0 Views

หนิงเยวี่ยเป็นคนที่พูดคุยเก่ง เขารู้ว่าควรพูดยังไงให้คนที่พูดด้วยไม่รู้สึกเครียดหรืออึดอัด

 

ตอนแรกหานเซิ่นคิดว่ามันคงไม่ง่ายที่จะออกไปจากที่นี่ แต่หนิงเยวี่ยกับพูดคุยกับเขาไม่กี่ประโยคก่อนที่จะส่งเขากลับไป โดยไม่ได้พูดลองเชิงอะไรหานเซิ่นเลย มันเป็นการสนทนาที่ราบลื่น

 

หลังจากหานเซิ่นออกไปแล้ว หนิงเยวี่ยก็ดูวิดีโอการต่อสู้ของหานเซิ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาดูจังหวะที่หานเซิ่นใช้มีดโจมตีเถี่ยขวง

 

หลังจากดู หนิงเยวี่ยก็พึมพำกับตัวเอง “มีดนั่น.. บางทีถ้ามีมีดนั่นก็อาจจะทำสิ่งนั้นได้ก็ได้”

 

ระหว่างทางกลับ หวงฟูผิงชิงถามหานเซิ่นด้วยความสงสัย “มีดนั่นคืออะไรกันแน่? ทำไมถึงได้คมถึงขนาดนั้น?”

 

“มันก็แค่วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิจากมอนสเตอร์ประเภทหมาป่า ข้อดีของมันก็มีแค่ความคมเท่านั้น” หานเซิ่นยิ้มและพูด

 

หวงฟูผิงชิงทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ เธอมองที่หานเซิ่นและพูด “มันไม่ใช่แค่นั้นใช่ไหม? มันถึงขั้นตัดคอของผู้วิวัฒนาการแล้วได้ แม้เขาจะมีระดับความแข็งแกร่งแค่ 40 แต่เขาก็ฝึกวิชาไฮเปอร์จีโนที่มีพลังป้องกันสูง อาวุธนั่นวิเศษมาก นายโชคดีจริงๆ”

 

หวงฟูผิงชิงหยุดและพูดอย่างจริงจัง “แต่เนื่องจากนายมีอาวุธวิญญาณอสูรที่วิเศษขนาดนี้ และหนิงเยวี่ยก็เห็นมันแล้ว นายอาจจะมีปัญหาในภายหลังได้ หนิงเยวี่ยจะไม่ยอมปล่อยนายไปง่ายๆแน่ ระวังตัวไว้ด้วย”

 

“ทำไม?” หานเซิ่นไม่เข้าใจ เนื่องจากยังไม่มีใครรู้ว่าวิญญาณอสูรเคิร์สวูฟเป็นอาวุธขั้นสุดยอด ดังนั้นมันก็ไม่น่าจะมีใครมาทำอันตรายเขา เพราะเพียงแค่เขามีมีดที่คม

 

หวงฟูผิงชิงลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูด “นายยังไม่เข้าใจ วิญญาณอสูรแบบนั้นถือเป็นของล้ำค่าสำหรับหนิงเยวี่ย มันอาจจะช่วยให้เขาทำบางสิ่งสำเร็จได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตระกูลหนิงตามหามาตลอด นายคิดว่าเขาจะลืมมันไปง่ายๆงั้นหรอ?”

 

หานเซิ่นรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขาถามหวงฟูผิงชิง “สิ่งที่หนิงเยวี่ยตามหามาตลอดงั้นหรอ มันคืออะไร?”

 

คำพูดของหวงฟูผิงชิงทำให้หานเซิ่นนึกถึงสิ่งที่พ่อและปู่ของเขาบอกเอาไว้

 

ปู่ของเขาเขียนคำว่า ‘สุดยอดยีน’ ไว้ในสมุด และพ่อของเขาก็บอกให้เอาจี้ไปขอความช่วยเหลือจากหนิง ถ้ามีเรื่องเดือดร้อน

 

‘เป็นไปได้ไหมว่าหนิงจะรู้เรื่องเกี่ยวกับมอนสเตอร์ขั้นสุดยอดด้วย แต่พวกเขายังไม่มีความสามารถพอที่จะล่ามัน เขาถึงได้สนใจมีด?’ หานเซิ่นกำลังสงสัย แต่ยังไงตอนนี้เขาก็ยังไม่มีทางล่วงรู้ความจริงได้

 

หวงฟูผิงชิงพูด “ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่ตระกูลหนิง แต่ตระกูลของฉันก็มีหลายครั้งที่ผู้อาวุโสในตระกูลจะสั่งให้ฉันไปทำอะไรบางอย่างที่ตัวฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังกำชับว่าห้ามเอาไปเล่าให้ใครฟัง”

 

เห็นได้ชัดว่าหวงฟูผิงชิงอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ ดังนั้นหานเซิ่นจึงไม่ถามอะไรเธออีก ยังไงคำพูดที่เธอพูดออกมาก็เผยอะไรหลายอย่าง

 

มันทำให้หานเซิ่นนึกถึงสิ่งที่สวี่ลู่เหยียนเคยทำตอนนั้น หล่อนพยายามจะนำคนไปตามหารังมอนสเตอร์ ถ้ารังทำได้แค่ผลิตวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ หล่อนจะยอมลงทุนมากมายขนาดนั้นเลยหรอ?

 

มันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเลย แค่เงินที่กลุ่มสตาร์รี่จ่ายไปกับภารกิจนั้นก็สามารถเอามาซื้อวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิได้หลายดวงแล้ว การจ้างหน่วยพิเศษทั้งหน่วยนั้นมีต้นทุนที่มหาศาล นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลอีก แม้หานเซิ่นจะไม่รู้ว่าพวกเขาจ่ายไปเท่าไหร่ แต่มันต้องเป็นจำนวนที่มหาศาลแน่

 

ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องสละชีวิตด้วย นั่นก็เพื่อวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ 1 ดวง?

 

เท่าที่หานเซิ่นคิดได้มีเพียงเหตุผลเดียว พวกเขาไม่ได้กำลังตามหาวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ แต่เป็นวิญญาณอสูรขั้นสุดยอด

 

แต่หานเซิ่นก็รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไร้ประโยชน์ จากประสบการณ์ของหานเซิ่น เขาไม่เคยได้วิญญาณอสูรขั้นสุดยอดจากไข่มาก่อน แต่เขาคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่มอนสเตอร์ขั้นสุดยอดจะถือกำเนิดมาจากไข่ในรัง ถ้ากลุ่มสตาร์รี่รู้เรื่องนี้ สิ่งที่สวี่ลู่เหยียนลงทุนทำไปทั้งหมดก็ไร้ความหมาย เพราะยังไงพวกเขาก็ไม่สามารถฆ่ามอนสเตอร์ขั้นสุดยอดได้

 

มีเรื่องหนึ่งที่หานเซิ่นมั่นใจได้เลยก็คือ หนิงรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางที่ตระกูลหวงฟูเองก็รู้เช่นกัน แต่พวกเขาจะรู้มากแค่ไหนนั้นหานเซิ่นก็ยังไม่แน่ใจ

 

หนึ่งวันหลังจากกลับมาที่เหยี่ยวดำ เขาก็ได้รับคำเชิญจากหนิงเยวี่ยให้ไปเข้าร่วมทีมล่ามอนสเตอร์ที่ทางกลุ่มสตาร์รี่จัดขึ้น

 

เดิมทีหานเซิ่นต้องการจะปฏิเสธ แต่หนิงเยวี่ยเสนอในสิ่งที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ กลุ่มสตาร์รี่เสนอว่าจะจัดการให้หานเหยี่ยนเข้าโรงเรียนรอยัล ซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับ 1 ของกาแล็กซี่

 

แผนเดิมของหานเซิ่นก็คือการเป็นผู้มีเกียรติให้ได้ก่อนเข้ากองทัพ ซึ่งมันจะทำให้เขาสามารถส่งให้น้องเข้าเรียนที่โรงเรียนรอยัลได้ แต่ทว่าตอนนี้หานเซิ่นเปลี่ยนแผน เขาต้องการที่จะวิวัฒนาการด้วยจีโนพ้อยขั้นสุดยอด ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้หานเซิ่นไม่มั่นใจว่าจะยังทำตามแผนเดิมได้หรือเปล่า เขาพยายามใช้เส้นสายที่มีแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ

 

ข้อเสนอของหนิงเยวี่ยตรงเข้าเป้าพอดี มันเป็นไปไม่ได้ที่หานเซิ่นจะปฏิเสธ พอเจอแบบนี้ทำให้หานเซิ่นต้องยิ่งระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะหนิงเยวี่ยเป็นคนที่ฉลาดกว่าที่เขาคิดไว้ เขาเป็นคนที่สามารถควบคุมคนอื่นได้ เขารู้ว่าหานเซิ่นต้องการอะไรและก็เสนอสิ่งนั้น

 

‘หนิงเยวี่ย ถ้านายพยายามจะฆ่ามอนสเตอร์ขั้นสุดยอดด้วยมีดของฉันละก็ มันไม่ง่ายนักหรอก กลับกันมันจะเป็นโอกาสดีสำหรับฉัน ถึงนายไม่เสนอมา ฉันก็อยากจะตอบตกลงอยู่แล้ว แผนการของนายมันสูญเปล่า’ หานเซิ่นจะใช้โอกาสนี้เพื่อล้วงความลับของหนิง

 

หานเซิ่นตอบตกลงข้อเสนอของหนิงเยวี่ย ถ้าหนิงเยวี่ยพยายามจะฆ่ามอนสเตอร์ชั้นสุดยอดจริงๆ หานเซิ่นเป็นคนเดียวที่มีอาวุธที่สามารถฆ่ามันได้  มันยังยากที่จะบอกว่าการออกล่าครั้งนี้ฝ่ายไหนเป็นคนคุมเกม