0 Views

รอได้สักพัก ในทีสุด เสียงติ้งก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง——

แจ้งเตือนระบบ : วาตะเพ้อฝัน เพื่อนสนิทของคุณออนไลน์แล้ว!

เต็นท์ข้างกายขยับเบาๆก่อนที่หลินอี้ซินจะมุดออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

 “เอ่อ เป็นอะไรเหรอ?” ผมถาม

หลินอี้ซินมองมาที่ผมแล้วดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมาฉับพลันก่อนจะยิ้มแล้วพูดออกมา “ลู่เฉิน เราไม่ต้องกินมื้อเย็นกันแล้ว รอจนถึงสามทุ่มเดี๋ยวฉันเลี้ยงมื้อดึกนายเอง ดีไหม?”

 “ห๊ะ?”

ผมจ้องเธอตาเขม็ง “นี่เธอคงไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงใช่ไหมใช่ไหม?“

 “จะเป็นงั้นได้ยังไงล่ะ?” หลินอี้ซินยิ้มแล้วหัวเราะออกมา “ก็แค่ชวนไปกินข้าวตามปกติเท่าเอง หรือว่าปกตินายไม่ชวนใครไปเลี้ยงข้าวเหรอ?”

 “มีสิ!” ผมหัวเราะแฮะๆ “เมื่อก่อนเลี้ยงข้าวตู้สือซานประจำ ตอนนี้ก็เลี้ยงเขาทุกวันจนดูเหมือนฉันเป็นเสี่ยเลี้ยงเขาไปแล้ว…”

 “แหวะ นายไม่รู้สึกขยะแขยงหรือไง รสนิยมจัดจ้านจริงๆ!” หลินอี้ซินมองผมตาขวาง

ผมแบมือยักไหล่แล้วพูดออกไป “ไปเถอะ เก็บเลเวลกันต่อ!”

 “อืม”

……

พวกเราเข้าสู่หุบเขาวิญญาณอีกครั้งจากนั้นพวกผีดิบก็ค่อยๆทยอยลดน้อยลง และเปลี่ยนมาแทนที่ด้วยอันเดธตัวแข็งทื่อชนิดหนึ่ง——ผีกองกอย! ผีกองกอยของหุบเขาวิญญาณผีกลับไม่ได้สวมชุดขุนนางสมัยราชวงศ์ชิง กระโดดโหยงเหยงอะไรทำนองนั้นอีกต่อไป แต่มันเป็นวิญญาณคนตายสวมเสื้อผ้ามอมแมมแทน พวกมันไม่ได้กลายเป็นโครงกระดูก กล้ามเนื้อของยังอยู่ครบทั้งร่างเพียงแต่แห้งเหี่ยวไปหมดแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ร่างกายของพวกมันยังคลายใยผ้าฝ้ายขาดและยังปากส่งเสียงน่าสังเวชออกมาด้วย

 [ผีกองกอย]

เลเวล : 45

อย่างที่ผมคาดการณ์ไว้ เลเวลสูงมาก!

 “ย่า!”

หลินอี้ซินกลายเป็นแสงสีเงินพุ่งออกไปพร้อมกับดวงตาสวยปกคลุมด้วยแสงสีจันทร์ นั่นคือดวงเนตรจันทรา!

 “เฮือก!”

มีดสั้นเล่มหนึ่งแทงเข้าไปยังคอหอยของผีกองกอยอย่างแม่นยำ จากนั้นหลินอี้ก็ซินออกแรงลากมีดสั้นเป็นแนวนอนสร้างความเสียหายถึงตายซ้ำอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนมือเป็นดาบยาว จากนั้นดาบลมพิฆาตก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาเป็นการโจมตีต่อเนื่องหลายครั้งอย่างสบายๆ สุดท้ายผีกองกอยเลเวล 45 ตัวที่เข้ามาโจมตีได้สองครั้งก็ล้มลงไป

 “ตุ้บ!”

หินเวทย์ขนาดให้ก้อนหนึ่งดรอปลงมา หลินอี้ซินรีบก้มตัวลงไปหยิบขึ้นมากแล้วถามผม “ทำไมนายไม่โจมตี?”

 “ผีกองกอยตัวนี้มีความเคียดแค้นกับเธอมากขนาดนั้น ทำไมต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงตายแบบนี้ด้วยล่ะ?” ผมบอก

 “ฮึ่ย อารมณ์เสีย!”

 “โอ้…”

เดินต่อไปเบื้องหน้าเลเวลที่สูงที่สุดของผีกองกอยคือเลเวล 46 ซึ่งยังพอรับได้ ทั้งผมกับหลินอี้ซินก็เป็นยอดฝีมือที่มีพลังและทักษะทั้งคู่ ดังนั้นประสิทธิภาพของการพาสัตว์เลี้ยงชั้นเลิศทั้งสองมาเก็บเลเวลในที่แห่งนี้ก็พอจะคาดเดาได้ เมื่อทั้งสองคนร่วมทีมกันเก็บเลเวล ทักษะของมอนสเตอร์ตัวเดียวจึงถูกเพิ่มขึ้นเป็น 140% ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของการเก็บเลเวลเหนือกว่าการออกมาเก็บเลเวลคนเดียวมาก

หลังผ่านไปห้าชั่วโมง ผมก็อัพเลเวลถึงเลเวล 38 ส่วนหลินอี้ซินก็เพิ่มไปถึงเลเวล 40 แล้ว จำนวนมอนสเตอร์ที่พวกเราต้องฆ่าตามภารกิจที่ได้มอบหมายก็ครบแล้วเช่นกัน

และขณะที่ผมกำลังกางมือทั้งห้านิ้วสูบวิญญาณเพลิงของผีกองกอยหลินอี้ซินก็ตบไหล่ผมจากด้านหลัง “ไปเถอะ เราไปส่งภารกิจกัน!”

 “ได้เลย!”

คนทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปภายในหุบเขา ผึ้งลึกลับบินไปบินมาบนไหล่ของผม ส่วนมีดอัคนีก็ตามมาอยู่ด้านหลังชุดเกราะของหลินอี้ซิน มีดอัคนีเล่มนี้อัพเลเวลไปจนถึงเลเวล 34 แล้ว พลังโจมตีของมันสูงมาก พลังป้องกันก็แข็งแกร่ง และพลังชีวิตก็สูงจนไร้เหตุผล ไม่แปลกเลยที่มันจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่หลินอี้ซินสนใจ

ส่วนผึ้งลึกลับของผมก็ระดับเพิ่มขึ้นเป็นเลเวล36 เช่นกัน นอกจากนี้คุณสมบัติของมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร้เหตุผลเช่นกัน

เลเวล :36

พลังโจมตี :405

พลังป้องกัน :282

พลังชีวิต  :1204

ความคล่องตัว:585

สามารถกล่าวได้ว่าตอนนี้คุณสมบัติโจมตีและป้องกันของผึ้งลึกลับนำหน้าผมไปเรียบร้อยแล้วจนทำให้ผมนึกสงสัยอย่างยิ่งว่าหลินอี้ซินสนใจผมหรือสนใจผึ้งลึกลับ และเมื่อถามดูแล้วคำตอบที่ได้ก็ทำร้ายใจกันมากเพราะเธอเพียงแค่สนใจความแข็งแกร่งของผึ้งลึกลับเท่านั้น

พวกเรามาถึงทางเข้าหุบเขา จากนั้นทหารNPCก็ตอบรับหันมาบทสนทนากับพวกเราด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความเคารพพวกเราในทันทีก่อนเขาจะพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “พวกคุณได้พิสูจน์พลังของตัวเองแล้ว นักผจญภัยเยาว์วัยและแข็งแกร่งเอ๋ย โปรดรับน้ำใจเล็กๆของข้าไว้!”

 “ติ้ง~!”

แจ้งเตือนระบบ : ขอแสดงความยินดี คุณทำภารกิจ[กวาดล้างหุบเขาวิญญาณ]เสร็จสมบูรณ์ ได้รับค่าประสบการณ์8500แต้ม ชื่อเสียง+150แต้ม ได้รับรางวัลจากภารกิจ [หินเวทย์วิเศษ]×1!

……

ค่าประสบการณ์พุ่งทะยานขึ้นมาแล้วส่วนหนึ่งแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เลเวลเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ปัจจุบันนี้ผมก็อยู่เลเวล 38 แล้ว ความเร็วในการอัพเลเวลจึงไม่เท่าก่อนหน้าและใกล้เคียงกับคำว่าเอื่อยเฉื่อยมาก

จากนั้นผมเปิดกระเป๋าแล้วหยิบหินเวทย์ที่กำลังเปล่งแสงสลัวมืดครึ้มก้อนหนึ่งออกมา มันคือหินเวทย์วิเศษในตำนานที่มีคุณภาพ 100 แต้ม ผมหยิบหินเวทย์วิเศษออกมาอย่างอดไม่ได้ก่อนยิ้มแล้วพูดออกมา “เหรียญทอง 1 เหรียญเลย!”

หลินอี้ซินร้อง “ฮือๆ” “ฉันไม่ได้อะไรเลย…”

 “เธอดวงไม่ดี…”

 “น้อยๆหน่อย ดวงนายก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่หรอก”

ขณะที่กำลังคุยอยู่นั้น ทหารNPCก็พูดออกมาด้วยสีหน้าและแววตาที่เคร่งขรึมขึ้นอีกครั้ง “นักผจญภัยวัยเยาว์ผู้มาจากแดนไกล พวกเจ้าช่างน่าเคารพยำเกรงและแข็งแกร่ง ข้าจำเป็นต้องแจ้งเรื่องที่น่าหวาดกลัวแก่พวกเจ้าเรื่องหนึ่งคือเขตลึกของหุบเขาวิญญาณถูกพวกวิญญาณน่าเกรงกลัวฝูงหนึ่งยึดครองไว้ พวกมันโจมตีพวกข้าอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย และพวกมันต้องวางแผนจะลงไปล้อมโจมตีหมู่บ้านมนุษย์ข้างล่างหุบเขาวิญญาณเป็นแน่ เพื่อชาวบ้านไร้เดียงสาแล้ว พวกเจ้าจงตอบคำภารกิจคำขอร้องของข้าเถิด”

หลอนอี้ซินพยักหน้า “นายว่ามา~”

แล้วนายทหารก็พูดขึ้นมา “ข้าขอให้พวกเจ้าเร่งเข้าไปยังหุบวิญญาณ แล้วฆ่าโครงกระดูกโลหิต500ตัวและโครงกระดูกครามอีก 500 ตัว ทว่าพวกเจ้าจะต้องระวังตัวเอาไว้ พวกอันเดธที่แกร่งกล้าเหล่านี้จะไม่ปล่อยสิ่งมีชีวิตทั้งหมดให้หลุดรอดไปได้ พวกมันโหดร้ายทารุณมากดังนั้นเจ้าต้องระมัดระวังให้ดี!”

 “ติ้ง~!”

ระบบแจ้งเตือน : ต้องการยอมรับภารกิจ [สีโลหิตแผ่กระจาย]หรือไม่? (ระดับภารกิจ: ระดับC ขั้นต่ำ)

ผมกับหลินอี้ซินมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน คิดไม่ถึงว่าจะเป็นภารกิจระดับC  เยี่ยมเลย ภารกิจระดับสูงขนาดนี้ ไม่แน่ว่ารางวัลที่พวกเราจะได้อาจจะเป็นอาวุธระดับเหล็กบริสุทธิ์หรือไม่แน่อาจไปถึงระดับเหล็กทมิฬ เลยก็ได้ ตอนนี้ตลาดไอเทมในเมืองฝูปิงคึกคักร้อนแรงขนาดนั้น อาวุธระดับทองแดงสามารถขายทอดตลาดได้ราคาสูงถึง 100 เหรียญทอง หากลงขายอาวุธระดับเหล็กทมิฬเลเวลประมาณ 40 ราคาต่ำสุดที่คิดเอาไว้ก็คงอยู่ที่ 500 เหรียญทองขึ้นไปแน่ๆ นั่นเทียบเท่ากับเงินห้าหมื่นหยวนเชียวนะ!

ยอมรับพร้อมกัน  ภารกิจระดับ C มาถึงมือแล้ว!

หลินอี้ซินใช้ด้ามดาบกระทุ้งๆแขนผมแล้วหัวเราะออกมา “ฉันมีนิมิตหมายบางอย่างล่ะ ฉันรู้สึกได้ว่าพวกเราอาจจะรวยแล้วจริงๆนะ อย่างน้อยก็คงเป็นอาวุธระดับเหล็กทมิฬและไม่แน่ว่าอาจจะดรอปอาวุธระดับเงินเลยก็ได้!”

 “อาวุธระดับเหล็กทมิฬ?” ผมเหลือบตามองเธอหนึ่งครั้ง “ยังมีอาวุธระดับเงินด้วย? อี้คนสวยเธอยังไม่ตื่นสินะ ตอนนี้พวกเรายังไม่ผ่านเลเวล 40 เลย ถ้ากล้าสวมอาวุธระดับเงินเดินนวยนาดไปในเมืองฝูปิงล่ะก็ ฉันรับรองได้เลยว่าคนต้องเดินตามเธอเป็นโขยงแล้วคอยจ้องรอดรอปของจากเธอแน่! ฮึๆ ฉันว่าได้อาวุธระดับทองแดงมาก็นับว่าไม่เลวแล้ว…”

หลินอี้ซินจ้องมองผมแล้วยกยิ้มมุมปากขึ้นมา “นายมันไม่มีความทะเยอทะยานเลยจริงๆ…” (PS:การตั้งค่าในเรื่องนี้ต่างจากเรื่อง纵横天下 โปรดอย่าได้ร้อนตัวคิดไปเองว่าไปไอเทมระดับสีเงินเป็นไอเทมขยะ ทั้งคุณสมบัติไอเทม  ประเภทผู้เล่น ราคาไอเทม เป็นต้น ไม่เหมือนกับเรื่อง纵横天下 ขอแจ้งให้ทราบไว้ก่อน หวังว่าจะไม่ทำให้เป็นอุปสรรคในการอ่านของทุกคน)

……

ทั้งสองคนวกกลับเข้าไปในหุบเขาวิญญาณอีกรอบ อันเดธและผีกองกอยบนถนนถูกพวกเราฆ่าลงไปจำนวนมาก และในขณะที่พวกมันกำลังเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง ผมก็จงใจหลบเลี่ยงมอนสเตอร์พวกนี้ไป ภายใต้สถานการณ์ที่มีภารกิจ แบบนี้อย่าเสียเวลาไปกับการฆ่าพวกมอนสเตอร์ไร้ประโยชน์เหล่านี้เลยจะดีกว่า เสียเวลา

หลินอี้ซินเองก็เห็นด้วยกับวิธีของผม พวกเราจึงเดินเคียงข้างกันไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไร

จากนั้นไม่นานพวกเราก็มาถึงส่วนลึกของหุบเขาวิญญาณ รอบด้านแปรเปลี่ยนเป็นความมืดสลัว บนพื้นก็ปูด้วยดินโคลนสีแดงเลือดหนึ่งชั้นจนเมื่อรองเท้าบูทเหยียบย่ำลงด้านบนก็จะมีเสียง “โผละแผละๆ” ดังขึ้นมาและยังมีคุณสมบัติเหนียวยึดราวกับเนื้อบดด้วย เจ้าสิ่งนี้ทำให้คนรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ และแน่นอนว่าคนที่รู้สึกแย่คือหลินอี้ซิน ส่วนผมน่ะคุ้นชินกับสถานที่ของวิญญาณรัตติกาลที่มืดมนชวนให้พรั่นพรึงแบบนี้แล้ว

 “รอเดี๋ยว อี้คนสวย…” ผมหยุดยืนกะทันหัน

 “อ๊ะ?”

 “มีการเคลื่อนไหว มอนสเตอร์ออกมาแล้ว!”

 “ตรงไหน?”

 “ขวามือ!”

ดวงตาสวยของหลินอี้ซินกวาดมองออกไปก่อนที่เธอจะส่งเสียง “อ๊า” ออกมา “ยังจะพรางตัวไว้ทำไม ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”

ดาบฟันลงอย่างโกรธเกรี้ยวหนึ่งครั้ง ใบไม้ต้นหญ้าสั่นไหว โครงกระดูกที่ทั่วทั้งร่างเปื้อนด้วยสีโลหิตปรากฏตัวขึ้น จากนั้นมันก็ชักดาบระดับทองแดงที่ทั้งด้ามเต็มไปด้วยสนิมเขียวออกมา ดวงตาทั้งสองของมันเปี่ยมด้วยแสงโลหิตและขณะนั้นมันก็ส่งเสียงกรีดร้องดังโหยหวนพุ่งมายังหลินอี้ซิน

 [โครงกระดูกโลหิต]

ระดับ :47

จิ๊จิ๊ ระดับสูงจริงๆ พวกมันล้วนเป็นมอนสเตอร์เลเวล 47 แล้ว เลเวลสูงกว่าผมถึง 9 เลเวลเลยทีเดียว ถ้าให้ผมบุกคนเดียวล่ะก็แม้แต่จะถูไถไปยังยากเลย

ผมจ้องโครงกระดูกโลหิตตาเขม็งแล้วพูดขึ้นมา “อี้อี้ โครงกระดูกตัวนี้กำลังมองเธออย่างหลงใหลเลยล่ะ~”

หลินอี้ซินหัวเราะหึๆ “ไม่เป็นไร เขามองนายก่อน…”

 “หนอย กระทั่งฉันก็ยังกล้ามอง  พวกกเฬวรากสมควรตาย!”

ผมปล่อยผ่อนผันพุ่งขึ้นไป ผึ้งลึกลับและมีดอัคนีร่วมมือกันฆ่า หลังจากฟาดฟันช่องโหว่แล้วค่าเลือดของโครงกระดูกโลหิตก็ลดลงฮวบ การโจมตีล่อเหยื่อของผึ้งลึกลับสูงที่สุด โดยเฉพาะทักษะการโจมตีต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นถึงระดับ 3 แล้ว  บางทีอาจโจมตีได้ติดต่อกันได้ถึงสามครั้งจนสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างน้อยพันขึ้น ผึ้งต่อพลังโจมตีแข็งแกร่งขนาดนั้นทำให้หลินอี้ซินอิจฉา สาบานว่าหลังจากกลับเมืองฝูปิงแล้วเธอจะหาตำราสัตว์วิเศษเพิ่มทักษะโจมตีต่อเนื่องให้มีดอัคนี

พวกเราจัดการโครงกระดูกโลหิตตัวหนึ่งอย่างคล่องแคล่วแล้วค่าประสบการณ์ก็พลันเพิ่มขึ้นจำนวนมาก!

เรื่องนี้ไม่พูดถึงไม่ได้ โครงกระดูกโลหิตนี้มีค่าเลือดสูงมาก นึกไม่ถึงว่ามอนสเตอร์เลเวล 44จะมีค่าเลือดถึง 5000 จุด แกร่งเกินไปแล้ว ถ้าหากจับมาเป็นสัตว์เลี้ยงแล้วอาศัยค่าพลังชีวิตและพลังป้องกันของมันต้องเป็นโล่เนื้อหนังที่ดีได้แน่

มุ่งหน้าต่อไป โครงกระดูกโลหิตทีละตัวๆล้มลงใต้ดาบของผมและหลินอี้ซิน ขั้นตอนการเก็บเลเวลแบบนี้ทำให้พวกเรามีความสุขมากอย่างแน่นอน ผมชอบความรู้สึกสองประเภทนี้มาก อย่างแรกคือความรู้สึกที่ได้เห็นแถบค่าประสบการณ์บินพุ่งไป อีกอย่างคือได้เห็นหน้าอกกระเพื่อมของหลินอี้ซินเมื่อเธอฆ่ามอนสเตอร์อย่างชำนาญ ทั้งสองอย่างล้วนทำให้ผมรู้สึกเพลิดเพลิน

ครึ่งชั่วโมงให้หลัง

หลินอี้ซินเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วยิ้มออกมา “ลู่เฉิน ตอนนี้นายมีเหรียญทองเท่าไหร่แล้ว”

 “51 เหรียญ ทำไม?”

 “ขายของดีชิ้นหนึ่งให้นาย10เหรียญทอง เอาไหม?”

ผมเห็นท่าทางยิ้มชั่วร้ายของเธอแล้วรู้สึกได้ว่าตัวเองอาจจะถูกต้มตุ๋นเข้าแล้ว แต่ผมก็ยังข่มใจเอาไว้ไม่แสดงออกมาแล้วเอ่ยถามไป “ของดีอะไร?”

 “นี่!”

หลินอี้ซินกางนิ้วทั้งห้าออกก่อนที่คริสตัลสีม่วงก้อนหนึ่งปรากฏอยู่ในฝ่ามือขาวของเธอ จากนั้นคุณสมบัติของไอเทมก็เด้งขึ้นมาแล้วเปลี่ยนเป็นตัวอักษรสีทองที่ลอยอยู่กลางอากาศ——

 [หินเวทย์ผนึก] สามารถคุมขังสัตว์วิเศษได้หนึ่งตัว สลายไปหลังการใช้

ผมมองมันไม่วางตา “โห นี่คืออะไร?”

หลินอี้ซินยิ้มๆ “โง่~~ ก็เขียนบอกอยู่ชัดเจนไหม นายใช้หินเวทย์ผนึก สามารถเพิ่มโอกาสประทับตราสัตว์เลี้ยงเลเวล 1 ได้เพิ่มขึ้นหนึ่งครั้ง ประทับตราเรียบร้อยแล้วก็นำหินเวทย์ผนึกนี้ไปขาย แบบนี้ล่ะก็ ถึงนายจะไม่ได้เป็นนักฝึกสัตว์ก็สามารถหาเงินแบบพวกนักฝึกสัตว์ได้!”

จากนั้นผมก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ขายให้ฉันก้อนหนึ่ง 10 เหรียญทอง!”

“OK!”

หลังทำการค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมถาม “อี้อี้ เธอได้สมบัติชิ้นนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 “อ้อ เป็นคุณสมบัติพิเศษของนักรบเพนจรฝ่ายสว่างน่ะ ทุกสัปดาห์สามารถสละชื่อเสียง100แต้มให้อาจารย์แลกกับหินเวทย์ผนึกสองก้อน ช่วงนี้ฉันมีเรื่องด่วน ไม่อย่างนั้นไม่ขายหรอก”

 “อ้อ ดีเลย!”

……

พวกเราฆ่ามอนสเตอร์ต่อไป หลังจากโครงกระดูกโลหิตพวกเราก็ปะทะกับมอนสเตอร์วิญญาณชนิดใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นโครงกระดูกที่ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยกระดูกหินสีคราม——โครงกระดูกคราม!

โครงกระดูกครามกับโครงกระดูกโลหิตเกิดใหม่ผสมปนกันในเขตลึกของหุบเขาวิญญาณ ผู้พิทักษ์ของที่แห่งนี้มีเลเวล 48 แถมยังมีพลังป้องกันสูงมากด้วย แต่พลังโจมตีและความคล่องของมันกลับธรรมดามาก

ในขณะที่พวกเรากำลังฆ่าอยู่นั้น จู่ๆหลินอี้ซินก็ยืนตะลึงค้างอยู่ตรงนั้น แล้วนัยน์ตาตู่สวยก็มีแววประหลาดใจวูบผ่านก่อนที่เธอจะค่อยๆยกมือไปยังที่ๆไม่ไกลนักแล้วพูดออกมา “ลู่เฉิน…นายดู นั่นมัน…นั่นมันอะไร?”

ผมกวาดสายตา ทั่วทั้งร่างสั่นไหว นั่นเป็นโครงกระดูกครามที่เกิดใหม่ตัวหนึ่งนี่นา นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่บนหัวของมันมีตัวอักษรหนึ่งลอยอยู่——

 [โครงกระดูกคราม]

เลเวล:1

ติดตามตอนต่อไปได้ก่อนใครที่>>https://www.kawebook.com/story/3061

ตอนล่าสุดถึงตอนที่ 305