาร์.. หานเซิ่น.. หรือว่าพวกเขา 2คนจะ…”

 

 

หนิงเยวี่ยหันไปสั่งลูกน้อง “ไปร่วมรวบข้อมูลของพวกเขาทั้ง 2 คนมาให้ฉัน”

 

 

“นายน้อยกำลังสงสัยว่าหานเซิ่นคือดอลลาร์งั้นหรอครับ?” หลินหลินถาม

 

 

“ไม่นานพวกเราคงจะได้คำตอบ ไปเตรียมการให้พร้อมเราจะลงมือในวันพรุ่งนี้” หนิงเยวี่ยพูด

 

 

ในวันงานเกือบทุกคนในเมืองสตีลอาเมอร์เดินทางมาร่วมงานด้วย หนิงเยวี่ยและหลินหลินอำพรางใบหน้าเข้ามาร่วมสังเกตการโดยปะปนกับฝูงชน

 

 

หนิงเยวี่ยจ้องหานเซิ่นตาไม่กระพริบ เหมือนว่าเขาพยายามจะอ่านสีหน้าของหานเซิ่นในระหว่างการประมูล เพื่อดูว่าเขาคือดอลลาร์จริงหรือไม่

 

 

VIPถึงตอนที่ 1236  เเล้วครับสนใจสมัครได้ที่ https://www.facebook.com/SuperGodGene/