0 Views

ในตอนแรกหานเซิ่นคิดว่ามันจะต้องเป็นเสื้อของคนคนนั้นที่ส่องแสงออกมา บางทีมันอาจจะมีส่วนผสมของสารฟลูออเรสเซ้นต์ แต่พอสังเกตดูดีๆแล้ว หานเซิ่นก็มั่นใจว่ามันไม่ใช่เสื้อ แต่เป็นตัวคนตั้งหากที่ส่องแสงออกมา

 

หลังจากที่เช็คดูอย่างระมัดระวัง หานเซิ่นก็ต้องประหลาดใจที่พบว่ามันไม่ใช่คนที่มีชีวิตอยู่ ถึงจะดูเหมือนมีชีวิตอยู่ก็ตาม แต่พอดูใกล้ๆเห็นได้ชัดเลยว่าใบหน้าและมือของเขาแห้งสนิทแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีชีวิตอยู่ในสภาพนี้ได้

 

แต่มันแตกต่างจากซากศพทั่วๆไปหรือโครงกระดูก ทั้งผิวหนังรวมถึงกล้ามเนื้อของเขายังไม่เสื่อมสลายไป เหมือนว่ายังพอมีน้ำหลงเหลืออยู่ในร่างกายของเขาด้วย แต่เพราะว่าผิวของเขากำลังส่องแสงอยู่ ทำเขาดูน่ากลัวเหมือนกับมัมมี่

 

“คุณตายแล้วหรือว่ายังมีชีวิตอยู่? ถ้ามีชีวิตอยู่ก็ช่วยพูดอะไรหน่อย!” หานเซิ่นไม่แน่ใจว่าเขาตายแล้วหรือยัง

 

ไม่มีเสียงตอบกลับ หานเซิ่นมั่นใจแล้วว่าเขาตายแล้วแน่ๆ หานเซิ่นยิ่งสงสัยเกี่ยวกับศพๆนี้มากขึ้น เขาสงสัยว่าทำไมชายคนนี้ถึงได้มาตายอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก

 

หานเซิ่นหันมองซ้ายมองขวา เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรที่ผิดปรกติ จากนั้นหานเซิ่นก็บินเข้าไปตรงจุดที่ศพนั้นอยู่

 

หลังจากที่เขามาใกล้ๆศพ หานเซิ่นก็เริ่มมองดูเสื้อผ้าที่ชายคนนี้ใส่ มันดูแปลกมาก มันต่างจากเสื้อผ้าของยุคนี้ วัสดุและสไตล์ของเสื้อเป็นสไตล์โบราณ มันเป็นเสื้อผ้าในยุคก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทางจากดาวโลก เพื่อบุกเบิกดาวดวงอื่น

 

อย่างไรก็ตาม หานเซิ่นคิดว่ามันเป็นความคิดที่เหลวไหล ในตอนนั้น มนุษย์ยังไม่มีความสามารถในการท่องอวกาศเลย ไม่มีทางที่เขาจะมาที่ก็อตแซงชัวรี่ได้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโนโลยีเทเลพอร์ต

 

‘เขาอาจจะเป็นแค่คนที่ชอบแต่งตัวแปลกๆ’ หานเซิ่นคิด

 

หลังจากที่เข้ามาใกล้ 20 ฟุต หานเซิ่นก็ไม่เดินเข้าไปอีก เขาเดินไปรอบๆศพ และสังเกตศพจากทุกมุมมอง

 

เป็นศพที่ดูเหมือนกับมีชีวิต เป็นคำพูดเดียวที่หานเซิ่นพอจะบรรยายสิ่งที่เขาเห็นได้ ถ้าร่างกายของเขาไม่แห้งไป หานเซิ่นคงคิดว่าเขายังมีชีวิตอยู่แน่ๆ แต่กระนั้นเขาก็ดูเหมือนกับรูปปั้นที่ทำจากหยกหรืออะไรบางอย่างที่คล้ายๆกัน

 

ทันใดนั้นของบางสิ่งที่อยู่ข้างๆมือซ้ายของชายคนนั้นก็เตะตาของหานเซิ่นเข้า ดูแล้วมันน่าจะเป็นของชายคนนี้

 

ชายคนนั้นอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ และปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ข้างๆมือซ้ายมีอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนคัมภีร์

 

ตอนนี้หานเซิ่นมั่นใจ 100% แล้วว่าชายคนนี้ตายแล้วแน่ๆ แม้จะสัมผัสถึงอันตรายไม่ได้เลย แต่หานเซิ่นก็ลังเลที่จะเข้าไปหยิบคัมภีร์ออกมา

 

คัมภีร์ดูเหมือนจะทำจากผ้าไหม แต่พอเอาครบเพลิงไปใกล้กับพบว่ามันเหมือนกับหนังมากกว่า

 

หานเซิ่นมองร่างของชายที่ตายอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเปิดคัมภีร์ออกดู มีตัวหนังสือเขียนไว้ในคัมภีร์จำนวนมาก อย่างน้อยๆก็ 30000 ตัว อักษรอยู่บนคัมภีร์ที่มีความยาวกว่า 3 ฟุต

 

ตัวหนังสือส่วนมากถูกปักด้วยเส้นด้ายแบบพิเศษ และก็มีบางส่วนที่ถูกเขียนขึ้นด้วยของเหลวบางอย่าง ดูแล้วน่าจะเป็นการเขียนด้วยมือ หานเซิ่นเชื่อว่าคนเขียนแต่ละส่วนน่าจะเป็นคนละคนกัน

 

หานเซิ่นพยายามอ่าน แต่ตัวอักษรที่เขารู้จักมีอยู่อย่างจำกัดมาก บางตัวของก็รู้สึกคุ้นเคย แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันหมายความว่ายังไง

 

‘ตัวอักษรบางส่วนคือตัวอักษรโบราณของมนุษยชาติงั้นหรอ?’ หานเซิ่นครุ่นคิด ตัวหนังสือที่ใช้เป็นสื่อกลางในสหพันธ์ดวงดาวก็มีรากฐานมาจากตัวอักษรโบราณ แต่ตัวอักษรก็ได้มีวิวัฒนาการของมัน มีคนน้อยมากที่จะอ่านตัวอักษรโบราณได้

 

แต่ในดาวบางดวงก็ยังมีการใช้ตัวอักษรแบบเก่าๆอยู่บ้าง ซึ่งมันดูคล้ายกับตัวอักษรในคัมภีร์เล่มนี้

 

‘เป็นชายที่แปลกประหลาดจริงๆ’ หานเซิ่นมองดูร่างชายคนนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาน่าจะอายุประมาน 30-40 ปี ถึงร่างกายของเขาจะแห้งแล้วก็ตาม แต่หานเซิ่นก็สามารถบอกได้เลยว่าตอนมีชีวิต เขาน่าจะเป็นคนที่หล่อเลยทีเดียว

 

‘พี่ชาย คุณก็ตายไปแล้ว คุณคงจะไม่ได้ใช้ของพวกนี้อีกแล้ว’ หานเซิ่นยื่นมือเข้าไปใกล้ๆร่างของชายคนนั้น

 

เนื่องจากเขาตายไปแล้วเขาก็คงจะไม่ว่าอะไร ถ้าหานเซิ่นจะค้นตัวเขา แต่ทว่าทันทีที่หานเซิ่นสัมผัสถูกเสื้อผ้าของเขา มันก็กลายเป็นฝุ่นทันที

 

‘ทำไมเสื้อมันถึงได้เก่าขนาดนี้เนี่ย?’ หานเซิ่นหยุดชะงัก เขามองดูร่างชายคนนั้นอีกครั้ง ตอนนี้ร่างกายของเขาเปลือยเปล่า แต่ร่างของเขาก็ยังดูน่ากลัว และให้ความรู้สึกที่เคร่งขรึม

 

หานเซิ่นสำรวจดูจนทั่ว แต่ก็ไม่พบอะไรเลย นอกจากคัมภีร์
‘เขาเป็นใครกันแน่ เขาคงจะไม่ใช่คนที่ข้ามเวลามาจากยุคโบราณจริงๆหรอกนะ?’ แม้แต่ตัวหานเซิ่นเองยังขำความคิดของตัวเอง

 

ในยุคโบราณไม่น่าจะมีเทคโนโลยีเทเลพอร์ต เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมาที่ก็อตแซงชัวรี่ได้ หากเขาเป็นคนยุคโบราณจริงๆ

 

นอกเหนือจากคัมภีร์ หานเซิ่นก็ไม่พบอะไรอีก เขาเรียกมีดเคิร์สวูฟออกมาตัดกำแพงหินที่อยู่ข้างหลังร่างชายคนนั้น และก็เอาร่างของชายคนนั้นใส่เข้าไป จากนั้นหานเซิ่นก็เอาก้อนหินมาปิดทับให้อย่างดี

 

“โทษทีที่ทำให้เสื้อผ้าของคุณเสียหาย ผมจะทำสถานที่ให้คุณหลับสบาย สำหรับคัมภีร์ คุณน่าจะไม่ต้องการมันแล้ว ผมจะเอามันกลับไป บางทีผมอาจจะรู้ว่าคุณเป็นใคร และขอให้ครอบครัวของคุณมาฝังคุณให้ดีกว่านี่”

 

หานเซิ่นมองไปรอบๆ ไม่มีที่ไหนให้ไปต่อ นอกจากถ้ำที่ลึกลงไป หานเซิ่นมองลงไปในถ้ำ และลองบินลงไปดู หลังจากบินมาได้ 2-3 ไมล์ เขาก็ยังมองไม่เห็นก้นของถ้ำเลย เมื่อมองดูความมืดมิด เขาก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา

 

หานเซิ่นลังเล และเริ่มรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงขนาดนั้น หานเซิ่นตัดสินใจบินกลับขึ้นไป

 

 

VIP ถึงตอนที่ 1233  เเล้วครับสนใจสมัครได้ที่ https://www.facebook.com/SuperGodGene/