0 Views

เดสเพอราโด้ตะหนักว่าเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว ความรู้สึกตอนนี้มันคล้ายๆกับตอนที่เขาสู้กับควีน

 

แม้ทหารคนหนึ่งบนยานรบจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของควีน และไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกดเท่ากับควีน แต่ความรู้สึกมันก็คล้ายๆกัน

 

‘หมอนี่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้ได้ยังไงกัน! มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะร่ำเรียนมาจากที่อื่น ชายคนนี้เป็นคนใกล้ชิดของควีนงั้นหรอ?’ เดสเพอราโด้คิด

 

เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับมันดีๆ เขาก็รู้สึกว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ ควีนคือเด็กกำพร้าที่หวงฟูสงเฉิงเป็นคนรับมาเลี้ยง เนื่องจากทหารคนหนึ่งบนยานรบบอกว่าเขาไม่ใช่คนของเอเรส มันจะเป็นไปได้ยังไงที่เขาจะเป็นคนรู้จักของควีน?

 

เดสเพอราโด้พยายามยืนยันให้แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นเขาเลยไม่ยั้งมืออีกต่อไป ทำให้HPของหานเซิ่นหมดด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว และเขาก็ส่งคำชวนให้หานเซิ่นอีกครั้ง

 

เหตุผลที่เขารีบเอาชนะหานเซิ่นก็เพราะเมื่อเขาพยายามกดความแข็งแกร่งไว้ที่ 30 เขาก็ถูกหานเซิ่นไล่ต้อนไปที่มุม ถ้าเขาไม่ใช้ความสามารถที่แท้จริง เขาก็จะเป็นฝ่ายแพ้

 

หลังจากที่เริ่มสู้กันอีกครั้ง เดสเพอราโด้ก็ยังคงกดระดับความแข็งแกร่งไว้ประมาน 30 เขาเพ่งสมาธิไปที่การเคลื่อนไหวของหานเซิ่น และเขาก็มั่นใจ 100% แล้วว่าหานเซิ่นกำลังใช้เทคนิคแบบเดียวกับควีนจริงๆ

 

เมื่อพยายามสู้กับหานเซิ่นโดยใช้ระดับความแข็งแกร่งประมาณ 30 เขาก็รู้สึกเหมือนสู้กับควีนในเวอร์ชั่นที่อ่อนกว่าปรกติ ซึ่งมันทำให้เขาสามารถสังเกตเทคนิคไคท์ติ้งได้ดียิ่งขึ้น เดสเพอราโด้คิดว่ามันอาจจะช่วยเขาได้มากในอนาคต ถ้าเขาต้องสู้กับควีน

 

เมื่อมีความคิดเช่นนั้นเดสเพอราโด้ก็สู้กับหานเซิ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่อย่างไรก็ตามตราบใดที่เขาพยายามใช้ระดับความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับหานเซิ่น เขาก็จะถูกต้อนไปที่มุมเสมอ และสุดท้ายเขาก็ต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของร่างกายเพื่อเอาชนะในตอนจบ

 

เดสเพอราโด้รู้สึกหงุดหงิดมาก เขามั่นใจว่าตัวเองเป็นหนึ่งในคนที่เรียนรู้ได้เร็ว แต่เขากับไม่สามารถเรียนรู้เทคนิคไคท์ติ้งได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน

 

คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นง่ายมาก ตราบใดที่ใครก็ตามรู้หมากล้อม ทุกคนก็เล่นได้หมด แต่การจะเป็นผู้เชี่ยวชาญให้ได้นั้นยากมาก กับเทคนิคไคท์ติ้งนั้นก็คล้ายๆกัน

 

แม้เดสเพอราโด้จะเป็นคนที่ลอกเลียนแบบเทคนิคผู้อื่นได้ และยังเป็นคนที่วางกลยุทธ์ได้เก่ง แต่เขาก็ลอกเลียนแบบเทคนิคนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความคิดของตัวเองเป็นหลัก

 

หานเซิ่นก็เป็นเพียงแค่ระดับฝึกหัด เขายังไม่ได้ใกล้เคียงกับความสามารถของควีน แต่กระนั้นเขาก็เอาชนะเดสเพอราโด้ได้ไม่ยาก

 

พวกเขา 2 คนสู้กับสิบกว่าครั้ง และเดสเพอราโด้ก็เอาชนะได้ทุกครั้ง แต่เทสเพอราโด้กับไม่เคยพอใจกับชัยชนะเลย เพราะว่าที่เขาชนะได้ก็เพียงเพราะเขามีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น ในส่วนของวิชาและเทคนิคการต่อสู้ เขาแพ้อย่างหมดรูป

 

“ฉันต้องไปแล้ว ไว้เจอกันวันหลัง” หานเซิ่นออกจากกลาดิเอเตอร์ เมื่อถึงเวลาอาหาร เขารู้สึกว่าเขาได้อะไรหลายอย่างจากการต่อสู้

 

ในตอนแรกเดสเพอราโด้พยายามลอกเลียนแบบเขา แต่หลังๆเดสเพอราโด้ต้องงัดเทคนิคหลายอย่างออกมาต่อกรกับเทคนิคไคท์ติ้งของหานเซิ่น ซึ่งเป็นเทคนิคที่หานเซิ่นไม่เคยเห็นมาก่อน แม้เขาจะยังไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ในตอนนี้ แต่มันก็เป็นแรงบรรดาใจที่สำคัญสำหรับเขาในการฝึกพาโนราม่า

 

ถ้าไม่ใช่เพราะเขาต้องฝึกในห้องสร้างแรงโน้มถ่วงหลังมื้ออาหาร หานเซิ่นคงจะต่อสู้กับเดสเพอราโด้ต่อไป

 

ถึงหานเซิ่นมักจะแพ้ในกลาดิเอเตอร์ แต่เขาก็ได้อะไรหลายอย่าง มันไม่สำคัญว่าเขาจะชนะหรือแพ้ ขอแค่เขาพัฒนาก็พอแล้ว

 

หลังจากอานอาหารกลางวัน หานเซิ่นก็เดินเข้าห้องฝึกแรงโน้มถ่วง ทันใดนั้นเขาก็ได้รับข้อความ ซึ่งเป็นข้อความตอบกลับมาจากชายสายรุ้ง

 

หานเซิ่นรีบเช็คข้อความของชายสายรุ้ง ชายสายรุ้งบอกว่าเขาจัดกลุ่มคนที่จะไปล่านกฟินิกซ์ไว้แล้ว ถ้าหานเซิ่นสนใจก็สามารถสมัครได้

 

การเข้าร่วมกลุ่มมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างแพง และคนที่จะเข้าร่วมได้ก็ต้องมีความแข็งแกร่งพอที่จะทำให้ชายสายรุ้งยอมรับ

 

ชายสายรุ้งบอกเขาเกี่ยวกับเวลานัดหมาย และสถานที่นัดพบ แม้หานเซิ่นจะรู้สึกไม่สบายใจกับการต้องไปสถานที่ที่อีกฝ่ายบอกมา แต่เขาก็คิดว่าเขาไม่ต้องกลัวใครในสตีลอาเมอร์แล้ว

 

เวลานัดคือวันพรุ่งนี้ ตามข้อมูลที่ชายสายรุ้งโพสเป็นข้อมูลเมื่อหลายเดือนก่อน ดังนั้นเขาไม่การันตีว่ามอนสเตอร์ตัวนั้นจะยังอยู่ตรงนั้น สิ่งเดียวที่เขาจะพาทุกคนไปดูได้ก็คือต้นไม้ที่ถูกเผา

 

หานเซิ่นตอบกลับไปว่าขอสมัครเข้าร่วมด้วย เขาจะไม่ยอมพลาดการล่ามอนสเตอร์ขั้นสุดยอด แม้โอกาสจะมีน้อยนิดก็ตาม หลังจากเดินเข้าไปในห้องฝึกแรงโน้มถ่วง หานเซิ่นก็ตั้งค่าพารามิเตอร์ไว้ที่ 25 ครั้งนี้เขาสามารถทดสอบได้ถึงอุปกรณ์ที่ 5

 

‘เราผ่านได้ 5 อุปกรณ์แล้ว และยังเหลืออีก 5 อุปกรณ์ที่ต้องผ่านให้ได้’ หานเซิ่นคิด

 

ถ้าเขาสามารถผ่านระดับ 25 ได้ด้วยการใช้แค่โอเวอร์โหลด ระดับความแข็งแกร่งของเขาก็น่าจะเกิน 30 ถ้าใช้มนตรานอกรีตด้วย ถ้าได้พลังเสริมจากเฟลมเลฟเทนแนนท์และเดวิลซอร์ดอีก เขาก็น่าจะสามารถทำให้มอนสเตอร์ขั้นสุดยอดบาดเจ็บได้

 

แน่นอนว่าเขาก็ยังต้องโจมตีไปที่จุดอ่อนของมอนสเตอร์ขั้นสุดยอดด้วย ถึงจะทำให้มันบาดเจ็บได้

 

ยิ่งกว่านั้นเขายังต้องการวิญญาณอสูรดาบเลือดศักดิ์สิทธิ ไม่งั้นเดวิลซอร์ดก็จะไร้ความหมาย เนื่องจากดาบเพชรของเขาถูกเต่าทำลายไปแล้ว

 

แต่กระนั้นหานเซิ่นก็ยังคิดไม่ออกว่าใครมีวิญญาณอสูรดาบเลือดศักดิ์สิทธิบ้าง เซินเทียนจื่อเคยมีดาบเลือดศักดิ์สิทธิอยู่ ซึ่งเขาเอามันไปในก็อตเเซงชัวรี่เขต 2 ด้วย ถึงเขาจะไม่ได้ใช้มันก็ยากที่เซินเทียนจื่อจะยอมขายให้หานเซิ่น

 

หานเซิ่นครุ่นคิดอยู่นาน แต่เขาก็คิดไม่ออกว่าใครในสตีลอาเมอร์ที่มีดาบเลือดศักดิ์สิทธิ

 

‘ถ้าเราหาดาบเลือดศักดิ์สิทธิไม่ได้ น่าจะเป็นปัญหาอย่างมาก’ ทันใดนั้นหานเซิ่นก็นึกถึงช่างทำโลหะzที่เขาเคยไปซื้อ เขาจำได้ว่าเคยเห็นอาวุธที่ทำจากโลหะZ 75% อยู่ในโกดังของช่าง เขาคิดว่าถ้านั่นเป็นความจริงละก็ มันก็เป็นอาวุธที่มีคุณภาพสูงอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะอาวุธที่ดีที่สุดที่ผลิตออกมาขายได้นั้นมีโลหะZไม่เกิน 20%

 

ถ้าช่างไม่ได้โกหก บางที่อาวุธอันนั้นก็น่าจะแข็งพอๆกับอาวุธเลือดศักดิ์สิทธิ แต่ในกรณีนั้นเขาต้องขอให้ช่างเปลี่ยนรูปแบบมันเป็นดาบเสียก่อน เพราะแต่เดิมที่เขาเห็นมันเป็นมีด หานเซิ่นโทรหาช่างทันที และถามเกี่ยวกับอาวุธอันนั้น เขาจำได้ว่าราคาของมันคือ 100 ล้าน ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับหานเซิ่น ตราบใดที่มันเป็นของที่มีคุณภาพ

 

“มันแข็งยิ่งกว่าอาวุธเลือดศักดิ์สิทธิของก็อตแซงชัวรี่เขต 1 แน่นอน แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้” ช่างตอบหานเซิ่น

 

“ทำไมทำไม่ได้?” หานเซิ่นถาม เขางงมันคืออาวุธที่ทำจากโลหะ มันก็ควรเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้อยู่แล้ว

 

หลังจากเงียบอยู่นาน ช่างก็พูด “นั่นไม่ใช่เทคโนโลยีของมนุษย์ เลยไม่มีใครสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้”