0 Views

หานเซิ่นยังคงถามต่ออีกหลายคำถาม แต่ช่างก็ไม่ได้ตอบคำถามเหล่านั้นเลย และเขาก็วางสายไป

 

หานเซิ่นไม่สามารถทำอะไรได้ ถ้าอาวุธอันนั้นไม่สามารถทำเป็นดาบได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะซื้อมัน

 

เมื่อถึงเวลานัดหมาย หานเซิ่นก็ไปพบชายสายรุ้ง และเขาก็ต้องอ้าปากค้าง “นายเองงั้นหรอ?”

 

ชายสายรุ้งเองก็มีปฏิกิริยาเดียวกับหานเซิ่น ชายสายรุ้งก็คือซูเสี่ยวเฉียว

 

“บ้าเอ้ย นายคือชายสายรุ้งเองหรอ?” หานเซิ่นมองซูเสี่ยวเฉียวตั้งแต่หัวจรดเท้า ถ้าเขาคาดการไม่ผิดหมอนี่น่าจะแต่งเรื่องโกหกหลอกเอาเงินคน

 

ซูเสี่ยวเฉียวหัวเราะและพูด “ฉันแค่หวังว่าจะทำเงินสักหน่อย ไม่คิดว่าจะเจอนาย”

 

“ตกลง นายโกหกเรื่องนกฟินิกซ์งั้นหรอ?” หานเซิ่นถามด้วยความผิดหวัง

 

“ไม่ได้โกหกแน่นอน ครั้งอื่นฉันอาจจะโกหก แต่ครั้งนี้ฉันสาบานได้เลยว่าฉันเห็นมอนสเตอร์เหมือนนกฟินิกซ์จริงๆ” ซูเสี่ยวเฉียวพูดอย่างตื่นเต้น

 

“จริงดิ?” หานเซิ่นยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่

 

“จริงแน่นอน!” ซูเสี่ยวเฉียวพูดอย่างมั่นใจ

 

“โอเค งั้นนายจะเก็บเงินฉันเท่าไหร่? ฉันจะไปด้วย” หานเซิ่นพูด

 

“ฉันจะกล้าไปเอาเงินนายได้ไง แค่ตามฉันมาด้วยก็พอแล้ว ฉันเก็บเงินคนอื่นมาหมดแล้ว ดังนั้นเราต้องพาพวกเขาไปด้วย” ซูเสี่ยวเฉียวพูด

 

“งั้นฉันจ่ายให้นายด้วยดีกว่า” หานเซิ่นไม่ต้องการเอาเปรียบซูเสี่ยวเฉียว

 

ซูเสี่ยวเฉียวจับมือหานเซิ่นและพูด “จริงๆแล้วฉันก็กลัวพวกคนที่ฉันพาไปด้วยเหมือนกัน ถ้านายตามฉันมาด้วยคงจะดี ฉันไม่ต้องการเงินนายหรอก แค่ค่อยช่วยฉันก็พอ”

 

“นายกำลังปิดบังอะไรไว้ใช่ไหม?” หานเซิ่นจ้องซูเสี่ยวเฉียว

 

“เอ่อ ฉันไม่ได้โกหก ฉันเห็นมอนสเตอร์เหมือนนกฟีนิกซ์ด้วยตาของฉันเอง และฉันก็รู้ว่าต้นไม้ที่ถูกเผามันอยู่ตรงไหน มอนสเตอร์ตัวนั้นมันบินหนีไปแล้ว และฉันก็บอกทุกคนไปแล้วด้วย แต่ฉันกลัวว่าพวกเขาอาจจะมาเอาเรื่องฉัน ถ้าพวกเขาไม่เห็นมอนสเตอร์” ซูเสี่ยวเฉียวพูด

 

“มันหนีไปที่ไหน” หานเซิ่นถาม แต่เขาก็รู้ว่ามันยากที่จะบอกตำแหน่งได้แน่ชัด

 

“ฉันเห็นมันบินเข้าไปในทะเลทรายปีศาจ แต่ฉันไม่กล้าตามมันไป” ซูเสี่ยวเฉียวพูดออกไปตามตรง

 

หานเซิ่นตัดสินใจที่จะไปดูในทะเลทรายปีศาจ เพราะทะเลทรายปีศาจมันก็ไม่ได้อันตรายสำหรับเขา บางทีเขาอาจจะเจอมันก็ได้

 

ซูเสี่ยวเฉียวรู้สึกดีที่หานเซิ่นยอมตามไปด้วย ทั้งหมดที่ซูเสี่ยวเฉียวต้องการก็คือเงินจากคนที่เขาพาไปดูมอนสเตอร์ การที่มีหานเซิ่นไปด้วยจะช่วยเขาได้มาก ถ้าคนที่เขาพาไปเกิดไม่พอใจขึ้นมา คนพวกนั้นอาจจะมาทำอันตรายเขา

 

ซูเสี่ยวเฉียวไปพบกับคนที่เหลือมาเรียบร้อยแล้ว และหานเซิ่นก็เป็นคนสุดท้าย ซูเสี่ยวเฉียวพาหานเซิ่นไปพบกับคนอื่นๆ หลังจากมาถึงหานเซิ่นก็ต้องขมวดคิ้ว คนส่วนมากที่ซูเสี่ยวเฉียวนัดมาไม่ใช่คนจากเมืองสตีลอาเมอร์

 

มีบางคนที่มาจากสตีลอาเมอร์ พวกเขาเข้ามาทักทายหานเซิ่น ส่วนคนอื่นๆที่ไม่ได้เข้ามาทักทายหานเซิ่น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มาจากเมืองสตีลอาเมอร์

 

ยิ่งกว่านั้นมีกลุ่มคนที่มาด้วยกัน ซึ่งหัวหน้ากลุ่มของพวกเขาคือคนที่สวมชุดเกราะสีทอง

 

หลังจากเช็คทุกคนแล้ว ซูเสี่ยวเฉียวก็รู้สึกว่าเขาโชคดีมากที่ได้หานเซิ่นมาด้วย คนพวกนี้ดูท่าทางอันตรายมาก

 

เนื่องจากทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ซูเสี่ยวเฉียวก็เริ่มนำทางพวกเขาไปทะเลทรายปีศาจ

 

“หานเซิ่น ฉันได้ยินว่าฝีมือธนูของคุณสุดยอดมาก คุณจะโชว์ให้พวกเราดูหน่อยได้ไหม?” เมื่อพวกเขาหยุดพักกัน หนุ่มจากเมืองสตีลอาเมอร์ก็ขอให้หานเซิ่นแสดงฝีมือธนูให้ดู

 

หานเซิ่นไม่พูดอะไร แต่ซูเสี่ยวเฉียวยิ้มและพูด “ไม่ต้องโชว์ก็น่าจะรู้ ถ้าวัดกันเรื่องยิงธนู ในก็อตเเซงชัวรี่เขต 1 ไม่มีใครสู้หานเซิ่นได้..”

 

“ช่างกล้าพูด” ชายที่สวมชุดเกราะสีทองพูดแทรกขึ้นมา บรรดาผู้ติดตามของเขาก็ทำหน้าไม่พอใจเช่นกัน

 

ซูเสี่ยวเฉียวพยายามจะตอบกลับไป แต่หานเซิ่นห้ามเขาเอาไว้ หานเซิ่นพูดกับชายสวมเกราะทอง “พวกเราแค่พูดกันเล่นๆเท่านั้น อย่าไปจริงจังเลย”

 

แต่ชายสวมเกราะสีทองไม่ต้องการให้เรื่องนี้จบง่ายๆ เขาพูดออกมาอย่างโอ้อวด

“ที่ฉันรู้จักในเมืองสตีลอาเมอร์ก็มีอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น คือดอลลาร์ที่เอาชนะอีตงมู่ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว และอีกคนก็คืออดีตหัวหน้ากลุ่มสตีลอาเมอร์ ซินเสวียน ส่วนคนอื่นๆนอกเหนือจากนี้ ไม่อยู่ในสายตาฉัน”

 

หานเซิ่นยิ้ม เขาไม่ได้ใส่ใจมาก แม้ชายสวมชุดเกราะทองจะคิดว่าตัวเองแน่มาก แต่ในสายตาของหานเซิ่นชายคนนี้ก็ไม่คู่ควรจะให้เขารู้สึกโกรธ

 

ที่ชายคนนี้มีก็แค่ระดับความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา แต่ดูจากพฤติกรรมของเขาแล้ว เขาคงไม่ใช่คนที่จริงจังกับการฝึกวิชาการต่อสู้ ดังนั้นถึงจะมีร่างกายที่ดีก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร

 

เมื่อเห็นหานเซิ่นไม่ได้เกรงกลัว ชายสวมชุดเกราะทองก็ขมวดคิ้วและพูด “ถ้านายข้องใจก็ลองแสดงวิชาการต่อสู้ที่ดีที่สุดของนายออกมา และฉันจะเป็นคนชี้แนะให้นายเอง ฉันเชื่อว่านายต้องมาขอบคุณฉันทีหลังแน่”

 

“นายเป็นใครถึงกล้ามาชี้แนะหานเซิ่น? นายไม่รู้หรอว่าเขาเป็นใคร?”

ซูเสี่ยวเฉียวโกรธ แม้หานเซิ่นไม่อยากจะพูดกับชายคนนี้ก็ตาม

 

เมื่อชายสวมชุดเกราะทองได้ยินที่ซูเสี่ยวเฉียวพูด เขาก็หัวเราะ หนึ่งในผู้ติดตามของเขาที่มีผมทรงแอฟโฟร่พูด “พวกเราไม่รู้หรอกว่าหานเซิ่นเป็นใคร แต่พวกเรารู้ว่าคุณอวี้เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในก็อตแซงชัวรี่เขต 1”

 

“ช่างพูดดี แต่พวกเราไม่ได้ตาบอด ปีที่แล้วพวกเราไม่เห็นจะได้ยินว่าคุณอวี้เป็นผู้ถูกเลือก?” ซูเสี่ยวเฉียวเบ้ปาก

 

ชายผมทรงแอฟโฟร่พูดอย่างเย้ยหยัน “คุณอวี้คือผู้วิวัฒนาการด้วยจีโนพ้อยทุกชนิดเต็ม ตอนนี้นายยังกล้าไม่เห็นด้วยอีกหรอ?”

 

คนจากเมืองสตีลอาเมอร์มองไปที่ชายสวมชุดเกราะทองด้วยความช็อค พวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าชายคนนี้จะเป็นผู้วิวัฒนาการแล้ว โดยปรกติผู้วิวัฒนาการแล้วสามารถเลือกจะอยู่ก็อตแซงชัวรี่เขต 1 ต่อไปได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนจะเทเลพอร์ตเข้าไปยังก็อตเเซงชัวรี่เขต 2 ซึ่งถ้าเทเลพอร์ตเข้าไปยังก็อตเเซงชัวรี่เขต 2 ครั้งหนึ่งเเล้วจะไม่สามารถกลับมาที่ก็อตแซงชัวรี่เขต 1 ได้อีก

 

แม้จะสามารถอยู่ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครทำแบบนั้น เพราะถึงอยู่ก็อตแซงชัวรี่เขต 1 ต่อไปอีกก็ไม่มีประโยชน์อะไร

 

ยิ่งกว่านั้น ถ้าอยู่ในก็อตแซงชัวรี่เขต 1 นานเกินไปหลังจากวิวัฒนาการแล้ว ร่างกายของคนคนนั้นจะได้รับการลงโทษจากกฎของก็อตแซงชัวรี่ ทำให้ผู้วิวัฒนาการส่วนมากเลือกที่จะเทเลพอร์ตไปยังก็อตแซงชัวรี่เขต 2 ทันที