0 Views

ยิ่งดูการต่อสู้ เยี่ยหยู่เฟิงก็ยิ่งรู้สึกช็อคมากขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเขาก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว และทำให้เขาช็อคมาก “นั่นมันหมากล้อมสวรรค์นิ? ดอลลาร์คือผู้สืบทอดของคนคนนั้นงั้นหรอ?”

 

แม้เยี่ยหยู่เฟิงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับหมากล้อมสวรรค์มาบ้าง แต่เขาก็ยังไม่เคยเห็นมันถูกใช้กับตาตัวเองสักครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่มั่นใจว่าหานเซิ่นกำลังใช้มันอยู่หรือเปล่า

 

เทคนิคที่หานเซิ่นกำลังใช้อยู่นั้น ทำให้เขารู้สึกว่ามันคล้ายๆกับวิชาหมากล้อมสวรรค์ในตำนาน

 

แม้หานเซิ่นจะช้ากว่าหมาป่ามาก แต่เขาก็สามารถหลบมันได้อย่างง่ายดาย เมื่อเยี่ยหยู่เฟิงลองมองดูให้ชัดๆ มันเหมือนว่าหมาป่าถูกหานเซิ่นควบคุมเอาไว้แล้ว ก่อนที่มันจะขยับหานเซิ่นได้คิดวิธีรับมือเอาไว้หมดแล้ว

 

นอกจากหมากล้อมสวรรค์แล้ว เยี่ยหยู่เฟิงก็ไม่คิดว่าจะมีวิชาไหนที่สามารถทำแบบนี้ได้ “สวรรค์ก็เหมือนกับกระดาน และคนก็คือเม็ดหมาก” ตามตำนานบอกไว้ หมากล้อมสวรรค์สามารถใช้ในการควบคุมจิตใจหรือแม้แต่ควบคุมพฤติกรรมของคู่ต่อสู้ บ้างก็บอกว่ามันสามารถใช้ทำนายอนาคตล่วงหน้าได้ ซึ่งมันเหมือนกับสิ่งที่หานเซิ่นกำลังทำไม่ผิดเพี้ยน

 

เยี่ยหยู่เฟิงไม่คิดจะเข้าไปร่วมสู้ เพราะเขามองออกว่าหานเซิ่นคุมสถานการณ์ได้แล้ว ถ้าเขาพยายามเข้าไปช่วยก็อาจจะทำให้แผนของหานเซิ่นต้องพัง

 

หานเซิ่นไม่เคยเรียนหรือรู้จักวิชาหมากล้อมสวรรค์ที่ว่านั่น เขาแค่เรียนรู้เทคนิคไคท์ติ้งมาจากควีนเท่านั้น และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าควีนไปฝึกวิชาอะไรมา

 

แต่กระนั้นหานเซิ่นก็ไม่มีเวลาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว สิ่งเดียวที่เขาต้องโฟกัสตอนนี้ก็คือการต่อสู้กับหมาป่า

 

หานเซิ่นคุ้นเคยกับหมาป่า รวมถึงสิ่งแวดล้อมในรังนี้ดี ทุกๆก้าวที่เขาเคลื่อนที่ไป เขาคิดมันมาอย่างระมัดระวัง จากประสบการณ์มากกว่า 1 เดือนที่เขาต่อสู้กับมันมา

 

สิ่งที่หานเซิ่นกำลังรอคอยอยู่ก็คือโอกาส โอกาสที่หมาป่าตัวนี้เคลื่อนที่ไปในแบบที่เขาต้องการ แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อให้การเคลื่อนที่นั้นเกิดขึ้น หานเซิ่นต้องคำนวณแม้แต่รายละเอียดที่เล็กที่สุด ทุกก้าวที่เขาทำตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ก็เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น

 

เพียงแค่หมาป่าเคลื่อนไหวไปในแบบที่เขาเล็งเอาไว้ เขาก็จะสามารถโจมตีไปที่ขากรรไกรของหมาป่าได้

 

ตอนนี้ในหัวของหานเซิ่นกำลังคิดเกี่ยวกับรูปแบบการเคลื่อนไหวของหมาป่าและลักษณะนิสัยของมันเป็นพันๆรูปแบบ

 

เพื่อโอกาสครั้งเดียวนี้ หานเซิ่นต้องอดทนมาตลอด 1 เดือน และไม่ยอมใช้ดาบวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิรวมถึงเดวิลซอร์ด ที่ผ่านมาเขาใช้เพียงแค่หอกอย่างเดียว เนื่องจากหอกไม่ได้รับผลการเสริมพลังจากเฟลมเลฟเทนแนนท์ ทำให้การโจมตีของหานเซิ่นมีความรุนแรงน้อยที่สุดในบรรดาพวกเขา 4 คน เมื่อเผชิญหน้ากับหานเซิ่นเพียงคนเดียวจะทำให้หมาป่าประมาทได้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่หานเซิ่นต้องการให้เกิดขึ้น

 

ถึงพี่น้องตระกูลเฉินจะไม่ขอถอนตัวไปเอง หานเซิ่นก็คิดไว้แล้วว่าจะมาต่อสู้กับหมาป่าตัวนี้คนเดียว เพื่อให้แผนการครั้งนี้สำเร็จ

 

เมื่อเห็นเป้าหมายกำลังเคลื่อนไหวไปตามแผนที่เขาวางไว้ แววตาของหานเซิ่นก็สงบนิ่งราวกับน้ำ ถึงหัวใจของเขาจะเต้นรัวเหมือนกับเครื่องยนต์ด้วยผลของมนตรานอกรีตก็ตาม แต่จิตใจของเขากับสงบนิ่งมาก

 

หานเซิ่นเข้าใจดีว่ามันมีโอกาสแค่ครั้งเดียว ดังนั้นเขาต้องทำให้สำเร็จ เพื่อที่จะทำให้สำเร็จ เขาจะมีอารมณ์ร่วมไม่ได้ เขาต้องทำให้แผนของเขาสมบูรณ์แบบที่สุด

 

หมาป่าส่งเสียงคำรามออกมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหมาป่าถูกพวกเขาลงมาก่อกวนหลายต่อหลายครั้ง ทำให้มันต้องการจะฉีกพวกเขาเป็นชิ้นๆ

 

แต่ตอนนี้หานเซิ่นเผชิญหน้ากับมันคนเดียว แต่หมาป่ากับไม่สามารถถูกตัวหานเซิ่นได้เลย ทำให้หมาป่าเริ่มหัวร้อน และโจมตีรุนแรงขึ้น

 

เมื่อเห็นหมาป่าเริ่มหงุดหงิด หานเซิ่นก็รู้สึกยินดี ยิ่งหมาป่าตัวนี้โกรธมากเท่าไหร่ โอกาสที่แผนของเขาจะสำเร็จก็มากขึ้นเท่านั้น

 

หมาป่าค่อยๆเคลื่อนที่ไปในจุดที่หานเซิ่นเล็งเอาไว้ทีละนิดๆ จริงๆแล้วหานเซิ่นเป็นฝ่ายบังคับให้มันต้องเคลื่อนที่ไปตรงมุมนั้น

 

มันเป็นมุมแคบๆระหว่างกำแพงหิน 2 อันที่มุม 45 องศากัน และถ้าหานเซิ่นเข้าไปในมุมนั้นจะมีก้อนหินขนาดใหญ่ที่สูงกว่า 3 ฟุตขวางหน้าเขาเอาไว้

 

ถ้าหมาป่าต้องการโจมตีเขา มันต้องกระโดดข้ามก้อนหินก้อนใหญ่ไป ซึ่งการที่มันทำแบบนั้นจะทำให้หานเซิ่นโจมตีไปที่จุดอ่อนของมันได้ง่ายขึ้น

 

แผนที่หานเซิ่นกำลังใช้มันเสี่ยงตายมากๆ ถ้าเขาไปติดที่มุมกำแพง มันยากที่เขาจะหลบการโจมตีของหมาป่าได้ แต่มันก็คือโอกาสเดียวที่เขาจะโจมตีเช่นเดียวกัน

 

หมาป่าเริ่มโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมันเห็นว่าหานเซิ่นแสดงความขี้ขลาดออกมา เขาสู้ไปถอยไป และไปติดอยู่ที่มุมกำแพง ซึ่งไม่มีที่ให้หนีได้ต่อไปได้ หมาป่าไม่ลังเล มันตัดสินใจกระโดดข้ามก้อนหิน และกระโจนใส่หานเซิ่นทันที มันพยายามที่จะฆ่าเขาให้ได้ด้วยการโจมตีครั้งนี้

 

เยี่ยหยู่เฟิงที่กำลังดูการต่อสู้อยู่หน้าซีดเผือก ในตอนที่เขากำลังจะวิ่งเข้าไปช่วย เขาก็ตระหนักว่ามันสายเกินไปแล้ว เยี่ยหยู่เฟิงต้องมองดูหมาป่ากระโจนใส่หานเซิ่นที่จนมุม

 

เมื่อเห็นหมาป่าเกือบจะถึงตัว หานเซิ่นก็ยังยืนนิ่งเหมือนกับก้อนหิน ในตอนที่มันอ้าปากเผยให้เห็นขากรรไกรของมัน หานเซิ่นก็พลิกข้อมือ จากนั้นดาบสีเงินที่ห่อหุ้มด้วยควันสีดำก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มันเป็นการเคลื่อนไหวที่เหนือคาดคิด แม้แต่มนุษย์ก็ไม่มีทางรู้ว่ามันกำลังมา ไม่ต้องพูดถึงหมาป่าที่กำลังหัวร้อน

 

ยิ่งกว่านั้นก่อนที่หานเซิ่นจะทำการโจมตี สีหน้าท่าทางของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ไม่มีใครรับรู้ได้ถึงจิตสังหารของเขา

 

ตุบๆๆ!

ด้วยมนตรานอกรีต หัวใจของหานเซิ่นกำลังเต้นเหมือนกับเครื่องยนต์ ทำให้เกิดเสียงดังออกมานอกร่างกายของเขา

 

เส้นเลือดปูดขึ้นมาทั่วร่างกายที่เป็นนักฆ่ากระหายเลือด หานเซิ่นรู้สึกว่ากล้ามเนื้อและกระดูกของเขากำลังถูกเผา มันกำลังสร้างความร้อนที่สูงมาก

 

ด้วยการใช้วิชาโอเวอร์ในขีดสุด ร่างกายของหานเซิ่นเหมือนกับภูเขาไฟ ถ้าหานเซิ่นไม่ได้ฝึกกายหยกมา ร่างกายเขาคงจะระเบิดไปแล้ว

 

แตกต่างจากร่างกายที่กำลังถูกเผา สมองและจิตใจของหานเซิ่นสงบมาก เขารู้สึกเหมือนเป็นผู้ชมที่กำลังดูร่างกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เขาใช้ดาบแทงเข้าไปในปากของหมาป่ากะให้มันทะลุออกหัว

 

หานเซิ่นทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ ทั้งการควบคุมจิตใจและการโจมตีอย่างรุนแรงที่สุด

 

สวบ!

ปลายดาบแทงทะลุขนของหมาป่าเข้าไปจนเกิดประกายไฟ

 

“ตายซะ!” หานเซิ่นคำรามออกมา เขาทุ้มพลังทั้งหมดไปกับการโจมตีครั้งนี้ เขาดันดาบลึกเข้าไปจนถึงเนื้อของหมาป่า และก็เริ่มมีเลือดไหลออกมาตามดาบ