0 Views

 “เลเวล 1 เลเวล 1 แหละ!”

หลินอี้ซินตื่นเต้นอย่างห้ามไม่อยู่ ไหล่งามสั่นน้อยๆ ดวงตาสวยทั้งคู่ฉายแววตื่นตะลึงอย่างมีความสุขขึ้นมา

ผมยื่นมือออกไปปล่อยการ์ดสะกดพลังอย่างรวดเร็วก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้นมา “อี้คนสวย ถึงเวลาวัดดวงกันแล้ว! เรามาแข่งกัน ดูว่าใครสามารถสะกดพลังโครงกระดูกครามตัวนี้ได้ก่อน!”

 “ได้!”

มือข้างหนึ่งของหลินอี้ซินถือหินเวทย์ผนึก มืออีกข้างหยิบการ์ดสะกดพลังใบหนึ่งออกมา ดูเหมือนว่าเธอจะเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อครู่เธอเพิ่งขายหินเวทย์ผนึกให้ผมก้อนหนึ่ง และให้ผมใช้คุณสมบัติสะกดพลังสัตว์เลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง

ผมใช้หินเวทย์ผนึกเป็นตัวพาหะของสัตว์วิเศษจากนั้นเสียง “ชะวิ้ง” ก็ดังขึ้นมา ผมขว้างการ์ดสะกดพลังออกไปแล้ว การ์ดใบนั้นหมุนเป็นวงเวทย์ขนาดใหญ่กลางอากาศและกลายเป็นค่ายกลดาวหกแฉกผนึกไว้บนหัวของโครงกระดูกคราม

การ์ดสะกดพลังของหลินอี้ซินก็บินขึ้นเช่นกัน มันทับซ้อนกับการ์ดประทับของผมและเป็นการวัดดวงกันอย่างที่คิด!

ค่ายกลดาวหกแฉกเคลื่อนหมุนอย่างรวดเร็ว ร่างของโครงกระดูกครามเลเวล 1 ตัวนั้นขยายใหญ่ หดเล็ก แล้วเปลี่ยนเป็นขยายใหญ่อีกครั้งอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่ามันถูกสะกดเอาไว้ได้แล้วทว่ามันกลับดิ้นรนปีนออกมาได้อีกและกลับมาเป็นเช่นนี้

ทันใดนั้น หัวใจผมกระตุกวูบ สำเร็จแล้ว?

โครงกระดูกครามเลเวล 1 ตัวนั้นหายไปแล้ว ความสำเร็จครั้งแรก จริงเหรอ?!

มองหินผนึกของผมอีกครั้ง ว่างเปล่า!

จากนั้นผมก็หันไปมองด้านหลัง ปากเล็กมีเสน่ห์ของหลินอี้ซินอ้ากว้าง เธอมองหินเวทย์ผนึกมืออึ้งค้างในขณะที่ภายในคริสตัลโปร่งใสก้อนนั้นปรากฏภาพโครงกระดูกสีครามตัวนั้นร่างหดเล็กลงมากได้อย่างน่าอัศจรรย์และกำลังหันซ้ายมองขวาอยู่ด้านใน

 “ชิ!”

ผมกัดฟันแน่น ผู้หญิงคนนี้จะเป็นที่รักของพระเจ้าจนให้เกิดมามีหน้าตางดงามสะสวยก็แล้วไป แต่กระทั่งดวงก็ยังดีถึงขนาดนี้ นี่เธอไม่คิดจะเหลือที่ยืนให้คนอื่นเลยหรือไง!

 “เร็วเข้า ดูคุณสมบัติของโครงกระดูกคราม!” ผมคะยั้นคะยอ

หลินอี้ซินได้สติจากการตกตะลึง จากนั้นเธอก็ผงกศีรษะแล้วยื่นมือออกมาก่อนที่หน้าต่างสัตว์เลี้ยงในหินเวทย์ผนึกเด้งขึ้นมา——

 [โครงกระดูกคราม]

  เลเวล :1

พลังโจมตี :7

พลังป้องกัน :10

พลังชีวิต:10

ความคล่องตัว :9

การเติบโต ——

โจมตี:★★★

พลังป้องกัน:★★★★★

พลังชีวิต:★★★★☆

ความคล่องตัว:★☆

……

โอ้โห ไม่นึกว่าพลังเกราะป้องกันจะสูงถึงห้าดาว ไม่แปลกเลยที่จะฆ่าได้ยากขนาดนั้น แถมพลังชีวิตเติบโตยังสี่ดาวครึ่งอีก โครงกระดูกครามนี้แข็งแกร่งอย่างกับเหล็กเกินไปหน่อยไหม?

 “BN ตั้ง 36 แต้มแหนะ นี่เป็นสัตว์เลี้ยงชั้นเลิศตัวหนึ่งเลย!” หลินอี้ซินยิ้มหวานกล่าว

ผมพยักหน้าหงึกๆ “เธอตั้งใจจะฝึกโครงกระดูกครามตัวนี้ไหม? งั้นเธอก็ต้องปลดปล่อยดาบเพลิงสังหารก่อนถึงจะใช้ได้”

ดวงตาสวยของหลินอี้ซินฉายแววฉลาดออกมาแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มบาง “ไม่จำเป็น นายดู จริงอยู่ว่าเกราะป้องกันและพลังชีวิตของโครงกระดูกครามตัวนี้สูงมาก แต่ว่าพลังโจมตีมีแค่สามดาว นี่มันยังสู้ตั๊กแตนเขียวกับหมาป่าละโมบไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกทั้งค่าความคล่องตัวก็มีแค่หนึ่งดาวครึ่ง ที่จริงแล้วนี่มันต่ำมากเลยนะ นี่ความเร็วในการโจมตีสามารถทำได้ตั้งสามวินาทีต่อครั้งก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว ในเกมระยะแรกคนที่พกสัตว์เลี้ยงประเภทนี้ไม่โง่ก็คงมีเงินเหลือมาก”

เธอวิเคราะห์ได้ทะลุปรุโปร่ง ผมพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดออกไป “อย่างนั้นกลับเมืองไปก็เอาไปขายเถอะ รวยเละแน่!”

 “อืม อืม!”

จากนั้นหลินอี้ซินก็ก้มลงมองหินเวทย์ผนึกว่างเปล่าในมือผมแล้วพูดออกมายิ้มๆ “ลู่เฉิน ถ้าพวกเราดวงดีพอเจอมอนเสตอร์เลเวล 1 อีกล่ะก็ฉันยอมแพ้ให้นายสะกดพลังคนเดียวเลย”

 “อื้อ ขอบใจ!”

“ฮิฮิ ไม่ต้องเกรงใจ~”

……

เราฆ่ามอนสเตอร์กันต่อ ในหุบเขาที่มีหญ้าพิษงอกขึ้นหนาทึบกลับกลายเป็นสนามเล็กเล่นของหลินอี้ซิน เธอเรียนรู้การเก็บสะสมยาและตอนนี้ทักษะเก็บสะสมยาพุ่งไปถึงเลเวล 4 แล้วหุบเขาวิญญาณแห่งนี้มีสมุนไพรล้ำค่าจำนวนมากและแต่ละต้นล้วนถูกเธอเก็บใส่กระเป๋าไปหมดแล้ว

 “ลู่เฉิน คุ้มกันฉัน ฉันจะเก็บดอกไม้เจ็ดดาวนี่…”

 “อ้อ!”

 “ลู่เฉิน มาช่วยฉันเก็บบัวสี่ใบหน่อย…”

 “โหย ฉันทำไม่ได้!”

 “ถุย นายกากเกินไปแล้ว…”

 “แม่_…”

หลายนาทีหลังจากนั้นหลินอี้ซินก็พาผมไปเก็บพืชพุ่มเตี้ยสีเขียวเข้มต้นหนึ่งตรงหน้าแล้วพูดขึ้นมา “เอา นี่เป็นสมุนไพรระดับ 4 ในตำนาน ไม้ไร้เถ้า ”

 “ไม้ไร้เถ้า? มันคืออะไร?” ผมแปลกใจเล็กน้อย

หลินอี้ซินยิ้มแล้วยิ้มอีก เธอเก็บไปพลางพูดไปพลาง “ไม้ไร้เถ้ามีบันทึกไว้ในคัมภีร์เทพพิสดาร มันบอกว่าทางใต้มีภูเขาไฟร้อนผ่าว ในนั้นมีต้นไม้ไร้เถ้าถือกำเนิดขึ้น มันจะลุกไหม้ทั้งวันทั้งคืนโดยที่โดนลมพายุก็ยังไม่มอดดับ แล้วเจ้านั่นก็คือเจ้าพืชสิ่งนี้แหละ หลังจากเผาไหม้แล้วมันจะไม่มีขี้เถ้าใดๆหลงเหลืออยู่เลย น่าอัศจรรย์ไหมล่ะ?”

ผมพยักหน้า “เผาให้ดูอันหนึ่ง!”

 “นายมีไฟเหรอ?” เธอมองผมอย่างหยอกล้อ

สายตาผมเหลือบมองสาวสวยที่กำลังเก็บสะสมยา เกราะงามประณีตตรงอกห่อหุ้มหุบเขาหิมะเอาไว้และเฟยให้เห็นร่องน้ำตามภูเขางามที่ดึงดูดสายตาจนทำให้ใจคนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

อืม  ไฟจริงๆผมไม่มีหรอก จะมีก็แต่ไฟราคะนี่แหละ

หลินอี้ซินเห็นผมมองนิ่งก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้แล้วบ่นพึมพำออกมา “ฉันหิวแล้ว ไปหาของกินกัน!”

ผมมึนงงไปทันที “อาหารเหรอ ฉันไม่ได้ซื้อมา เมืองฝูปิงมีขนมปังที่สามารถเติมเต็มระดับความหิวโหยได้นี่ เธอไม่พกมาเหรอ?”

 “ฉันไม่เคยพกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฆ่าแล้วดรอปของคนอื่นมาทั้งนั้น…”

 “โห!”

ผมมองระดับความหิวของตัวเอง ยังมีอีก35จุด อย่างมากก็อีกสามชั่วโมงจึงจะถูกแจ้งเตือน แต่ผมก็ต้องรีบหาของกินแล้ว หลินอี้ซินเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างกันนัก

หลินอี้ซินเก็บสมุนไพรเสร็จแล้ว จากนั้นเธอก็มองไปยังป่าเบื้องหน้าแล้วพูดออกมายิ้มๆ “กลางภูเขามีผลไม้ด้วย มันมีสตรอว์เบอร์รี่เป็นร้อยๆ รสชาติก็หวานอร่อย มันน่าจะพอดับความหิวได้ก่อนนะ…”

แล้วจู่ๆผมก็แทรกขึ้นหนึ่งประโยค “มันเป็นผลไม้ตั้งครรภ์นะ กินแล้วท้องไม่รู้ด้วย”

 “ไปตายซะ!”

หลินอี้ซินต่อยผมหนึ่งมัดอย่างอารมณ์เสียแล้วพูดขึ้นมา “ไป ฆ่าโครงกระดูกไปพลางๆแล้วกัน ถึงในป่าลึกแล้วค่อยหาของกินเล็กๆน้อยๆ คนที่อยู่บนสามอันดับแรกของเทียนจ้งมาอดตายอยู่ที่นี่คงขายขี้หน้าคนเขาตายเลย…”

……

เมื่อเข้าสู่ป่าทึบเราก็ถือโอกาสจัดการโครงกระดูกโลหิตเลเวล 47 ไปหนึ่งตัวจนเกิดเสียง “ตุ้บ” ดังขึ้นมาและมันก็ดรอปออกมาเป็นของสองชิ้นนั่นคือหินเวทย์ขนาดใหญ่หนึ่งก้อนและยังมีการ์ดอีกหนึ่งใบ!

 “หา? การ์ด…”

ผมตื่นเต้นดีใจสุดขีดก่อนจะหยิบการ์ดขึ้นมาแบ่งให้หลินอี้ซินดูคุณสมบัติด้วยกัน——

 [การ์ดโครงกระดูกโลหิต] เพิ่มพลังชีวิตของผู้ใช้ 15% ฟื้นพลังชีวิต15จุดต่อวินาที ต่อเนื่อง30นาที

……

หลินอี้ซินแลบลิ้นแล้วพูดออกมา “ของดีนี่ เอาไว้ใช้ในการต่อสู้โจมตีบอสหรือพวกPKได้!”

ผมพยักหน้าแล้วเก็บการ์ดโครงกระดูกโลหิตเข้ากระป๋า ยังดีผมมีวิญญาณไว้ใช้ทักษะฟื้นฟูขีดสุดนี้พอดี เมื่อผลของมันทับซ้อนกับประสิทธิภาพของการ์ดโครงกระดูกโลหิต แบบนั้นพลังชีวิตของผมก็แข็งขึ้นไปอีกขั้น!

เรามุ่งไปด้านหน้าต่อ จากนั้นหลินอี้ซินก็เรียกมีดสั้นออกมาแล้วขุดๆต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งก่อนที่เธอจะส่งทากตัวหนึ่งกำลังดิ้นอยู่บนปลายมีดสั้นมาทางผมแล้วยิ้มหวานออกมา “เมื่อก่อนเคยฝึกการเอาตัวรอดในป่า เคยเห็นว่ามีคนกินทากชนิดนี้ด้วย มาๆ ลู่เฉิน ฉันเลี้ยงนายเอง…”

ผมพลันคลื่นไส้ขึ้นมาทันที “ฉันไม่อยากกิน เชิญเธอตามสบาย…”

หลินอี้ซินหัวเราะคิกคิกแล้วโยนทากบนมีดสั้นทิ้งไป เธอเองก็กินของแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน

ผมแหงนหน้ามองป่าไม้ซ้อนทันหนาแน่นและเห็นว่ายอดต้นไม้ยักษ์มีนกกระจอกร้องจิ๊บๆอยู่ผมจึงพูดขึ้นมา “ล่านกน้อยสักสองสามตัวมาย่างกิน…”

หลินอี้ซินมองผมตาขวาง “เอาอะไรมาล่า? นายมีปืน หรือว่ามีหนังสติ๊ก?”

ผมส่ายหน้า “ไม่มีสักอย่าง”

 “หึ อย่างนั้นไม่เอาด้วยหรอก…”

 “แต่ก็ทำหนังสติ๊กได้!”

ผมทะยานขึ้นไปแล้วใช้ดาบตัดกิ่งไม้ท่อนหนึ่งออกมาทำเป็นรูปร่างตัวอักษร Y แล้วพูดออกมายิ้มๆ “เหลือหนังยางอีกสองเส้นก็เสร็จแล้ว หนังสติ๊กชั้นสูงที่งดาม!”

 “หนังยาง?” หลินอี้ซินมึนงงเล็กน้อย “หนังยางจากที่ไหน?”

ผมจ้องมองไปยังไหล่และส่วนหน้าอกของเธอ ไม่บอกก็รู้ความนัย ยกทรงของผู้หญิงล้วนมีหนังยางสองเส้น เพราะงั้นตัดออกสักเส้นก็สามารถใช้ได้อยู่ดี

คนฉลาดหลักแหลมแบบหลินอี้ซินจะไม่เข้าใจความหมายของผมได้อย่างไร เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็โมโหกระทืบเท้าขึ้นมาทันที “อย่าแม้แต่จะคิด ฉันไม่ได้ใส่!”

ผมกล่าว “ไม่ใส่จริงเหรอ?”

หลินอี้ซินหน้าแดงจัด “ไปตายซะ กล้าถามอีกฉันจะฆ่านาย!”

แล้วในตอนนั้นเองเสียงซวบซาบดังขึ้นจากในป่าอย่างกะทันหันแล้วเม่นยักษ์กระหายเลือดตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาติดๆ นี่เป็นมอนสเตอร์สายสัตว์ป่าเลเวล 45 ชนิดหนึ่ง ทั่วร่างมีหนามแหลมคมงอกขึ้นมา นอกจากนี้มันยังมีหนังหนาและเนื้อหยาบๆด้วย ในหุบเขาวิญญาณที่เต็มไปด้วยวิญญาณร้าย คาดว่าคงมือเพียงเจ้าสิ่งนี้นี่แหละที่สามารดำรงชีวิตอยู่ได้

 “อาหารเย็นมาแล้ว…”

ผมทะยานแฉลบไปก่อนจะโบกปลายดาบหนึ่งครั้ง จากนั้นผ่อนผัน+ดาบสังหารก็ตกลงบนหน้าอกของเม่นยักษ์กระหายเลือด และตอนนี้ผึ้งลึกลับเองก็บินมาช่วยโจมตี “ชิ้งชิ้งชิ้ง” ติดต่อกันสามครั้ง การโจมตีต่อเนื่องระดับ3เฉียบขาดเกินไปแล้ว

 “เอ๋งเอ๋ง…”

เม่นยักษ์กระหายเลือดร้องโหยหวนออกมาก่อนจะล้มลง จากนั้นผมก็กางนิ้วทั้งห้าออก “ฉกฉวยความตาย!”

 “ชิ้ง!”

เม่นยักษ์เต็มไปด้วยหนามแหลมมาถึงมือ ทว่าร่างของเม่นยักษ์กลับเต็มไปด้วยเนื้อแดง แต่เทียบกับหมูอ้วนที่เลี้ยงในคอกหมูเหล่านั้นแล้วมันมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่ากันมาก

ผมยุ่งจนไม่อาจละมือไปไหนได้ และขณะนั้นผมก็ก่อชั้นไม้ขึ้นอันหนึ่งแล้ววางเม่นยักษ์ไว้ด้านบน จากนั้นผมก็หากิ่งไม้แห้งจำนวนมากมากองไว้ฝั่งหนึ่งเพื่อเตรียมก่อไฟ

ก่อไฟ ไฟ…

จู่ๆผมก็พลันชะงักไปทันที แม่มัน ไม่มีไฟ แล้วแบบนี้จะย่างกับผีอะไรล่ะ!

แล้วในตอนนั้นเอง หลินอี้วินก็หัวเราะพรึ่ดออกมา “ถอยหน่อย ดูฉันไว้!”

พูดพลางเธอก็เดินขึ้นไปข้างหน้าก่อนจะกางมือข้างหนึ่งออก จากนั้นเปลวไฟกลุ่มหนึ่งก็แผ่คลุมอย่างหนาแน่นพร้อมกับที่เธอพูดขึ้นมาเสียงต่ำ “ทักษะลูกไฟ!”

 “พรึ่บ!”

กิ่งไม้แห้งถูกจุดติดขึ้นจนผมประหลาดใจมาก “อี้อี้ เธอรู้ทักษะลูกไฟได้ยังไง?”

“นายมันโง่จริงๆ…”หลินอี้ซินนเหลือบตามองผมแล้วพูดขึ้นมา “ในเมืองฝูปิงมีสถานที่สอนวิชาลูกไฟพื้นฐาน ทักษะใช้ร่วมกัน ไม่ใช่นักเวทย์ก็เรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือนักรบก็ล้วนสามารถเรียนได้ทั้งนั้นแหละ แต่ฝึกได้สูงสุดแค่ระดับ2เท่านั้นot”

 “อ๋อ แบบนี้นี่เอง กลับไปจะไปเรียนสักหน่อย…”

 “ฮึๆ!”

ผมเริ่มย่างเนื้อที่ได้มา ตอนนี้ไม่มีเกลือและน้ำมัน ไม่มีขิงและต้นหอม และยังไม่มียี่หร่าด้วย แต่เม่นยักษ์นี้มีรสชาติดั้งเดิมไร้การปรุงแต่ง ดังนั้นหลังจากนั้นไม่นานกลิ่นหอมกำจายก็คละคลุ้งไปกลางอากาศ

ผมใช้ดาบเพลิงหยดพลิกถ่านไม้ฟืนไปมา ส่วนหลินอี้ซินที่นั่งอยู่ข้างตัวผมก็ยิ้มหวานมองประกายไฟกระเด็นไปมาพร้อมกับดวงตาสวยที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

พอเห็นว่าย่างเนื้อจนสุกได้ที่แล้ว หลินอี้ซินก็ใช้มีดสั้นเฉือนออกชิ้นหนึ่งแล้วลองชิมดู จากนั้นเธอก็พุดขึ้นมา “ไหม้แล้ว…”

 “อืม ไหม้แล้วกรอบดี กินเยอะๆ!”

“……”

ผมฉีกเนื้อชิ้นใหญ่ ใส่เข้าปากแล้วเคี้ยวทันที แน่นอนว่าผมเป็นคนค่อนข้างสำรวมคนหนึ่ง ดังนั้นผมจึงใช้แขนของตัวเองป้องปากบังกิริยาการกินราวกับหลินไต้อวี้*บ้วนปาก  แต่มันไม่ใช่เพราะผมเอียงอายสง่างาม ทว่ามันเป็นเพราะสภาพผู้นำกู่หลิงของผมในตอนนี้ไม่สง่างามเลยสักนิด ใครจะไปคิดจินตนาการว่าร่างกึ่งโครงกระดูกกินเนื้อจะมีสภาพเป็นอย่างไร ผมก็แค่ไม่อยากทำให้หลินอี้ซินกลัวเพราะมันไม่ง่ายเลยกว่าจะหาเพื่อนร่วมทีมที่ทั้งเก่งทั้งสวยขนาดนี้ ถ้าทำให้เธอกลัวจนวิ่งหนีไป ประสิทธิภาพการเก็บเลเวลของผมคงไม่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว

ระดับความหิวค่อยๆกลับมาเต็มอกีครั้ง จากนั้นผมก็ลุกขึ้นแล้วพูดออกมา “อี้อี้ พวกเราสุดยอดจริงๆ สองคนกินเม่นยักษ์หมดตั้งหนึ่งตัว!”

“……”

หลินอี้ซินมองผมอย่างหมดคำพูด “เก็บเลเวลกันต่อ ฆ่าโครงกระดูกโลหิตอีกหน่อยแล้วค่อยเตรียมกลับไปส่งภารกิจกัน”

 “อื้ม”

เรากลับเข้าสู้พื้นที่เก็บเลเวลใหม่อีกครั้งฏกยมีโครงกระดูกโลหิตตัวหนึ่งออกมาต้อนรับก่อนที่พวกเขาจะร้องออกมาเสียงดัง

 “อ๊า!”

 “อ๊า!”

ฉับพลันผมกับหลินอี้ซินก็กลายร่างเป็นหินไปทันที วันนี้เป็นวันดวงดีของพวกผมใช่ไหมเนี่ย?

โครงกระดูกน้อยตัวนั้นเดินโซเซมา และบนหัวของมันก็มีตัวอักษรลอยเด่นอยู่หนึ่งบรรทัด——

 [โครงกระดูกโลหิต]

เลเวล:1

*หลินไต้อวี้ เป็นนางเอกจากวรรณกรรมคลาสสิกของจีนเรื่อง ความฝันในหอแดง หลินไต้อวี้ มีบุคลิกอ่อนโยน สงวนท่าที ร่างกายอ่อนแอ นิสัยโอนอ่อนยอมคน

ติดตามตอนต่อไปได้ก่อนใครได้ที่>>https://www.kawebook.com/story/3061

ล่าสุดถึงตอนที่ 305 เเล้วน่าา เลิกดองกันได้เเล้วเมี้ยววววว=(O-O)=