0 Views

“ตัวนี้ เป็นของฉันนะ…”

ผมจับการ์ดสะกดพลังใบหนึ่งขึ้นแล้วหันไปพูดกับหลินอี้ซิน

หลินอี้ซินกอดดาบพิงหลังลงบนหินยักษ์พรอ้มยิ้มแล้วพูดออกมา “ถ้าอย่างนั้นนายก็สู้ๆหน่อยล่ะ สะกดพลาด 5 ครั้ง โครงกระดูกเลเวล 1 ก็อาจเปลี่ยนเป็นเลเวล 2 ได้นะ!”

ผมพยักหน้า โครงกระดูกโลหิตเป็นสัตว์ที่มีพลังป้องกันและพลังชีวิตเป็นเลิศ หากสามารถจับได้ก็เพียงพอจะทำให้สำนักงานทหารรับจ้างสีเลือดของเราร่ำรวยได้อย่างไม่คาดฝันแล้ว!

“ชะวิ้ง!”

การ์ดสะกดพลังใบแรกถูกเขวี้ยงออกไปกลางอากาศจนกลายเป็นตาข่ายเวทย์ดาวหกแฉกตรงเท้าของโครงกระดูกโลหิต จากนั้นมันก็หมุนเคลื่อนอย่างรวดเร็วพร้อมเปล่งแสงเวทย์แผ่กว้างออกมาแล้วดึงดูดโครงกระดูกโลหิตเข้ามากลางพลังสะกดสัตว์เลี้ยง

“แฮ่แฮ่…”

โครงกระดูกโลหิตเลเวล 1 ส่งเสียงร้องแหบแห้งขึ้นมาเสียงเบา เห็นชัดว่ามันไม่อยากจะยอมรับสภาพนี้

“ติ๊ง~!”

แจ้งเตือนระบบ : สะกดพลาด เป้าหมายสามารถสะกดพลังได้อีก 4 ครั้ง!

ผมกัดฟัน ต่อ!

“ติ๊ง~!”

แจ้งเตือนระบบ : สะกดพลาด เป้าหมายสามารถสะกดพลังได้อีก 3 ครั้ง!

“ติ๊ง~!”

สะกดพลาด เป้าหมายสามารถสะกดพลังได้อีก 2 ครั้ง!

ตอนนี้สีหน้าของผมค่อนข้างซีดเผือดไปแล้ว หรือว่าโครงกระดูกโลหิตน่ารักตัวนี้จะไม่มีวาสนากับผมแล้ว?

แล้วทันใดนั้นคิ้วสวยของหลินอี้ซินก็ยกขึ้นเบาๆแล้วพูดขึ้นมา “ที่แท้ดวงนายก็ไม่เท่าไหร่ ให้โอกาสครั้งสุดท้ายกับฉันไหม ถ้าฉันสะกดมันสำเร็จฉันจะมอบให้นาย?”

“ไม่ต้อง ฉันทำเอง!”

ผมขว้างการ์ดสะกดพลังออกไปอีกครั้ง คราวนี้ลำแสงเวทย์ลุกโชนดึงโครงกระดูกโลหิตจมลงอย่างต่อเนื่องก่อนที่มันจะหายไปจากสายตาของพวกเราทันที!

“ติ๊ง~!”

แจ้งเตือนระบบ : ขอแสดงความยินดี คุณประสบความสำเร็จในการจับโครงกระดูกโลหิตเลเวล 1!

……

สำเร็จแล้ว!

ผมเกือบจะกระโดดโลดเต้นโห่ร้องแล้วเชียว เมื่อได้ยินเสียงนั้นผมก็กุมหินเวทย์ผนึกในมือเอาไว้โดยมีโครงกระดูกโลหิตตัวนั้นกำลังมองไปรอบๆอย่างสับสน จากนั้นคุณสมบัติของมันกระโดดเด้งขึ้นมาตรงหน้าทันที——

[โครงกระดูกโลหิต]

เลเวล : 1

พลังโจมตี : 7

พลังป้องกัน : 9

พลังชีวิต : 10

ค่าความคล่องตัว : 8

ระดับการเติบโต——

พลังโจมตี : ★★★☆

พลังป้องกัน : ★★★★★

พลังชีวิต : ★★★★★

ความคล่องตัว:★★☆

……

เยี่ยม พลังป้องกันและพลังชีวิตล้วนเติบโตระดับห้าดาว เจ๋ง! อีกอย่าง พลังโจมตียังสูงกว่าโครงกระดูกครามของหลินอี้ซินถึงครึ่งดาวด้วย ค่าคล่องตัวก็สูงกว่าหนึ่งดาวเต็มๆ แข็งแกร่งสุดๆ!

หลินอี้ซินเองก็ก้มลงมาตรงหน้าผมแล้วมองๆ โครงกระดูกโลหิตยิ้มๆพลางพูดขึ้นมา “ยินดีด้วย นายได้รับรางวัลแล้ว นี่อย่างน้อยก็คงห้าหมื่นหยวนนั่นแหละ โครงกระดูกโลหิตตัวนี้ขายต่ำกว่า 500 เหรียญทองไม่ได้เด็ดขาด!”

ผมพยักหน้า “โครงกระดูกครามของเธอก็ขายต่ำกว่า 400 เหรียญทองไม่ได้”

หลินอี้ซินหัวเราะเบาๆ “ไปกันเถอะ ส่งภารกิจเสร็จก็ไปกินมื้อดึกกัน ตอนนี้มันดึกแล้ว”

“อื้ม”

พวกเราฆ่าโครงกระดูกอีกจำนวนหนึ่งแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว จากนั้นผมกับหลินอี้ซินออกมากนอกหุบเขาแล้วตามหาทหาร NPC คนนั้นเพื่อส่งภารกิจ

สีหน้าท่าทางของทหารคนนั้นดูเลื่อมใสพวกเราอย่างสุดซึ้ง จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมา “ผู้กล้าวัยเยาว์ทั้งสองท่าน ความกล้าหาญของพวกท่านจะเป็นที่โจษจันไปทั่วทุกแห่งในแผ่นดิน มาเถิด นี่เป็นรางวัลของพวกท่าน!”

“ติ๊ง~!”

แจ้งเตือนระบบ : ขอแสดงความยินดี คุณทำภารกิจ [สีโลหิตแผ่กระจาย] สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 12000 หน่วย  ค่าชื่อเสียง +450 หน่วย!

……

“ชะวิ้ง!”

แสงสีทองลอยขึ้นมา จากนั้นผมก็เลื่อนระดับขึ้นไปถึงเลเวล 39 อย่างยากลำบาก ส่วนหลินอี้ซินก็ยังคงอยู่ที่เลเวล 40 เหมือนเดิม

“ไปกันเถอะ กลับเมืองฝูปิง เอาสัตว์เลี้ยงไปประกาศขาย!“

ผมล้วงม้วนคัมภีร์กลับเมืองออกมา หลินอี้ซินเองก็พยักหน้าช้าๆก่อนที่คนทั้งสองกลับเมืองด้วยกัน

“ไปประกาศที่ไหน?” ผมถาม

หลินอี้ซินยื่นมือชี้ไปทางใต้แล้วพูดขึ้นมา “ห้างประมูลของเมืองฝูปิงอยู่ที่นั่น พวกเราไปฝากขายกันเถอะ สัตว์เลี้ยงของนักฝึกสัตว์ส่วนใหญ่ก็เอาไปฝากขายที่นั่น”

“อื้ม”

พวกเรามาถึงห้างประมูลอย่างรวดเร็ว จากนั้นผมก็ให้เหรียญทองสองเหรียญเป็นค่าธรรมเนียมฝากขายแล้วนำหินเวทย์ผนึกโครงกระดูกโลหิตไปฝากขายไว้ที่นั่นพร้อมกับแจงคุณสมบัติไว้อีกแถบ ในนั้นยังมีสัตว์วางขายอีก 17ตัว พวกมันมีตั๊กแตนเขียว 4 ตัว ผึ้งต่อ 7 ตัว แต่ค่า BN ทั้งหมดต่ำกว่า 20 แต้มทั้งนั้น พวกมันดูธรรมดามากๆ แต่มันก็ปกติเพราะนักฝึกสัตว์เองก็จะเลือกสัตว์ที่ค่อนข้างอยู่ในยระดับดีเลิศไว้ฝึกเองทั้งนั้น เพราะถึงอย่างไรก็ตามปัจจัยที่สำคัญของผู้เล่นเกมก็คือตัวเองต้องแข็งแกร่ง

ผมตั้งราคาขั้นต่ำของโครงกระดูกโลหิตอยู่ที่ 400 เหรียญทอง ผู้เล่นคนอื่นๆ สามารถเสนอราคาร่วมกันได้และหลังสิ้นสุดสิบชั่วโมงผู้ที่เสนอราคาสูงสุดก็จะได้ซื้อโครงกระดูกโลหิตไป

และแน่นอนว่าภายในพริบตาที่โครงกระดูกโลหิตวางขายเสียงกระดิ่งรื่นหูก็ดังก้องทั่วเมืองฝูปิง——

“ติ๊ง~!”

ประกาศจากระบบ (ทำการค้า)  : ผู้เล่นเจ๋อจี่เฉินซาฝากขายสัตว์เลี้ยง [โครงกระดูกโลหิต] พลังโจมตี 3.5 ดาว พลังป้องกัน 5 ดาว พลังชีวิต 5 ดาว ความคล่องตัว 2.5 ดาว  ค่า BN 34 แต้ม ราคาขั้นต่ำ 400 เหรียญทอง ขอเชิญทุกท่านเข้ามาเสนอราคาประมูล!

……

“โอ๊ะ?”

หลินอี้ซินยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่แล้วพูดขึ้นมา “ดูท่าโครงกระดูกโลหิตคงเป็นของชั้นเลิศจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะประกาศขายในระบบได้ นายน่าจะรู้นะว่ามีแค่ของที่ประเมินราคาถึงระดับที่กำหนดไว้เท่านั้นระบบถึงจะออกประกาศขายให้~”

ผมพยักหน้าอย่างอารมณ์ดีสุดๆ ระบบออกประกาศไม่คิดเงินให้ เรื่องดีแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่นี่กลับเกิดขึ้นกับผมเอง

หลินอี้ซินเริ่มฝากขายโครงกระดูกครามบ้างและผลคือเสียงกระดิ่งของระบบก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน——

“ติ๊ง~!”

ประกาศจากระบบ (ทำการค้า) : ผู้เล่นวาตะเพ้อฝันฝากขายสัตว์เลี้ยง [โครงกระดูกคราม] พลังโจมตี 3 ดาว พลังป้องกัน 5 ดาว พลังชีวิต 4.5 ดาว ความคล่องตัว 1.5 ดาว ค่า BN 36 แต้ม ราคาขั้นต่ำ 300 เหรียญทอง ขอเชิญทุกท่านเข้ามาเสนอราคาประมูล!

เป็นดังคาด ด้วยราคาของโครงกระดูกทั้งสองตัวก็เพียงพอให้ระบบหันมาสนใจได้แล้ว ของที่ฝากขายในห้างประมูลจะถูกหักค่าธรรมเนียมซื้อขาย 5% แต่มันกลับทำให้ราคาของของสินค้าพุ่งสูงขึ้นมาจนถึงขีดสุดได้ พูดอีกอย่างก็คือผู้เล่นยังค่อนข้างได้กำไรโดยเฉพาะเมื่อมีระบบออกประกาศข้อเสนอตั้งต้นให้

หลินอี้ซินมองเวลาแล้วพูดขึ้นมาโดยไม่เงยหน้า “ครึ่งชั่วโมงหลังจากนี้ นายไปรอฉันอยู่ตรงหน้าประตูตะวันออกมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์”

“เอ๊ะ?”

“มีปัญหาหรือไง?”

“เปล่า แค่ไม่ได้ไปรอผู้หญิงตรงหน้าประตูมหาวิทยาลัยนานแล้ว…”

หลินอี้ซินหลุดยิ้ม “ทำไม นายเขินเหรอ?“

ผมถลึงตามองเธอ “แค่เธอเลี้ยงข้าวท้องของฉันก็ไม่เขินอายอะไรอีกแล้ว!”

“เกลียดนายจริงๆ! เดี๋ยวเจอกัน~”

“อืม”

พวกเราเข้าไปในโรงแรมเล็กๆในเมืองฝูปิงแล้วออฟไลน์ไปทันที

……

ยามค่ำคืนของฤดูร้อน ผมรู้สึกโชคดีที่ห้องเช่าใหม่ชุดนี้มีเครื่องปรับอากาศทุกห้อง ผมเดินมายังห้องโถงใหญ่แล้วก็ได้เห็นกล่องข้าวว่างเปล่าสองสามกล่องกองสุมกันอยู่ ตู้สือซานและกุ่ยกู่จือกินอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วและเหลือไว้เพียงเศษซากภาระให้ผม

ผมเก็บกวาดเล็กน้อยแล้วนำกล่องข้าวและถุงขยะรวมกันลงไปทิ้งด้านล่างตึก จากนั้นผมก็เดินไปบนถนนใหญ่และตรงไปยังประตูตะวันออกของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ซูโจว

สวมเสื้อเชิ้ตยี่ห้อ Semir ยืนรออยู่ตรงประตูตะวันตกของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ในยามค่ำคืนอย่างไม่ใส่ใจนัก มือสองข้างของผมล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเก๊กท่ารอดาวมหาวิทยาลัยออกมา ทว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงประตูกลับจ้องผมเขม็งราวกับมองผมราวกับเป็นพวกอันธพาลในสังคม

ในบริเวณมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาหลายคนเดินออกมา บ้างก็ไปอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ บ้างก็พาแฟนสาวไปเที่ยว ยังมีพวกไม่มีอนาคตบางคนถือหนังสือปกดำเล่มหนา ใส่หมวกแก๊ปลิ้นเป็ดพร้อมกดหมวกลงต่ำมาก และเมื่อผมเหลือบตามองไปบนหนังสือที่เขาถืออยู่พิมพ์คำว่า “แฟนตาซีคลาสสิก-ลอกเลียนแบบเกมออนไลน์ฉบับเทพ” หึหึ หนังสือลอกเลียนอีกแล้ว น่าสงสารคนเขียนเหล่านั้นที่ไม่ได้ส่วนแบ่งเงินแม้แต่แดงเดียว

รอไปสักพักก็ยังไม่เห็นหลินอี้ซินออกมา พูดตามหลักการแล้วเธอเป็นสาวสวยระดับดาวมหาลัย หากออกมาก็ต้องดึงดูดความสนใจผู้คนแน่ เพราะงั้นผมไม่มีทางมองไม่เห็นเธออย่างแน่นอน

แล้วในตอนนั้นเองเบื้องหน้าผมก็พลันสว่างขึ้นมา สาวสวยปรากฏตัวแล้ว ตอนนี้หลินอี้ซินอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีเบจและถือถุงหิ้วใบหนึ่งเอาไว้ เธอเดินจากถนนปูด้วยหินเป็นทางเล็กๆที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่สองข้างทางตรงเข้ามาหาผม

ผมรีบเข้าไปรับเธอแล้วพูดออกมาอย่างห่วงใย “เหนื่อยไหม?”

หลินอี้ซินมองผมอย่างประหลาดใจ “ไม่ต้องมาเอาใจ นายอยากได้อะไร?”

“ฮ่า ไปหาอะไรกิน เรียกรถไหม?”

“อืม”

หลินอี้ซินมาถึงริมถนน จากนั้นเธอก็โบกมือเล็กน้อยก่อนที่รถเก๋งสีดำคันหนึ่งจะขับเข้ามา เมื่อมันมาหยุดอยู่ตรงหน้าเราหน้าต่างรถคนนั้นก็เลื่อนลงก่อนที่ชายวัยกลางคนคนหนึ่งจะพยักหน้าให้หลินอี้ซิน ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกันแต่หลังจากนั้นหลินอี้ซินก็กวักมือเรียกผมเข้าไป “มาสิ ขึ้นรถ!”

ความสงสัยอัดแน่นเต็มท้องผม ผมเหลือบตามองหนึ่งครั้งและเห็นตราสัญลักษณ์หน้ารถยนต์สีดำที่ผมรู้จัก มันเป็นเข็มสามเหลี่ยม เมอร์เซเดส-เบนซ์แหงๆ!

หลินอี้กับชายคนขับรถคนนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะ หรือว่าเธอ…ยิ่งคิดสมองก็ยิ่งเหลวไหลเข้าไปทุกที ตอนที่ผมนั่งลงข้างกายหลินอี้ซินเธอก็มองผมแล้วพูดหับผมด้วยสายตาซับซ้อน “นายกำลังคิดเพ้อเจ้ออะไรอยู่?”

“เปล่า…นี่จะไปไหน?” ผมถาม

“น้ำพุแห่งความฝัน”  หลินอี้วินพิงเบาะนั่งอย่างเกียจคร้านแล้วเอียงหน้ามองผม ดวงตาคู่สวยของเธอเผยแววเจ้าเล่ห์  จากนั้นเธอก็ยกยิ้มหวานแล้วพูดออกมา “ภัตตาคารที่ดีที่สุดในเมืองซูโจวน่ะ วันนี้ฉันจะพานายไปเปิดหูเปิดตา~”

ผมลังเลเล็กน้อยแล้วถามออกไป “แพงมากมั้ย?”

“ก็ไม่ถูก”

หลินอี้ซินหัวเราะเบาๆแล้วค่อยๆหลับตาลง ดูเหมือนเธอจะเพลียมาก และเนินเขาตรงหน้าอกของเธอก็กระเพื่อมเล็กน้อยจนทำให้คนมองใจกระตุก

ผมรีบเงยหน้าทันทีแล้วผมก็พบว่าคนขับรถกำลังมองผมผ่านทางกระจกมองหลังอย่างระแวดระวัง ท่าทางเขาดูเหมือนจะเป็นห่วงหลินอี้ซินเอามากๆ

แล้วทันใดนั้นคนขับรถก็กระแอมขึ้นมาครึ่งหนึ่งก่อนที่เขาจะขับรถขึ้นไปบนทางยกระดับแล้วพูดขึ้นมา “ซินเอ๋อร์ เพื่อนเธอคนนี้จะไม่แนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยเหรอ?”

หลินอี้ซินร้อง “อ๋อ” ขึ้นมาหนึ่งครั้งแล้วมองผมก่อนจะพูดออกไป “เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของฉันน่ะ ผู้เล่นจากเกมเทียนจ้ง นายไม่ต้องรู้จักหรอก”

ชายวัยกลางคนฮึดฮัดขึ้นมาก่อนจะพูดขึ้น “ไม่ใช่ว่าฉันเคยบอกเธอแล้วหรือว่าอย่าคบคนมั่วซั่ว”

หลินอี้ซินพยักหน้าหงึกๆจากนั้นคิ้วสวยก็เลิกขึ้นแล้วตอบกลับไป “นี่ ลงจากทางยกระดับเถอะ!”

“จะทำอะไร?”

“นายนั่งรถเมล์กลับบ้านเถอะ เอากุญแจรถมาให้ฉัน”

“นี่…”

“มีปัญหาเหรอ?”

“เปล่า”

จากนั้นรถก็ลงจากทางยกระดับแล้วจอดลงตรงป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่งก่อนที่ชายวัยกลางคนจะลงไปจากรถแล้วหลินอี้ซินก็ไปนั่งตรงที่นั่งคนขับพร้อมส่งสายตามาให้ผมหนึ่งครั้งเพื่อบอกให้ผมลงไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ

หลังจากนั้นรถก็ขึ้นไปบนทางยกระดับอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มีเพียงผมและหลินอี้ซิน

“คนเมื่อกี้ ใครเหรอ?” ผมห้ามใจอยู่นาน แต่ในที่สุดก็ถามไปหนึ่งประโยค

หลินอี้ซินหันหน้ามามองผมแล้วยกยิ้มมุมปากขึ้นมา “ไม่บอกนายหรอก!”

“ชิ…”

ในใจผมคิดไปเรื่อยเปื่อย เดาไปว่าหลินอี้ซินกับชายวัยกลางคนคนนั้นแท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่ผ่านไปนานโขผมจึงถามขึ้นอีกหนึ่งประโยค “อี้อี้ รถคันนี้เป็นของผู้ชายคนเมื่อกี้เหรอ?”

“นี่!”

หลินอี้ซินถลึงตาใส่ผมแล้วพูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “อย่าเดามั่ว ฉันไม่ใช่อย่างที่นายคิด นายรู้แค่นี้ก็พอแล้ว”

“รถคันนี้รุ่นอะไร ดูทันสมัยเชียว!”

“อ๋อ รุ่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ MB-100 ”

“MB-100, MB……”

“……”

ผมหัวเราะฮ่าๆออกมา “อันที่จริง ไม่เห็นต้องไปกินข้าวไกลขนาดนั้นเลย”

“เฮอะ งั้นเหรอ?”

หลินอี้ซินยิ้มไม่พูดจาจากนั้นรถก็ทะยานเข้าสู่เขตการจัดการพิเศษอย่างรวดเร็ว แล้วหลังจากนั้นไม่นานรถก็จอดลงหน้าภัตตาคารหรูหราแห่งหนึ่ง และเมื่อเข้าไปแล้วพวกเราก็เลือกโต๊ะข้างโถงใหญ่ที่เป็นที่นั่งกลางแจ้ง

ในห้องโถงแห่งนั้นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งดูเหมือนกำลังจัดงานเลี้ยงวันเกิดอยู่และในนั้นก็มีคนบุคลิกโดดเด่นอยู่คนหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดแบรนด์เนมทั้งตัว มือถือแก้วเหล้าและอ้อมแขนก็โอบผู้หญิงแต่งหน้าจัดจ้านคนหนึ่งเอาไว้ขณะที่ผู้คนที่อยู่รอบๆต่างเรียกเขาว่า “คุณชายเล่อ”

หลินอี้ซินเหลือบตามอง “คุณชายเล่อ” อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเบะปากอย่างห้ามไม่อยู่แล้วก็ประตุกยิ้มออกมา

ติดตามตอนต่อไปได้ก่อนใครได้ที่>>https://www.kawebook.com/story/3061

ตอนล่าสุดอยู่ที่ ตอน310