0 Views

“ไปกันได้แล้ว ไม่มีอะไรต้องดูอีกแล้ว” จิงจี้อู่ลุกขึ้นจากที่นั่ง

 

“เขาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวจริงๆ ฉันชักอยากจะลองสู้กับเขาเร็วๆ แต่น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมทีมของเขาฝีมือห่วยเกินไป”

ฉินเฉิงพยักหน้า สำหรับคนที่มีสไตล์คล้ายๆหานเซิ่นอย่างเขา เขารู้สึกยินดีมากที่จะได้สู้กับหานเซิ่นที่มีความสามารถในการคาดการณ์และวิเคราะห์คู่ต่อสู้สูงมาก

 

ชีวิตเต็มไปด้วยศัตรูหรือคู่แข่งมากมาย การได้เจอคู่ต่อสู้ที่คู่ควรเป็นสิ่งที่น่ายินดี

 

เมื่อฉินเฉิงดูหานเซิ่นในตอนนี้ เขาลองจินตนาการว่าเขาเป็นหานเซิ่นและเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน เขาก็จะตัดสินใจทำแบบเดียวกับหานเซิ่น

 

ฉินเฉิงมีความเร็วใกล้เคียงกับหานเซิ่น เเละเขาก็จะเลือกเส้นทางและจังหวะเวลาเหมือนกับที่หานเซิ่นทำเพื่อเอาชนะสมิธ

 

แม้ว่าฉินเฉิงจะยังไม่ได้เจอหานเซิ่นอย่างเป็นทางการ แต่เขาคิดว่าหานเซิ่นคือคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ของเขา

 

ตอนนี้ฉินเฉิงอยากจะเอาชนะหานเซิ่นให้ได้ยิ่งกว่าอยากเอาชนะจิงจี้อู่เสียอีก เขาอยากจะให้เพื่อนร่วมทีมของหานเซิ่นเก่งกว่านี้หน่อย เขาอยากจะลองแข่งกับหานเซิ่น โดยที่ทีมมีระดับเท่าเทียมกัน

 

ในตอนที่โรงเรียนทหารส่วนกลางเดินออกจากสนามแข่งขัน เสียงเชียร์ของผู้ชมก็ดังขึ้นมาทันที มันเหมือนกับว่าโรงเรียนเหยี่ยวดำชนะเรียบร้อยแล้ว

 

เกมพึ่งจะเริ่มได้แค่ 3 นาที สมิธแพ้อย่างขาดลอย มันเป็นเหมือนฝันร้ายสำหรับพวกเขา พวกเขาไม่มีโอกาสได้ยิงเลย พวกเขาแค่โผล่หน้าออกมาเล็กน้อย พวกเขาก็ถูกยิงทันที

 

ธนูมีความแตกต่างจากอาวุธประเภทปืน แม้แต่นักธนูที่มีความเร็วยังต้องการเวลาในการใส่ลูกธนูและรั้งสายธนู แต่หานเซิ่นสามารถยิงต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฟางเหวินติ้งถึงไม่มีโอกาสได้ยิงตอบโต้เลย จนกระทั้งเกมจบ

 

“ไม่ถึง 5 นาที อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญเฟิงจิ้วหลุนบอกจริงๆ!”

“อัจฉริยะก็คืออัจฉริยะ!”

“ฟางเหวินติ้งจะชนะแน่นอน… ฮาฮา พูดออกมาได้”

“การแข่งธนูน่าสนใจกว่าที่ฉันคิดเอาไว้”

 

จีเหยียนหรันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก และกระโดดด้วยความดีใจ

ฉวี้ลี่ลี่พูดออกมาด้วยความสะใจ “ทำดีมากอัจฉริยะ! ทีนี่ไอ้ผู้เชี่ยวชาญนั่น คงไม่มีหน้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว ถ้าฉันเป็นเขา ฉันคงตัดสินใจผูกคอตายไปแล้ว”

 

เฟิงจิ้วหลุนไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เขาชื่นชมฟางเหวินติ้งหนักมาก แต่ฟางเหวินติ้งกับเป็นฝ่ายแพ้อย่างขาดลอย

 

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เหยี่ยวดำและหานเซิ่นกลายเป็นที่จับตามองในการแข่งขันทันที สื่อแทบทุกสำนักที่มาทำข่าวการแข่งขันธนูต่างก็นำเสนอเรื่องราวของพวกเขา และผลการแข่งในรอบแรก

 

แม้โรงเรียนสมิธจะไม่ใช่โรงเรียนที่แข็งแกร่ง แต่การยิงธนูอย่างรวดเร็วและแม่นยำของหานเซิ่นก็เป็นอะไรที่โดดเด่นมาก ยิ่งกว่านั้นจิงจี้อู่ยังยอมรับว่าหานเซิ่นเป็นคู่แข่งคนสำคัญ ทำให้คนสนใจหานเซิ่นมากยิ่งขึ้น

 

เหวินซิ่วซิ่วไม่รอช้าที่จะชื่นชมหานเซิ่นเช่นเดียวกัน เธอเขียนบทความที่ชื่อว่า ‘จากมวยขาวและดำสู่การแข่งธนู จักรพรรดิหานเซิ่น’ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เธอได้เจอหานเซิ่น และได้ดูการแข่งของเขา ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคุ้นเคยกับเขามากขึ้น

 

หลังจากอ่านบทความของเหวินซิ่วซิ่วแล้ว คนจำนวนมากก็หาวิดีโอการแข่งมวยขาวและดำของหานเซิ่นดู และพวกเขาก็ตกหลุมรักหานเซิ่นมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

 

ยิ่งหานเซิ่นมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ การแข่งระหว่างโรงเรียนเหยี่ยวดำกับโรงเรียนทหารส่วนกลางก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

 

คนจำนวนมากหวังให้หานเซิ่นโชว์ฟอร์มสุดยอดออกมา แต่พวกเขาก็ยังเชื่อว่าโรงเรียนทหารส่วนกลางจะชนะอยู่ดี

 

นอกจากความโด่งดังและความสามารถอันไร้เทียมทานของจิงจี้อู่แล้ว เพื่อนร่วมทีมของเขาก็ถือว่าฝีมือดีมาก พวกเขาแต่ละคนต่างก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงและเก่งพอจะนำทีมอื่นๆคว้าแชมป์ได้เช่นเดียวกัน

 

ขณะที่ทางฝ่ายเหยี่ยวดำไม่มีใครเก่งๆเลย นอกจากหานเซิ่น  และสมาชิกทีมของพวกเขาถึง 3 คนก็เป็นแค่เด็กปี 1

 

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้คนถึงตื่นเต้นที่จะได้ดูการแข่งระหว่างจิงจี้อู่และหานเซิ่น แต่ยังไงพวกเขาก็คิดว่าโรงเรียนหารส่วนกลางจะชนะ ขณะที่เหยี่ยวดำแทบจะไม่มีหวังเลย

 

ไม่มีใครเชื่อว่าจิงจี้อู่จะแพ้ เขาเป็นปีศาจตัวจริงเสียงจริง ด้วยสถิติลงแข่งมาตลอด 3 ปี เขาไม่เคยแพ้สักครั้ง

 

แม้ว่าโรงเรียนเหยี่ยวดำจะมีหวังไม่มาก แต่ก่อนการแข่งจะเริ่ม ซื่อถูเซียงก็อธิบายแผนการ เธอยังบอกด้วยว่าขอแค่พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่ก็พอ

 

สมาชิกทีมทุกคนต่างก็คิดเช่นเดียวกัน พวกเขาต้องการต่อสู้อย่างเต็มที่ ไม่มีใครกล้าคิดถึงเรื่องที่จะชนะ

 

แม้แต่จางหยางที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ เขาก็ยังบอกว่าขอแค่จัดการโรงเรียนทหารส่วนกลางได้สัก 2-3 คนก่อนจะแพ้ก็ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว

 

หานเซิ่นขมวดคิ้ว ถ้ามันคือเกมอื่น เขาจะไม่สนใจมันมาก แต่เกมนี้มันมีเดิมพันด้วยรางวัลทัวร์แบบคู่รักกับจีเหยียนหรัน ดังนั้นเขาต้องชนะให้ได้

 

แต่อย่างไรก็ตามในการแข่งขันเป็นทีมแบบนี้ เขาก็ยังต้องการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม เขาถึงจะมีโอกาสชนะ เมื่อเผชิญหน้ากับโรงเรียนทหารส่วนกลาง

 

ถ้าเพื่อนร่วมทีมของพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาจะแพ้ เขาก็จะหมดโอกาสไปด้วย

‘ไม่ได้การ เราต้องสร้างกำลังใจให้พวกเขา’ หานเซิ่นคิดและมองไปที่จางหยาง

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจางหยางเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และมีใจฮึดสู้ที่สุดแล้ว แต่กระนั้นแค่เขาคนเดียวก็คงสร้างความแตกต่างไม่ได้มาก หานเซิ่นรู้สึกลังเล และหันไปมองซื่อถูเซียง

 

ในฐานะโค้ชของทีม ซื่อถูเซียงก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีมากแล้ว ถ้าหานเซิ่นไม่ใช้เวลาในก็อตเเซงชัวรี่มากเกินไป และรีบกลับมาฝึกซ้อมตามโปรแกรมฝึกของเธอ พร้อมๆกับเพื่อนของเขา ผลมันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้

 

แต่กระนั้นมันก็อาจจะไม่มีผลมากนัก เมื่อต่างเผชิญหน้ากับโรงเรียนทหารส่วนกลาง

 

ในตอนที่ซื่อถูเซียงกำลังอธิบาย และให้กำลังใจนักเรียน หานเซิ่นก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปหาเธอ

 

ซื่อถูเซียงไม่รู้ว่าหานเซิ่นต้องการอะไร เขาควรจะนั่งฟังเธอหรือไม่ก็ยกมือขึ้น ถ้าเกิดมีเรื่องที่อยากจะพูด

 

“โค้ชครับ ในตอนที่คุณชวนให้ผมมาร่วมทีมของโรงเรียน คุณเป็นคนพูดไม่ใช่หรอว่าเป้าหมายของพวกเราคือการเอาชนะโรงเรียนทหารส่วนกลาง และตำแหน่งแชมป์?” หานเซิ่นเดินยืดอกเข้าไปหาซื่อถูเซียงพร้อมกับสายตาที่มุ่งมั่น

 

“ใช่ ฉันเป็นคนบอกแบบนั้นเอง” ซื่อถูเซียงพยักหน้า เธอรู้สึกละอายเหมือนกัน เธอต้องยอมรับว่าแม้แต่เธอเองก็ยังคิดว่าตอนนี้โรงเรียนเหยี่ยวดำแทบไม่มีโอกาสเอาชนะโรงเรียนทหารส่วนกลางได้เลย

 

“ถ้างั้นก็โปรดบอกพวกเราด้วยว่าทำยังไงพวกเราถึงจะชนะ ผมต้องการชัยชนะ”

หานเซิ่นจ้องไปที่โค้ชของเขาด้วยสายตาที่มุ่งมั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน