0 Views

ซื่อถูเซียงไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี เธอต้องการชนะยิ่งกว่าใคร แต่กระนั้นเธอก็รู้ดีว่าความห่างชั้นของทีมเหยี่ยวดำและทีมจากโรงเรียนทหารส่วนกลางมันมีมากเกินไป

 

ซื่อถูเซียงเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะเอาชนะโรงเรียนทหารได้ แต่ในฐานะโค้ช เธอไม่สามารถบอกกับลูกทีมของเธอได้ว่าพวกเขาไม่มีหวังที่จะชนะ

 

หลังจากได้ดูการแข่งรอบแรกของโรงเรียนทหารส่วนกลาง ซื่อถูเซียงก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าทีมของพวกเขาในปีนี้ เป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา

 

ด้วยปีศาจอย่างจิงจี้อู่ และนักกีฬาชั้นยอดอย่างฉินเฉิง ทีมของพวกเขาในปีนี้นั้นแข็งแกร่งมาก มากกว่าที่เธอจินตนาการไว้อีก

 

“ถ้าเธอต้องการชนะจริงๆ มันก็พอจะมีอยู่ทางหนึ่ง” ซื่อถูเซียงครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะพูดกับหานเซิ่น

 

จริงๆแล้วซื่อถูเซียงคิดเกี่ยวกับการแข่งขันรอบต่อไปเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว แต่ไม่ว่าเธอจะคิดยังไง เธอก็คิดว่าลูกทีมของเธอจะแพ้อยู่ดี

 

ความแตกต่างของฝีมือ มันสูงยิ่งกว่ากลยุทธ์หรือแผนการไหนๆ แต่กระนั้นซื่อถูเซียงก็ยังมีหวังที่จะชนะอยู่ เธอมีแผนอยู่แผนหนึ่ง ซึ่งแม้แต่เธอเองก็ไม่คิดว่ามันจะสำเร็จได้จริงๆ แผนการนี้ยังอยู่ในใจของเธอ เธอไม่มีความมั่นใจพอที่จะบอกแผนนี้ให้กับลูกทีมของเธอฟัง สำหรับโค้ชมืออาชีพแล้ว แผนนี้มั่นค่อนข้างเพ้อฝันเกินไป

 

แต่เมื่อเจอคำถามแบบนี้ของหานเซิ่น ซื่อถูเซียงก็ 2 จิต 2 ใจที่จะบอกแผนนี้ออกไป ถึงมันจะน่าขำ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าลูกทีมของเธอสามารถทำมันได้จริงๆ?

 

ความต้องการชัยชนะของหานเซิ่น ทำให้เธอรู้สึกเร้าร้อนขึ้นมา มันกระตุ้นให้เธออยากจะพูดออกไป แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่พูดออกไป เธอเลือกที่จะลองเชิงก่อน

 

“ผมต้องการชนะ ผมไม่สนว่าต้องใช้วิธีแบบไหน โค้ชโปรดบอกผมมา” หานเซิ่นพูดด้วยใจสู้เต็มร้อย

 

ซื่อถูเซียงสัมผัสถึงมันได้ เธอไม่คิดว่าหานเซิ่นที่ดูเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจกับอะไร และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับทีมจะมีใจสู้ขนาดนี้

 

ถ้าเธอรู้ว่าใจจริงแล้วเขาคิดแค่เรื่องที่จะไปเที่ยวกับจีเหยียนหรัน เธออาจจะโกรธจนสติแตกไปเลยก็ได้

 

ซื่อถูเซียงเห็นว่าสมาชิกทีมทุกคนต่างก็มองมาที่เธอด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

 

ไม่มีใครต้องการแพ้ทั้งนั้น แม้แต่พวกสมาชิกคนอื่นๆที่ไม่ได้ลงเป็นตัวจริงก็ตาม ขอแค่มีโอกาสชนะบ้าง มันก็น่าลอง

 

“โค้ชโปรดบอกมาว่าพวกเราจะเอาชนะได้ยังไง?” จางหยางถามขึ้นมาอีกคน

 

ซื่อถูเซียงกัดฟันและพูดอย่างเคร่งขรึม “ถ้าการแข่งมันตัดสินกันที่ความแข็งแกร่งทางร่างกาย พวกเธอก็ไม่มีหวัง พวกเขาแต่ละคนมีทั้งฝีมือและประสบการณ์ที่สูงกว่า แม้แต่การทำงานเป็นทีม พวกเขาก็ดีกว่าพวกเรามาก”

 

ซื่อถูเซียงหยุดและพูดต่อ “ถึงพวกเขาจะได้เปรียบและเหนือกว่าพวกเราทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอจะไม่มีโอกาสชนะเลย”

 

ซื่อถูเซียงหันไปมองที่หานเซิ่น “แม้โอกาสมันจะมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่ถ้าเธอต้องการจะลองทำดู มันก็ยังมีโอกาส แต่ถ้าพวกเธอไม่ลองพยายามดู พวกเธอจะแพ้อย่างแน่นอน แต่ถึงจะใช้วิธีที่ฉันคิด พวกเธอก็ยังมีโอกาสจะแพ้ 99%อยู่ดี พวกเธอยังต้องการจะลองดูไหม?”

 

“โปรดบอกมาว่าต้องทำยังไงบ้าง” หานเซิ่นตัดสินใจแน่วแน่แล้ว สมาชิกทีมคนอื่นๆก็มองที่ซื่อถูเซียงอย่างกระตือรือร้น

 

“นี่…ดูนี่…” ซื่อถูเซียงเอาแบบจำลองสนามการแข่งขันออกมาและเริ่มอธิบาย

 

ก่อนที่การแข่งจะเริ่ม ในสนามการแข่งขันมีผู้ชมจำนวนมากเข้ามาชมกันจนล้นสนาม

 

ทุกคนต่างก็อยากดูการแข่งขันในแมทนี้ พวกเขาอยากดูการแข่งระหว่างหานเซิ่นและจิงจี้อู่

 

สื่อทุกสำนักยกอุปกรณ์ชุดใหญ่มาทำข่าวที่นี่ เพื่อแมทนี้โดยเฉพาะ การแข่งขันธนูที่ปรกติไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่ในปีนี้กับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

 

เหวินซิ่วซิ่วกำลังเตรียมการและทำหน้าที่ของเธอในวันนี้ ส่วนผู้เชี่ยวชาญเฟิงจิ้วหลุนถูกทางสถานีถอดออกแล้ว เนื่องจากมีคำวิพากษ์วิจารณ์เข้ามาจำนวนมาก

 

ข้างหลังของสแตนด์เชียร์ มีหนุ่มสวมแว่นกันแดดกำลังซุบซิบกันอยู่

“เฟิง นายคิดว่าหานเซิ่นจะเอาชนะได้ไหม?” ถังเตียงลิ่วถาม

 

“ถ้าดูจากความแข็งแกร่งโดยรวมของทีมแล้ว ดูเหมือนหานเซิ่นแทบไม่มีโอกาสชนะเลย” หลินเฟิงยิ้มขณะพูด

 

“แล้วยังไง?” ถังเตียงลิ่วรู้สึกว่าหลินเฟิงอยากจะพูดอะไรต่อ

 

หลินเฟิงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดออกมา “แต่อย่างไรก็ดี ความแข็งแกร่งจริงๆของหานเซิ่นอยู่ที่ทักษะการเป็นนักฆ่า ดังนั้นเขาอาจจะสามารถลอบเล่นงานอีกฝ่ายแบบรายบุคคลได้โดยไม่ต้องพึ่งทีม”

 

“นายหมายความว่าหานเซิ่นมีโอกาสที่จะเก็บจิงจี้อู่ได้ก่อนเลยหรอ?” ถังเตียงลิ่วเบิกตากว้าง

 

“มันยากที่จะพูด แต่มันก็มีโอกาส” หลินเฟิงพูด

 

แม้แต่หลินเฟิงก็ยังไม่กล้าจะฟันธงผลการแข่งขันในแมทนี้ พวกเขาได้แต่ต้องรอดูการแข่งถึงจะรู้ผล

 

บนสแตนด์มีสมาชิกทีมเกือบทุกทีมที่ลงแข่งเข้ามาดูการแข่งในแมทนี้่ด้วย แม้แต่ทีมที่ไม่มีการแข่งในวันนี้ก็ยังเดินทางมาสนามแข่ง ชิวหมิงเม่ยและเพื่อนร่วมทีมของเธอก็อยู่ในสนามแห่งนี้ด้วย

 

พวกนักกีฬาส่วนมากต้องการดูฟอร์มของโรงเรียนทหารส่วนกลาง แต่ในรอบแรกระดับฝีมือของคู่แข่งต่ำเกินไป ทำให้พวกเขายังไม่ได้แสดงความสามารถที่แท้จริง

 

แม้พวกเขาจะไม่เชื่อว่าโรงเรียนเหยี่ยวดำจะสู้กับโรงเรียนทหารส่วนกลางได้ แต่พวกเขาก็ยังคิดว่าหานเซิ่นอาจจะทำให้ปีศาจอย่างจิงจี้อู่แสดงฝีมือที่แท้จริงออกมา

 

ในห้องเตรียมตัวของนักกีฬา ซื่อจื้อคังรู้สึกกังวลมากจนต้องเอามือทั้ง 2 ข้างมาถูกัน เขาพึมพำกับจางหยาง “แผนของโค้ชจะทำได้จริงๆหรอ?”

 

“ทำไมจะไม่ได้? ถ้าพวกเราทุกคนพยายามเต็มที่ มันต้องมีโอกาสแน่” จางหยางตอบอย่างสงบ

 

“แต่นี่มันเกินความสามารถของเรานะ และมันก็เสี่ยงมากด้วย ถ้าพวกเขารู้ว่าพวกเรากำลังคิดจะทำอะไร พวกเราแพ้แน่” ซื่อจื้อคังรู้สึกกังวลมาก

 

“มันเสี่ยงมากก็จริง แต่นี่คือโอกาสเดียวของเรา นายมีความคิดที่ดีกว่านี้ไหมล่ะ?” ลู่เหมินพูด

 

“ถ้าฉันมีแผนที่ดีกว่านี้ ฉันคงไม่ต้องมาเครียดแบบนี้หรอก เซิ่น นายคิดว่ายังไง?” ซื่อจื้อคังยิ้มอย่างขมขื่น

 

“นี่คือแผนที่ดีที่สุด และเป็นโอกาสเดียวของเรา พวกเราต้องทำตามที่โค้ชบอก” หานเซิ่นพูดอย่างสงบ

 

ประตูเข้าสู่สนามเปิดออก สมาชิกทีมทุกคนมองไปที่ซื่อถูเซียง

“มันได้เวลาแล้ว” ซื่อถูเซียงสูดลมหายใจเข้าลึก และนำลูกทีมของเธอเดินออกไปสู่สนาม

 

ทันทีที่พวกเขาเดินออกมา เสียงเชียร์ของผู้ชมก็ดังขึ้นมาทันที