0 Views

หานเซิ่นไม่สามารถปฏิเสธพวกเขาได้ เขาเลยเรียกวิญญาณอสูรแฟนท่อมแอนท์เลือดศักดิ์สิทธิออกมา

 

หยางจื่อคุนตะลึง เขารีบถามทันที “พี่ชาย คุณจะขายเกราะนี้ให้ผมได้ไหม? ผมยินดีใช้วิญญาณอสูรอีกดวงที่อยู่เมืองเเซฟไฟต์แลกแบบ 1 ต่อ 1”

 

“มันก็แค่ชุดเกราะเลือดศักดิ์สิทธิ ทำไมนายถึงต้องการมันมากขนาดนั้น?” หานเซิ่นมองหยางจื่อคุนด้วยความประหลาดใจ

 

หยางจื่อคุนรีบพูด “เกราะนี้งดงามมาก ผู้หญิงพวกนั้นเห็นแล้วจะต้องอิจฉาแน่..”

 

เมื่อตระหนักว่าเขาพึ่งจะพูดอะไรออกไป หยางจื่อคุนก็รีบเปลี่ยนประเด็นทันที “ถ้าคุณไม่ต้องการมันแล้ว คุณขายให้ผมนะ”

 

หานเซิ่นรีบเรียกวิญญาณอสูรแฟนท่อมแอนท์เลือดกลับ และพูดพร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่น “ฉันสัญญากับคนคนหนึ่งไปแล้วว่าจะขายให้ ถ้าฉันต้องการขายเกราะนี้ ฉันก็คงต้องขายให้เขาคนนั้น”

 

แม้หยางจื่อคุนจะสนใจเกราะอันนี้มาก แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในเมื่อหานเซิ่นพูดแบบนั้น

 

หลังจากหานเซิ่นกลับมา เขาก็จัดวิญญาณอสูรของเขา

วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิที่เขามีก็คือ เกราะดวงทมิฬ นักฆ่ากระหายเลือด มังกรปีกม่วง แฟรีควีน อสรพิษดำ ร็อคเวอร์ แฟนท่อมแอนท์ แมว 3 ตา กิ้งก่าเปลี่ยนสี โฮลี่แองเจิล บีทเทิลไนท์ เฟลมเลฟเทนแนนท์และเดวิลซอร์ด

และเขายังมีวิญญาณอสูรอควารีปเปอร์ขั้นสุดยอดอยู่อีก 1 ดวง ถึงตอนนี้หานเซิ่นยังไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้ แต่หานเซิ่นก็เชื่อว่ามันจะต้องเป็นวิญญาณอสูรที่สุดยอดแน่

 

เขาต้องการเอาพวกมันบางส่วนไปก็อตแซงชัวรี่เขตสองด้วย เนื่องจากเขาไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ที่มีคนหนุนหลัง เขาต้องพึ่งพาพวกมันหลังจากเข้าไปในก็อตแซงชัวรี่เขตสอง ในช่วงแรกๆวิญญาณอสูรพวกนี้จะช่วยเขาได้มาก

 

แน่นอนว่ามันต้องมีวิญญาณอสูรที่เขาไม่ต้องการ ตัวอย่างเช่นแฟนท่อมแอนท์และด้วงทมิฬ พวกมันใช้งานได้เหมือนๆกัน ดังนั้นเขาอาจจะขายแฟนท่อมแอนท์ให้กับหลินเป้ยเฟิง

 

แม้ว่าแมว 3 ตาจะเป็นสัตว์เลี้ยงเลือดศักดิ์สิทธิ แต่มันก็อาจจะไม่มีประโยชน์ในก็อตแซงชัวรี่เขตสอง และธนูอสรพิษดำเองก็เหมือนกัน หานเซิ่นสามารถใช้มันแลกกับวิญญาณอสูรของก็อตแซงชัวรี่เขตสองได้ ซึ่งมันจะช่วยเขาได้มากในอนาคต

 

สำหรับวิญญาณอสูรดวงที่เขาจะเอาติดตัวไปใช้ในก็อตเเซงชัวรี่เขตสอง เขาจะตัดใจสินอีกทีในตอนที่เขาเก็บจีโนพ้อยได้ครบแล้ว

 

เนื่องจากหานเซิ่นไม่พบร่องรอยมอนสเตอร์ขั้นสุดยอดบริเวณใกล้ๆเมืองสตีลอาเมอร์เลย เขาจึงไม่ได้เข้าไปในก็อตแซงชัวรี่ และกลับไปมุ่งมั่นฝึกวิชาแทน

 

หานเซิ่นยังไม่ถึงขั้นสูงสุดของวิชาโอเวอร์โหลด ซึ่งเป็นเรื่องที่เขากังวลมาก วิธีที่ดีที่สุดในการฝึกโอเวอร์โหลดก็คือการทำให้ร่างกายได้รับแรงกดดันสูงที่สุด หานเซิ่นครุ่นคิดและตัดสินใจว่าจะไปใช้ห้องฝึกแรงโน้มถ่วง ซึ่งมันสามารถเพิ่มภาระให้ร่างกายของเขาได้ทั่วทั้งร่าง และยังปรับค่าความยากง่ายได้ด้วย

 

เมื่อเขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องฝึกแรงโน้มถ่วงของโรงเรียนเหยี่ยวดำ หานเซิ่นก็ถูกใครบางคนเรียก

 

“ศาสตราจารย์เหยียน?” หานเซิ่นมองคนคนนั้นด้วยความประหลาดใจ

 

ตามความคิดของเขา ศาสตราจารย์เหยียนเป็นคนที่พิถีพิถันและก็เข้มงวดเรื่องการสอนในชั้นเรียนมาก หานเซิ่นคิดว่าจะต้องมีเรื่องอะไรสำคัญแน่ ศาสตราจารย์เหยียนถึงมาหาเขา

 

ศาสตราจารย์เหยียนเดินมาหาหานเซิ่นและพูด “หานเซิ่น ฉันต้องการเก็บข้อมูลบางอย่างสำหรับงานวิจัย และฉันหวังว่าเธอจะช่วยฉันแล้วเธอจะได้รับคะแนนพิเศษเป็นรางวัล”

 

หานเซิ่นรู้สึกสนใจขึ้นมา คะแนนพิเศษของอาจารย์ในโรงเรียนเป็นตัวกำหนดระดับขั้นในกองทัพเมื่อเรียนจบ เนื่องจากเขาขาดเรียนบ่อยมาก ถึงเขามีคะแนนพิเศษมาก แต่มันก็อาจจะยากสำหรับเขาที่จะได้ยศพันตรีหลังเรียนจบ

 

เนื่องจากศาสตราจารย์เหยียนเสนอคะแนนพิเศษให้เขา หานเซิ่นจึงสนใจ แต่เขาก็กลัวว่ากลายเป็นหนูทดลอง เขากลืนน้ำลายก่อนจะพูด

“แน่นอน ผมอยากช่วยศาสตราจารย์อยู่แล้ว ผมแค่สงสัยว่าข้อมูลแบบไหนกันที่ศาสตราจารย์กำลังเก็บรวบรวมอยู่ ผมจะได้หาทางช่วยศาสตราจารย์ให้ได้มากที่สุด”

 

ศาสตราจารย์เหยียนส่งเอกสารให้หานเซิ่น และบอกให้หานเซิ่นไปที่ห้องเเล็ปตอน 8 โมงเช้าของวันถัดไป

 

เมื่อเห็นศาสตราจารย์เหยียนเดินจากไป หานเซิ่นก็ดูข้อมูลในเอกสาร และเขาก็เข้าใจว่าทำไมศาสตราจารย์เหยียนถึงต้องขอให้เขาไปช่วยด้วย

 

การวิจัยที่ศาสตราจารย์เหยียนกำลังทำอยู่มีชื่อว่า ผู้ยังไม่วิวัฒนาการที่จีโนพ้อยสูง ศาสตราจารย์กำลังเก็บข้อมูลของคนที่มีระดับความแข็งแกร่งสูงมากในหมู่ผู้ยังไม่วิวัฒนาการ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมาหาหานเซิ่น

 

แต่ทว่าเรื่องนี้ทำให้หานเซิ่นปวดหัวมาก เพราะความแข็งแกร่งของเขา มันอยู่เหนือระดับผู้ยังไม่วิวัฒนาการไปไกลมาก

 

ถ้าศาสตราจารย์เหยียนได้รับข้อมูลที่ผิดปรกติของหานเซิ่นไปล่ะก็ หานเซิ่นอาจจะกลายเป็นหนูทดลองของเขา

 

แต่ถ้าเขาใช้กายหยกเพื่อควบคุมความแข็งแกร่งของร่างกายไม่ให้สูงเกินล่ะก็ ข้อมูลที่ได้ก็จะไม่มีประโยชน์กับศาสตราจารย์เหยียน

 

หานเซิ่นไม่ต้องการให้ศาสตราจารย์เหยียนได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด ซึ่งมันอาจจะนำไปสู่ผลเสียต่องานวิจัยของเขา

 

“หานเซิ่น ผมฝึกทักษะธนูหมุนจนสมบูรณ์แล้ว พวกเรามาดวลกันอีกครั้งเถอะ ครั้งนี้ผมไม่แพ้คุณแน่” ในขณะที่หานเซิ่นกำลังปวดหัว จิงจี้หยาก็เดินเข้ามาท้าหานเซิ่น

 

“จิงจี้หยาเองหรอ มาได้จังหวะเหมาะเลย” หานเซิ่นรู้สึกยินดี เมื่อเห็นจิงจี้หยา

 

จิงจี้หยาไม่เข้าใจว่าหานเซิ่นพูดถึงเรื่องอะไร

“จังหวะเหมาะงั้นหรอ?” แม้เขาไม่รู้ว่าหานเซิ่นพูดถึงเรื่องอะไร แต่จิงจี้หยาก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ

 

“เรื่องอื่นเอาไว้ที่หลัง ไปที่สนามยิงธนูแล้วแข่งกันอีกครั้งดีกว่า” จิงจี้หยาพูดถึงเขาจะรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ

 

“ก็ได้ แต่ถ้านายแพ้ นายต้องทำตามที่ฉันบอก..” หานเซิ่นยิ้มอย่างชั่วร้าย

 

“คิดจะให้ผมทำอะไร?” จิงจี้หยามองหานเซิ่นอย่างระมัดระวังตัว

 

“ศาสตราจารย์เหยียนพึ่งขอให้ฉันไปช่วยเขาทำการทดลอง ถ้านายแพ้ พรุ่งนี้นายต้องไปช่วยทำการทดลองด้วย” หานเซิ่นพูด

 

“โอเค” จิงจี้หยาตอบตกลง

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จิงจี้หยาก็เดินคอตกตามหานเซิ่นออกมาจากสนามยิงธนู ครั้งนี้เขาก็แพ้หานเซิ่นอีกแล้ว

 

“จำเรื่องที่นายสัญญาไว้กับฉันด้วยล่ะ พรุ่งนี้ตอน 8 โมงเช้าเจอกันที่ห้องแล็บหน่วยศิลปะป้องกันตัว” หานเซิ่นโบกมือลาจิงจี้หยาด้วยรอยยิ้ม และเขาก็กลับไปฝึกที่ห้องแรงโน้มถ่วง

 

ในวันรุ่งขึ้น หานเซิ่นจะพาจิงจี้หยาไปพร้อมกับเขาด้วย และเขาจะซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเขาเองไว้ แล้วปล่อยให้ข้อมูลของจิงจี้หยาเป็นตัวบอกทุกอย่าง ถึงตอนนั้นศาสตราจารย์เหยียนจะต้องสนใจในตัวจิงจี้หยาแน่นอน

 

‘เนื่องจากเราเป็นคนพาจิงจี้หยาไป เราก็ควรจะได้คะแนนพิเศษเหมือนกันใช่ไหม?’ หานเซิ่นคิด ขณะเดินเข้าห้องฝึกแรงโน้มถ่วง