0 Views

มีมอนสเตอร์จำนวนมากในภูเขาทองแดง แต่หานเซิ่นไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะล่า มอนสเตอร์ส่วนมากเป็นแค่ระดับสามัญและโบราณ แม้จะมีระดับกลายพันธ์อยู่บ้าง แต่ก็ตัวใหญ่เกินไป

 

ทอร์นาโดวูฟมีความเร็วที่น่าเหลือเชื่อมาก หานเซิ่นไม่เคยเห็นมอนสเตอร์ที่วิ่งเร็วแบบนี้มาก่อน ไม่น่าจะมีมอนสเตอร์ตัวไหนที่ไล่ตามหมาป่าตัวนี้ทัน

 

หานเซิ่นไปตามทางที่หม่าหมิงจวิ้นบอกเอาไว้ และเขาก็ควบทอร์นาโดวูฟหาไปรอบๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาโชคดีหรือไม่ก็เพราะความเร็วที่น่าตกใจของทอร์นาโดวูฟ ทำให้หานเซิ่นพบเต่าตัวภายใน 1 วัน

 

เต่าตัวนี้มีขนาดใหญ่มากจนสะดุดตาคน มันกำลังปีนขึ้นไปบนภูเขาทองแดง

 

แม้เนินจะชันมาก แต่เต่าสีดำก็ปีนขึ้นไปด้วยความเร็วสูง หานเซิ่นยังไม่รีบบุกเข้าไป เขาตัดสินใจที่จะมองดูมันให้ละเอียดก่อน

 

บนหัวของมันมีเขาอยู่ 2 เขา และขาทั้ง 4 ของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีเขียวแก่

ผ่านไปไม่นานเต่าก็เกือบจะปีนถึงยอดเขาแล้ว

 

น่าแปลกภูเขาทองแดงแทบไม่มีต้นไม้ขึ้นเลย แต่บนยอดเขากับมีผลไม้ที่เขียวชอุ่มอยู่ ต้นผลไม้ที่ว่ามีความสูงเกือบ 15 ฟุต และมีดอกสีขาวๆอยู่เต็มต้น แม้ดอกไม้จะดูสีจางๆ แต่ผลของมันแดงเหมือนกับทับทิมที่เปล่งประกาย

 

เมื่อเต่าไปถึงต้นไม้ มันก็ยืนด้วยขาหลัง และใช้ขาคู่หน้ายันต้นไม้เอาไว้ จากนั้นมันก็ยืดคอของมันพยายามที่จะกัดผลไม้

 

“เป็นเพราะว่ามันต้องการกินผลไม้ มันเลยขึ้นมาจากทะเลงั้นหรอ?” หานเซิ่นรู้สึกประหลาดใจ

 

ตอนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนรัฐ หานเซิ่นได้เรียนรู้มาว่าพืชในก็อตแซงชัวรี่ไม่ควรกินเป็นอันขาด โดยเฉพาะผลและราก บางทีอาจจะเพราะความแตกต่างระหว่างยีนของพืชกับมนุษย์? ทำให้เวลากินจะมีผลร้ายมากกว่าประโยชน์

 

ซึ่งมันก็มีพืชที่กินได้อยู่เช่นกัน แต่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นถึงจะบอกได้

 

ในยุคนี้ไม่ค่อยมีคนกินพืชเพื่อทดสอบแล้ว การที่ไม่สามารถนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในก็อตแซงชัวรี่ได้ เลยทำให้ไม่ค่อยมีการทดสอบว่าพืชชนิดไหนกินได้บ้าง

 

ครั้งสุดท้ายในตอนที่พบกับสวี่ลู่เหยียนและคนจากหน่วยพิเศษกรีน พวกเขาติดอยู่บนเกาะวายุ เหมือนว่าพวกเขาจะพยายามอยู่นานกว่าจะรู้ว่าพืชชนิดไหนกินได้บ้าง

 

การที่เต่าสามารถกินผลไม้นั่นได้ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะปลอดภัยสำหรับมนุษย์

 

เต่าเขมือบใบไม้และดอกไม้สีขาวไปพร้อมกับผลไม้ด้วย ไม่นานผลไม้ก็หายไปทั้งต้น แต่ดูท่าทางเหมือนเต่ายังไม่พอใจกับผลไม้แค่นี้ หลังจากกินเสร็จมันก็หันตัวอย่างช้าๆและเดินลงภูเขา

 

ขณะที่หานเซิ่นกำลังตัดสินใจว่าควรจะเข้าไปทดสอบเต่าตัวนี้ว่าเป็นมอนสเตอร์ขั้นสุดยอดจริงหรอเปล่า เขาก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนกำลังควบสัตว์อสูรเข้ามาจากระยะไกล

 

หานเซิ่นหันกลับไปดู และเห็นจ้าวกู่กำลังนำกลุ่มของเขาตรงมา เมื่อเห็นหานเซิ่นและเต่า ใบหน้าของจ้าวกู่ก็มืดมนขึ้นมาทันที

 

กลุ่มของเขาควบอสูรมาหาหานเซิ่น และล้อมหานเซิ่นเอาไว้ ขณะกำลังนั่งอยู่บนหลังเสือขนาดใหญ่ จ้าวกู่พูดกับหานเซิ่น “แกต้องการจะอยู่หรือตาย?”

 

“ถ้าฉันตอบว่าต้องการอยู่หรือตอบว่าต้องการตายแล้วจะเป็นยังไง?” หานเซิ่นถามกลับอย่างสงบ

 

“ถ้าแกต้องการตาย พวกเราจะฆ่านายทิ้งซะตรงนี้เลย” จ้าวกู่ขู่หานเซิ่น “แต่ถ้าแกต้องการอยู่ แกต้องยอมให้พวกเราจับตัว และส่งออกจากภูเขาทองแดง”

 

หานเซิ่นไม่ได้รู้สึกหัวร้อนอะไรกับคำพูดของจ้าวกู่ เพราะคนพวกนี้ไม่มีค่าพอที่จะทำให้เขามีอารมณ์ได้ เขามองจ้าวกู่และยิ้ม “ไม่คิดจะขอบคุณยังไม่พอ แต่นายยังคิดจะฆ่าคนที่ทำประโยชน์ให้นายอีกหรอ?”

 

“ไอ้หนุ่ม แกกำลังพูดเรื่องอะไร? แกทำประโยชน์ให้พวกเราตอนไหน? ถ้าอยากจะทำประโยชน์นักก็ลองเลียรองเท้าให้พวกเรา” หลิวเฮยหมดความอดทนแล้ว เขาชี้นิ้วไปที่หานเซิ่น

 

หานเซิ่นไม่ได้ตอบโต้อะไร เขายังพูดต่ออย่างสงบ “พวกนายไม่รู้หรอว่าฉันทำประโยชน์อะไรให้พวกนาย?”

 

“อะไร?” จ้าวกู่ขมวดคิ้ว ตอนนี้เขาก็หมดความอดทนแล้ว พวกเขาพร้อมฆ่าหานเซิ่นตลอดเวลา

 

หานเซิ่นยังคงสงบเยือกเย็น ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้กลัวคนพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

 

จ้าวกู่หันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขา คนพวกนั้นมองไปรอบๆ และไม่พบว่ามีใครดักซุ่มอยู่ ที่นี่มีแค่หานเซิ่นคนเดียว

 

หานเซิ่นถอนหายใจและพูด “ประโยชน์ที่ฉันทำให้พวกนายก็คือการไว้ชีวิตพวกนาย แค่ฉันยังไม่ฆ่าพวกนายก็ถือว่าช่วยพวกนายได้มากแล้ว แทนที่จะตอบแทน นายกับพยายามจะฆ่าฉัน แล้วจะให้ฉันคิดยังไง?”

 

“ไอ้เวรเอ้ย!” กลุ่มของพวกเขาระเบิดความโกรธออกมาทันที พวกเขาพุ่งเข้าไปใส่หานเซิ่น พร้อมกับกวัดแกว่งอาวุธของพวกเขา

 

แม้จ้าวกู่ไม่อยากจะฆ่าหานเซิ่น เพราะหม่าหมิงจวิ้นบอกว่าเป็นเพื่อน แต่ในเมื่อโดนยั่วถึงขนาดนี้แล้ว จ้าวกู่เรียกหอกวิญญาณอสูรออกมา และแทงไปที่หานเซิ่นทันที

 

เมื่อเห็นอาวุธตรงเข้ามา หานเซิ่นก็ยื่นมือไปที่หลัง และเอาหอกของบีทเทิลไนท์ออกมา

 

ด้วยการตวัดเพียงครั้งเดียว หอกของหานเซิ่นก็ทำลายอาวุธทุกอันที่ระดับต่ำกว่าเลือดศักดิ์สิทธิ แม้อาวุธของจ้าวกู่และหลิวเฮยจะยังไม่พัง แต่พวกเขาก็แทบจะถืออาวุธต่อไปไม่ไหว เพราะมือของพวกเขาชาไร้ความรู้สึกไปหมด และมีเลือดไหลออกมา

 

ทุกคนช็อค พวกเขาไม่คิดว่าหานเซิ่นจะสามารถรับมือกับกลุ่มคนที่มีอาวุธครบมือด้วยการตวัดหอกเพียงครั้งเดียว ตอนนี้แค่มองไปยังคนที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของหมาป่าสีเงิน พวกเขาก็กลัวหัวหดกันหมดแล้ว

 

แต่หานเซิ่นไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะดูพวกเขายืนอึ้ง หานเซิ่นแทงหอกที่ใส่พลังหมุนไปยังคนที่อยู่ใกล้ๆเขา