0 Views

หานเซิ่นเซ็นสัญญากับหนิงเยวี่ย กลุ่มสตาร์รี่จะต้องดำเนินการเรื่องเข้าเรียนให้หานเหยียนก่อน และหานเซิ่นก็ต้องเดินทางไปที่เมืองเฟธ ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองสตีลอาเมอร์ เพื่อเข้าร่วมทีมออกล่ามอนสเตอร์

 

หานเซิ่นเคยไปที่เมืองเฟธมาครั้งหนึ่งแล้ว ในตอนที่เขาเดินทางจากเมืองกรีนกลับมาที่เมืองสตีลอาเมอร์ ดังนั้นมันไม่ยากสำหรับเขาที่จะเดินทางไปที่นั่น หานเซิ่นประหลาดใจที่หนิงเยวี่ยขอให้ลูกน้องของเขาเอาวิญญาณอสูรที่หานเซิ่นต้องได้จากหวังดีไปที่เมืองเฟธด้วย

 

ยิ่งกว่านั้นหนิงเยวี่ยยังเรียกนักสู้ฝีมือดีจากเมืองใกล้ๆเมืองเฟธไปร่วมทีมด้วย

 

เนื่องจากหนิงเยวี่ยอยู่ไกลจากเมืองเฟธมาก เขาเลยไม่ได้เข้าร่วมการล่าครั้งนี้ด้วย หัวหน้าทีมครั้งนี้ก็คือลูกน้องของเขาที่มีจีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิเต็ม ชื่อว่า หยางหย่งเฉิง

 

นอกจากหยางหย่งเฉิงแล้วยังมีอีก 2 คนที่มีจีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิเต็ม แม้แต่คนอื่นๆในกลุ่มก็มีจีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิเกือบเต็ม พวกเขามีทั้งหมด 8 คนรวมหานเซิ่นด้วย มันทำให้หานเซิ่นทึ่งในพลังของกลุ่มสตาร์รี่

 

หยางหย่งเฉิงไม่ได้บอกหานเซิ่นว่าจะไปล่าที่ไหนหรือมอนสเตอร์เป้าหมายคืออะไร หานเซิ่นเองก็ไม่ได้ถามอะไร เขาตามพวกหยางหย่งเฉิงไปอย่างเงียบๆ

 

เหมือนว่าหยางหย่งเฉิงและคนอื่นๆในกลุ่มจะไม่ชอบหน้าหานเซิ่นเอามากๆ ซึ่งหานเซิ่นก็พอจะเข้าใจ เพราะเขาไม่ใช่คนของสตาร์รี่ การที่นายของพวกเขาเรียกคนนอกมาช่วยในการล่า ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายของพวกเขา

 

หานเซิ่นไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนนี้สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ก็คือวิญญาณอสูรเสริมพลังของหวังตี้

 

วิญญาณอสูรนี่มีชื่อว่า อีวิลธันเดอร์ มันคือวิญญาณอสูรที่ใช้เสริมพลังให้มนุษย์โดยตรง หานเซิ่นลองใช้มันแล้วพบว่ามันจะทำให้ร่างกายของเขาชา แต่มันก็ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย แถมมันยังช่วยเพิ่มความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันความเร็วและความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นด้วย

 

หานเซิ่นรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ของมันมาก ถึงร่างกายจะชาเวลาที่ใช้ แต่การที่ร่างกายแข็งแกร่งมากขึ้นก็เป็นอะไรที่หานเซิ่้นกำลังต้องการในตอนนี้

 

หานเซิ่นลองใช้ทุกอย่างที่เขามี พร้อมกับวิญญาณอสูรอีวิลธันเดอร์ ซึ่งระดับความแข็งแกร่งของเขาจะไปได้สูงสุดที่ 35

 

การที่เขาได้จีโนพ้อยขั้นสุดยอดมาหลายจีโนพ้อยแล้ว ทำให้ระดับความแข็งแกร่งของเขาเหนือมนุษย์ทั่วๆไปมาก

 

โดยเฉลี่ยแล้วคนที่มีจีโนพ้อยกลายพันธ์เต็มจะมีระดับความแข็งแกร่งประมาน 10-15 และคนที่มีจีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิเต็มจะมีระดับความแข็งแกร่งอยู่ที่ 15 ถึง 20 แต่หานเซิ่นมีระดับความแข็งแกร่งถึง 25 ได้โดยไม่ต้องใช้อะไรช่วยเลย และหานเซิ่นประมานการว่าเขาน่าจะถึง 30 ได้ ถ้าเก็บจีโนพ้อยขั้นสุดยอดเต็ม

 

แต่ถ้าหลังจากที่พวกเขาวิวัฒนาการแล้ว คนที่ใช้จีโนพ้อยกลายพันธ์วิวัฒนาการจะได้รับ ‘ร่างกายกลายพันธ์’ ระดับความแข็งแกร่งจะอยู่ที่ 20 ขณะที่คนที่ใช้จีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิวิวัฒนาการจะได้รับ ‘ร่างกายเลือดศักดิ์สิทธิ’ ซี่งจะเพิ่มระดับความแข็งแกร่งไปอยู่ที่ประมาน 30

 

หานเซิ่นยังสงสัยอยู่ว่าถ้าเขาวิวัฒนาการด้วยจีโนพ้อยขั้นสุดยอด เขาก็น่าจะได้รับร่างกายขั้นสุดยอด และระดับความแข็งแกร่งของเขาก็น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าด้วยเช่นเดียวกัน

 

วิญญาณอสูรอีกดวงที่เขาได้มาจากหวังตี้ก็คือวิญญาณอสูรประเภทขวาน มันหนักและมีด้ามจับที่ยาว หานเซิ่นสามารถใช้มันแทนหอกบีทเทิลนท์ได้ ในตอนที่เขาไม่ได้เป็นดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตามหานเซิ่นรู้ทักษะการใช้ขวานเพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น

 

“พวกเรากำลังจะเข้าป่าบรรพกาล ระวังอย่าไปถูกแมลงมีพิษเข้า” ก่อนจะเข้าไปในป่าบรรพกาล หยางหย่งเฉิงหันมาพูดกับหานเซิ่น

 

ไม่ใช่เพราะหยางหย่งเฉิงเป็นห่วงหานเซิ่น แต่เพราะหนิงเยวี่ยสั่งมาว่าต้องรับรองดความปลอดภัยของหานเซิ่น ตราบใดที่หานเซิ่นยังมีมีดวิญญาณอสูรอยู่

 

นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่ชอบหน้าหานเซิ่น พวกเขาคิดว่าหานเซิ่นเป็นแค่คนโชคดีมากเท่านั้นที่บังเอิญได้วิญญาณอสูรที่สุดยอดมา หานเซิ่นไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในสายตาของคนอื่นๆคนที่มีจีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิเต็มจะถือว่าแข็งแกร่งมาก แต่สำหรับหานเซิ่นแล้ว พวกเขายังอ่อนแอ พวกเขายังไม่วิวัฒนาการด้วยซ้ำ

 

และถึงพวกเขาจะไปวิวัฒนาการแล้ว หานเซิ่นก็ยังคิดว่าพวกเขาไม่ได้เก่งกาจอะไร

 

“ทำไมพวกเราไม่บินข้ามไปเลยล่ะ?” หานเซิ่นมองป่าบรรพกาลที่มีต้นไม้สูงเสียดฟ้า และก็ต้องขมวดคิ้ว

 

ถ้าต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ หานเซิ่นไม่กลัวมอนสเตอร์ตัวไหน ยกเว้นมอนสเตอร์ขั้นสุดยอด แต่ทว่าในป่านี้มีแมลงมีพิษตัวเล็กๆจำนวนมาก ซึ่งมันอาจจะสร้างปัญหาได้

 

“บินข้ามงั้นหรอ? นายรู้ไหมว่าในป่านี้มีมอนสเตอร์ที่น่ากลัวอยู่มากมายแค่ไหน? ซึ่งอาจจะมีมอนสเตอร์เลือดศักดิ์สิทธิประเภทบินได้โผล่มาก็ได้ ถ้าอยากตายก็เชิญบินข้ามไปได้เลย” จูถิง ชายคนที่ไว้หนวดพูด เขามองที่หานเซิ่น และยิ้มเหมือนเขากำลังมองไอ้โง่คนหนึ่ง

 

หานเซิ่นยิ้ม และไม่ได้พูดอะไร มันอาจจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกหน่อยในการเดินผ่านป่านี้ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร

 

เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หานเซิ่นเรียกวิญญาณอสูรแฟนท่อมแอนท์ออกมา ถึงมันจะดูปอดแหกไปหน่อยที่เรียกชุดเกราะออกมา แต่มันก็ช่วยในการป้องกันแมลงตัวเล็กๆได้

 

เมื่อเห็นชุดเกราะที่เปล่งประกายเหมือนอัญมณี จูถิงก็พูดอย่างไม่พอใจ

“สวมชุดเกราะที่เด่นขนาดนั้น คุณต้องการให้พวกเรากลายเป็นเป้าหมายของพวกมอนสเตอร์รึไง?”

 

ถ้าหานเซิ่นไม่ใช่คนที่หนิงเยวี่ยขอให้พวกเขาคอยคุ้มกันละก็ เขาคงจะด่าหานเซิ่นว่าไอ้โง่ไปแล้ว

 

“เปลี่ยนไปใช้ชุดเกราะอื่นจะดีกว่า เกราะนี้มันสะดุดตาเกินไป” หยางหย่งเฉิงเองก็เตือนหานเซิ่นเช่นเดียวกัน

 

หานเซิ่นยักไหล่ และเรียกวิญญาณอสูรแฟนท่อมแอนท์กลับ เขาไม่อยากสร้างปัญหาให้ทีม เนื่องจากคนอื่นในกลุ่มขอให้เขาถอดออก หานเซิ่นก็ไม่อยากจะเสียเวลาเถียงกับพวกเขา

 

ยังไงหานเซิ่นมาที่นี่ก็เพื่อล่ามอนสเตอร์ขั้นสุดยอด และเขาก็ต้องการคนนำทางด้วย เรื่องอื่นๆนอกจากนี้เขาไม่อยากจะสนใจมันมาก

 

“จูถิงไปสำรวจทางข้างหน้าพร้อมกับเหลาลิ่ว” เห็นได้ชัดว่าหยางหย่งเฉิงเป็นหัวหน้าทีม เขาให้หานเซิ่นอยู่ตรงกลาง เพื่อที่หานเซิ่นจะได้ไม่ถูกโจมตี

 

แม้หานเซิ่นต้องการจะเดินทางให้มันเร็วกว่านี้ แต่คนอื่นๆในกลุ่มดูจะระวังตัวกันมาก หานเซิ่นเลยต้องเดินทางช้าไปด้วย

 

มันเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก พวกเขาคุ้นเคยกับเส้นทางในป่านี้ดี พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีโอกาสเจอมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งตลอดการเดินทาง

 

พวกเขามีจุดประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ และไม่ต้องการจะเสียเวลาฆ่ามอนสเตอร์ระหว่างทาง พวกเขาหลีกเลี่ยงมอนสเตอร์เกือบทุกตัว ส่วนมอนสเตอร์ตัวที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จะถูกคนที่ไปสำรวจเส้นทางก่อนฆ่าตาย

 

ไม่ถึง 2 วัน กลุ่มของพวกเขาก็เดินทางมาถึงภูเขาขนาดใหญ่ ใบหน้าของพวกเขาดูตึงเครียดขึ้นมาทันที พวกเขาหันมามองหานเซิ่น

 

“คุณหาน เป้าหมายของเราอยู่ในภูเขาลูกนั้น แต่มันไม่ใช่เป้าหมายที่ง่าย แค่รออยู่ที่นี่ พวกเราจะไปล่อมันออกมาเอง คุณแค่หาโอกาสเข้าไปโจมตีมัน แล้วจำไว้ว่าให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก”

หยางหย่งเฉิงพูด และเขาก็หันมาพูดกับจูถิง “จูถิงตามคุณหานไป ถ้าเขาตาย นายก็ต้องตายด้วย”

 

“ลูกพี่อย่าห่วงเลย ผมรับประกันว่าเขาจะปลอดภัย” จูถิงพูดพร้อมกับเอามือทุบไปที่อก