0 Views

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหานเซิ่นเฝ้าสังเกตเทคนิคการใช้มีดและฟุตเวิร์คของโครงกระดูกอย่างละเอียด ทักษะ 2 อย่างนี้ของมันอยู่เหนือกว่าที่มนุษย์จะทำได้

 

ทั้งเทคนิคการใช้มีดและฟุตเวิร์คของมันเกิดจากการเคลื่อนไหวในมุมที่ผิดธรรมชาติ แม้แต่หานเซิ่นที่สามารถอ่านการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้อย่างเชี่ยวชาญ ก็ยังไม่สามารถอ่านการเคลื่อนไหวและโจมตีของโครงกระดูกได้

 

มันคือความสามารถเฉพาะตัวอย่างไม่ต้องสงสัย มันมีลักษณะที่พิเศษ แต่กระนั้นหานเซิ่นก็อยากที่จะเข้าใจมัน

 

ก่อนจะโค่นศัตรูได้ คุณจำเป็นต้องรู้จักศัตรูให้ดีเสียก่อน และวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าใจศัตรูก็คือการเรียนรู้เทคนิคเฉพาะตัวของศัตรู

 

ทักษะของโครงกระดูกยังเหมาะความสามารถในการลอบโจมตีของหานเซิ่นอย่างมาก ทำให้เขายอมลงเวลาไปกับการเรียนรู้มัน

 

ถ้าเขาเชี่ยวชาญเทคนิคแบบเดียวกับมัน และสามารถโจมตีในมุมที่ไม่คาดฝันได้ คู่ต่อสู้ของเขาจะไม่มีโอกาสโต้กลับ

 

ในช่วงหลายวันมานี้หานเซิ่นใช้เพียงแค่ฉมวก 3 แฉกเลือดศักดิ์สิทธิ ซึ่งเป็นอาวุธที่สู้ระยะใกล้ได้ดีที่สุด

 

‘ชักอยากจะได้มีดเลือดศักดิ์สิทธิสักเล่มแล้วสิ’ หานเซิ่นคิด

 

โครงกระดูกเก่งในการต่อสู้ระยะปะชิด นั่นทำให้หานเซิ่นไม่ใช้ดาบเพชรและหอกของบีทเทิลไนท์ เนื่องจากอาวุธที่ยาวจะกลายเป็นภาระในการต่อสู้ระยะใกล้

 

ปัญหาใหญ่ของหานเซิ่นตอนนี้คือเขาไม่สามารถป้องกันไม่ให้โครงกระดูกเข้ามาใกล้ได้ เพราะโครงกระดูกสามารถเข้ามาประชิดตัวเขาได้ในชั่วพริบตาจากการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด

 

“นี่คือวิญญาณอสูรกลายพันธ์ นายกล้าจะมาดวลกับฉันไหม? ถ้านายชนะ นายเอาวิญญาณอสูรนี่ไปได้เลย แต่ถ้านายแพ้ นายต้องส่งซากของโกสอายแบร์มาให้ฉันแบบฟรีๆ” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหานเซิ่น พร้อมกับวิญญาณอสูรกลายพันธ์ที่มีลักษณะเหมือนกับมีดพร้าในมือ

 

หานเซิ่นจ้องมองเขา ถ้าหานเซิ่นจำไม่ผิด ชายหนุ่มคนนี้คือ หวังจวิ้นเฟิง หนึ่งในผู้ติดตามของสวี่ยู่เหยียน

 

‘เหมือนสวี่ยู่เหยียนเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว ถึงต้องการมาทดสอบฝีมือจริงๆของเรา’ หานเซิ่นคิด เขายิ้มและถาม “นายจะดวลกับฉันยังไง?”

 

“ต่อสู้มือเปล่า สู้กันจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกว่ายอมแพ้” หวังจวิ้นเฟิงตอบ

 

หานเซิ่นยิ้มเยาะ และมองหวังจวิ้นเฟิงด้วยสายตาดูถูก

“สำหรับฉันแล้ว แค่บอกว่ายอมแพ้มันยังน้อยไป ผู้แพ้ควรจะต้องตาย ถ้านายจะมาดวลกับฉันก็ควรเตรียมใจตายเอาไว้ด้วย ถ้าไม่กล้าก็กลับไปซะ”

 

สวี่ยู่เหยียนต้องการส่งคนมาทดสอบฝีมือหานเซิ่น แต่หานเซิ่นจะไม่ปล่อยให้เธอทำแบบนั้นได้ง่ายๆ เขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายประเมินฝีมือของเขาได้ และเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะพวกเขาได้ทุกคน โดยเฉพาะหน่วยพิเศษ เขาเองก็เป็นคนในหน่วยพิเศษเช่นเดียวกัน มันคงไม่เหมาะนักถ้าเขาฆ่าคนในหน่วยงานเดียวกัน มันจะง่ายกว่าถ้าเขาฆ่าผู้หญิงคนนั้นแค่คนเดียว

 

เมื่อหวังจวิ้นเฟิงได้ยินคำพูดของหานเซิ่น เขาก็น่าซีดทันที เขาไม่พูดอะไรเขารีบหันหลังกลับไปที่ถ้ำทันที

 

หลังจากนั้นไม่นาน สวี่ยู่เหยียนก็เดินออกมาด้วยตัวเอง

“หานเซิ่น พวกเราต่างก็ติดอยู่ที่นี่เหมือนกัน ทำไมนายถึงต้องจริงจังขนาดนั้น?”

 

“จริงจัง?” หานเซิ่นยิ้ม “การท้าทายหรือการดวลกันสำหรับผม มันหมายถึงชีวิต ถ้าคุณต้องการมาท้าทายผม คุณก็ต้องเตรียมใจไว้บ้าง”

ความหมายของหานเซิ่นนั้นชัดเจน ทำให้สวี่ยู่เหยียนพูดอะไรไม่ออก

 

หลังจากผ่านไปสักพัก เธอก็หันหลังเดินกลับไปที่ถ้ำ หวังจวิ้นเฟิงรีบเดินตามหลังเธอไป เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหานเซิ่นอีก

 

หานเซิ่นเองก็อยากให้พวกเขามีใจสู้เหมือนกัน เนื่องจากผู้หญิงคนนี้เป็นอันตรายสำหรับเขา เขาอยากหาโอกาสฆ่าผู้ติดตามของเธอบ้าง

 

ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนเริ่มก่อน หน่วยพิเศษกรีนก็จะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่ง และถ้าเขาฆ่าคนติดตามของสวี่ยู่เหยียน หน่วยพิเศษก็จะไม่มีเหตุผลมาตำหนิเขาได้

 

หานเซิ่นก่อไฟย่างบาร์บีคิวไม่ห่างจากถ้ำทุกวันเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ในที่สุดก็มีคนออกมาพบเขา แต่มันไม่ใช่สวี่ยู่เหยียน

 

“ขอซื้อโกสอายแบร์หน่อย” ฟู่ซานพูดและส่งวิญญาณอสูรกลายพันธ์ให้หานเซิ่น

 

หานเซิ่นมองดูวิญญาณอสูรและเห็นว่ามันเป็นอาวุธประเภทหอก หานเซิ่นยิ้มและพูด “ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้เช้าผมจะไปส่งโกสอายแบร์ให้คุณ”

 

ฟู่ซานพยักหน้า แต่เขายังไม่กลับไป เขานั่งลงข้างๆหานเซิ่นและพูด

“ฉันไม่แน่ใจว่านายเป็นคนของหน่วยพิเศษหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม การที่นายมาติดอยู่ที่นี่ นายต้องพึ่งพากลุ่มสตาร์รี่ จนกว่าพวกเขาส่งทีมช่วยเหลือมาก็อย่าไปทำให้สวี่ยู่เหยียนโกรธมากจะดีกว่า”

 

เมื่อได้ยินคำแนะนำของฟู่ซาน หานเซิ่นพูด “หมายความว่าถ้าผมมีเรื่องขัดเเย้งกับสวี่ยู่เหยียน คุณจะอยู่ฝ่ายเธองั้นหรอ?”

 

“ฉันพาสมาชิกทีมมาด้วยหลายคน และหนึ่งในพวกเขาก็ตายไปแล้ว ฉันจะต้องพาพวกที่เหลือกลับออกไปอย่างปลอดภัยให้ได้” ฟู่ซานตอบอย่างสงบ โดยไม่ได้ตอบคำถามของหานเซิ่น

 

หานเซิ่นพยักหน้า เขาเข้าใจความคิดของฟู่ซานดี ถ้าเขาตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน เขาก็คงจะทำเหมือนกับฟู่ซาน ถึงจะไม่ทำตามใจสวี่ยู่เหยียนทุกอย่าง แต่ก็จะพยายามไม่ขัดแย้งกับเธอ เพราะมันจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ซึ่งต่อให้พวกเขารอดกลับไปได้ก็อาจจะได้รับผลตอนกลับไปที่กาเเล็กซี่

 

ถึงหน่วยพิเศษจะเป็นองค์กรทางทหาร แต่กองทัพก็ไม่มีทีมที่จะส่งมาช่วยเหลือ ในกรณีที่พวกเขาไปติดอยู่ในเกาะที่ไหนสักแห่งในก็อตแซงชัวรี่ ความเป็นไปได้อย่างเดียวคือต้องรอทีมช่วยเหลือจากกลุ่มสตาร์รี่ เนื่องจากพวกเขาเป็นแค่กลุ่มเดียวที่รู้ว่าสวี่ยู่เหยียนออกเดินทางและหายตัวไป

 

“ถ้านายไว้ใจฉัน ฉันสามารถทำให้ความขัดแย้งระหว่างนายกับสวี่ยู่เหยียนสงบลงได้ เมื่อทีมช่วยเหลือมาถึง ฉันขอรับประกันเลยว่านายจะได้ออกจากที่นี่ไปพร้อมกับพวกเรา” ฟู่ซานพูด

 

“ต้องขอขอบคุณในความหวังดีของคุณ แต่ผมจะไม่ยอมก้มหัวให้ผู้หญิงคนนั้น อย่างเลวร้ายที่สุด ผมก็คงจะแก่ตายอยู่ที่นี่ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็ดีกว่าไปขอร้องสวี่ยู่เหยียน” จริงๆแล้วหานเซิ่นไม่ได้ต้องการเรือของกลุ่มสตาร์รีเพื่อออกจากที่นี่เลย

 

ฟู่ซานจ้องมองหานเซิ่นและลุกขึ้น “คิดเกี่ยวกับมันให้ดี ถ้านายต้องการให้ช่วยอะไรก็มาหาฉันได้”

 

หานเซิ่นมองฟู่ซานเดินออกไป และนั่งคิดเกี่ยวกับเทคนิคการใช้มีดและฟุตเวิร์คของโครงกระดูกต่อไป

 

หานเซิ่นเชื่อว่าฟู่ซานหวังดีกับเขาจริงๆ แต่หานเซิ่นไม่สนใจข้อเสนอของเขา หานเซิ่นเกลียดกลุ่มสตาร์รี่มาก และสวี่ยู่เหยียนที่เป็นคนสำคัญในกลุ่มสตาร์รีเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีทางที่เขาจะไปญาติดีกับเธอได้

 

“ถ้าเราไม่แบล็คเมล์เธอให้มากกว่านี้ มันก็ไม่หายแค้นในสิ่งที่เซินเทียนจื่อทำกับเราไว้” หานเซิ่นคิดด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย