0 Views

        หลังจากฟังคำพูดของเซียวปิงแล้ว พ่อของหลิวเข่อซินก็ขมวดคิ้ว พูดออกมาด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ว่า “เด็กหนุ่มถ้าหากว่าชอบการคุยโว นั่นไม่ใช่นิสัยที่ดีอะไร เป็นคนต้องทำอะไรจริงจังถึงจะดี”

       เมื่อได้ยินพ่อของหลิวเข่อซินพูดแบบนี้ เซียวปิงและหลิวเข่อซินต่างมองออกว่าพ่อของหลิวเข่อซินนั้นไม่มีความสุขแล้ว โดยเฉพาะอย่างการบอกเป็นนัยของหลิวเข่อซินนั้นไม่ดีเท่าไร แต่การพ่ายแพ้ก็ไม่ถือว่าเป็นอะไร แต่ถ้าเพื่อจะหาทางกลับไปรักษาหน้าของตนและทำการคุยโวขึ้นมานั้น นั่นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ หลิวเข่อซินเข้าใจที่สุด ทั้งชีวิตนี้สิ่งที่พ่อของตนเองเกลียดที่สุดก็คือผู้ชายที่นิสัยคุยโว ชอบขี้โม้

       อย่ามองว่าพ่อของหลิวเข่อซินเป็นแค่ปัญญาชนคนหนึ่ง แต่ผู้ที่ทำอะไรจริงจังในสาขาวิชาชีพอื่นๆเขาก็เคารพเช่นเดียวกัน ตามมุมมองของเขาแล้ว ขอเพียงแค่จริงจังทั้งในการเป็นคนและในการทำสิ่งต่างๆ ทำอะไรจึงไม่ผิดไปได้ ดังนั้นทั้งชีวิตของเขาจึงเกลียดวัยรุ่นที่ไขว่คว้าในสิ่งที่เกินเอื้อมประเภทนั้นมากที่สุด คิดว่านิสัยประเภทนั้นหุนหันพลันแล่นเกินไป

       ตอนนี้เซียวปิงได้พูดคำนั้นออกไปแล้ว ถ้าไม่มีทางล้มกระดานได้ ความประทับใจต่อสายตาของคนแก่คนหนึ่งนี้ก็จะแย่ไปอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว

       แต่กลับเห็นว่าเซียวปิงนำหมากตัวดำขึ้นมา เสียงแปะดังขึ้น วางลงไปอย่างแน่วแน่ ทั้งตัวเซียวปิงในชั่วพริบตาราวกับเผยประกายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อก่อนหน้า

       พ่อของหลิวเข่อซินมองไปยังเขา ส่ายหัวอยู่เงียบๆ เด็กวัยรุ่นสมัยนี้นะ ไม่ต้องพูดถึงแค่ว่าชอบขี้โม้ ยิ่งกว่านี้ก็ยังเสแสร้งด้วย

       พ่อของหลิวเข่อซินหยิบตัวหมากขึ้นมา วางลงบนกระดาน สถานการณ์ในตอนนี้เซียวปิงตามอยู่เยอะมาก คิดอยากจะล้มกระดาน พูดโดยทั่วๆไปแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

       หลิวเข่อซินก็เล่นหมากล้อมเป็น ด้วยเหตุนี้ หล่อนจึงมองออกถึงจุดนี้ ถึงได้ร้องเงียบๆอยู่ในใจ ตามเหตุผลแล้วพี่ปิงไม่น่าจะเป็นคนขี้โม้คุยโวนะ

       พ่อของหลิวเข่อซินไม่ได้ใส่ใจ ได้ตัดสินใจอยู่ในใจแล้วว่าต้องหาเวลาเตือนลูกสาวตนเองว่าไม่สามารถแต่งงานกับวัยรุ่นที่ขี้โม้คุยโวเช่นนี้ได้เป็นอันขาด

       หลิวเข่อซินในใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ในแง่หนึ่งคิดว่าจะล้มกระดานนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ อีกแง่หนึ่งก็หวังอยู่เล็กน้อยว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ในขณะเดียวกันในใจก็คิดว่าหลังจากที่พี่ปิงแพ้แล้ว ยังมีวิธีการไหนที่สามารถทำให้ภาพลักษณ์ของพี่ปิงในสายตาของพ่อนั้นพลิกกลับได้บ้าง

       แต่เซียวปิงกลับสงบเยือกเย็น ค่อยๆเดินทีละตาๆ การแสดงออกทางสีหน้าไม่อวดดี ไม่ขี้โม้ ไม่กังวล ตอนเริ่มแรกพ่อของหลิวเข่อซินคิดว่าเซียวปิงเสแสร้ง แต่เมื่อรอจนต่อมาเห็นท่าทางของเซียวปิงที่ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนแล้วแต่สงบเยือกเย็นเช่นนี้ ไม่มีท่าทีร้อนใจของเด็กวัยรุ่นเมื่อใกล้ที่จะแพ้แบบนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะกังขาขึ้นมาในใจ

       เด็กคนนี้แม้ว่าจะขี้โม้ไปนิดหน่อย แต่อย่างน้อยเมื่อแพ้แล้วก็ยังปล่อยวางลงได้ เห็นอย่างนี้แล้วไม่จำเป็นต้องรีบทำให้เขาตาย ลองสำรวจต่อไปเรื่อยๆก่อน

       “หนุ่ม สภาพจิตใจไม่เลว”หาได้ยากที่พ่อของหลิวเข่อซินจะชมเซียวปิงไปหนึ่งประโยค เซียวปิงรีบร้อนพูดขอบคุณออกไป แต่กลับก้มหน้าก้มตาขลุกอยู่กับหมากล้อมนั้นต่อ หลิวเข่อซินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมายาวๆเช่นกัน

       แม้พ่อของหลิวเข่อซินจะพูดชมออกมาหนึ่งประโยค แต่หลิวเข่อซินรู้ว่าพ่อก็เพียงแค่วางแผนให้โอกาสเพื่อที่จะสำรวจเขา ไม่เช่นนั้นแล้ว ตามนิสัยของพ่อ มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าหลังจากหมากรุกเกมนี้จบลงก็จะตีเซียวปิงให้ตายและก็ไม่พิจารณาเขาต่อไปอีกแล้ว

       เดิมทีพ่อของหลิวเข่อซินคิดว่าเซียวปิงเมื่อใกล้จะแพ้แล้วก็ปล่อยวางได้แค่นั้น อย่างน้อยสภาพจิตใจในแง่นี้ก็ไม่เลว แต่อย่างรวดเร็วเขาก็ค่อยๆเดินเข้ามา ตามมาด้วยเหงื่อที่ออกเต็มศีรษะ ในช่วงที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวจู่ๆเขาก็ค้นพบว่าเซียวปิงได้วางหมากของตัวเองไว้มากมาย เขาตกเข้าไปในวงล้อม คิดอยากจะออกก็ออกไม่ได้แล้ว

       พ่อของหลิวเข่อซินเดินต่อไปทีละตาๆ ยิ่งเขาเดินหมากเขายิ่งรู้สึกกลัว การวางหมากของเซียวปิงละเอียดรอบคอบ ในชั่วพริบตากลับกินหมากที่เหนือกว่าของเขาทั้งหมดเรียบไปแล้ว หมากที่เดิมทีเป็นผู้ชนะได้เปลี่ยนไปเป็นหมากที่จะถูกรุกฆาตแล้ว หมากที่แพ้ได้ถูกกำหนดไว้แล้วเรียบร้อย!

       ในท้ายที่สุด หมากของพ่อของหลิวเข่อซินก็ถูกเซียวปิงฆ่าตายเรียบ พ่อของหลิวเข่อซินลงหมากจนหน้าตาเขียวปั้ด หลิวเข่อซินมองอย่างตาโตอ้าปากค้าง ท้ายที่สุดก็กลั้นสีหน้าที่ดูไม่ดีออกมาไม่ได้ ในแง่หนึ่งหล่อนตกใจที่ระดับหมากล้อมของเซียวปิงทำไมถึงสูงเช่นนี้ พ่อของหล่อนเป็นมือสมัครเล่นที่โดดเด่นเลยนะ อีกแง่หนึ่ง หล่อนรู้สึกขุ่นเคืองใจที่ทำไมเซียวปิงเดินหมากแต่ละตาโดยไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย แค่ภายในพริบตาก็ฆ่าหมากของพ่อตนเองไปอย่างราพณาสูรอย่างสิ้นเชิง ไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย มองสีหน้าของพ่อตนเองตอนนี้นั้นดูไม่ได้ซะขนาดนั้น และก็ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่

       หลังจากเซียวปิงรอจนเดินหมากรุกเสร็จ ในฉับพลันทันใดก็มีปฏิกิริยากลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นสีหน้าที่อึดอัดนั้นของพ่อของหลิวเข่อซิน ในใจก็เริ่มเป็นกังวล เมื่อครู่นี้เพียงแต่แค่คิดว่าจะล้มกระดานยังไง จึงลืมคิดถึงการไว้หน้าให้กับพ่อของหลิวเข่อซินไป ต่อให้ชนะยังไงก็ไม่ควรที่จะชนะอย่างสง่างามโดยสิ้นเชิงแบบนี้ ต้องแสดงให้เห็นออกมาว่ายากอยู่บ้าง เฮ้อ ถ้าพ่อตาในอนาคตหลอกๆคนนี้ไม่มีเหตุผลไม่ยอมรับในความพ่ายแพ้ ชั่วพริบตาก็จะต้องตะเพิดตนเองออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว

       เซียวปิงมองไปยังพ่อของหลิวเข่อซินด้วยสภาพจิตใจที่เป็นกังวล หลังจากพ่อของหลิวเข่อซินจ้องไปที่กระดานหมากรุกอย่างตะลึงงันสักครู่ จู่ๆก็ร้องฮ่าๆเสียงดังออกมา หัวเราะจนเซียวปิงตะลึงสับสนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

       “เซียวปิงเอ๊ย เซียวปิง ฉันถูกเธอหลอกเข้าซะแล้ว ทำไมเหรอ ตอนแรกเริ่มเธอคิดจะอ่อนข้อให้ฉันนิดหน่อยใช่ไหม ในใจเธอคิดว่า คนแก่คนนี้คือพ่อของเข่อซิน ฉันจะให้เขาชนะ ต่อมาจึงเห็นว่าสีหน้าฉันไม่ดีแล้วถึงเริ่มพลิกเกมแพ้ให้มาเป็นชนะ?”

       เซียวปิงยิ้มแห้งๆตอบมาว่า “แค่ฟลุ๊คเท่านั้นครับ ผมรู้สึกว่าเล่นหมากรุกกับคุณอาได้เรียนรู้อะไรมากมายเลย ที่ชนะนี่ค่อนข้างฟลุ๊คน่ะครับ”

       “ก็ได้ เรียกการฆ่าหมากของฉันตายอย่างราพณาสูรว่าฟลุ๊ค?เธอคิดว่าระดับการเล่นหมากรุกของอาหลิวของเธอนี้ด้อยขนาดนั้น?”

       “ไม่ใช่ครับ ผมจะไปมีความหมายแบบนั้นได้ยังไง”

       “ไม่ต้องอธิบายแล้ว ฉันไม่สามารถโกรธได้หรอก เธอคิดว่าฉันเป็นคนที่แพ้ไม่ลงใช่ไหม”พ่อของหลิวเข่อซินมองไปยังเซียวปิงด้วยใบหน้าจริงจัง พูดด้วยน้ำใสใจจริงและแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้งว่า “จากการเล่นหมากรุกนี้ ฉันก็สามารถมองออกได้หลายจุด จุดแรก คนอย่างเธอนี้มีความคิดรอบคอบอย่างมาก ตอนแรกสุดอยากจะแพ้ให้ฉัน แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องชนะฉัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนแล้วแต่คิดเพื่อให้ฉันพึงพอใจก็เท่านั้นเอง ฉันไม่ชอบเด็กวัยรุ่นที่มีความคิดแบบน้ำกลิ้งบนใบบอน[1]เพื่อให้เข้าได้กับทุกฝ่าย แต่ฉันก็เข้าใจได้ อย่างไรๆเสียเธอกับเข่อซินก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ”

       “จุดที่สอง นิสัยของเธอซื่อสัตย์จริงใจ ถ้าเป็นคนอื่น ต่อให้ชนะฉัน ก็เกรงว่ายังต้องไว้หน้าฉันอยู่บ้าง แต่เธอกลับดี ฆ่าฉันตายอย่างราบคายโดยทันที”

       เซียวปิงฟังแล้วก็ยิ้มอย่างอายๆอยู่บ้างออกมา

       “จุดที่สาม ระดับการเล่นหมากรุกของเธอดีมากๆ ฉันประเมินว่าไม่ห่างจากระดับมืออาชีพแล้ว หายากนะ หายาก”

       นับว่าเซียวปิงมองออกแล้ว พ่อของหลิวเข่อซินเป็นชายแก่ที่ค่อนข้างหัวอนุรักษ์ สำหรับเขาแล้วสิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดไม่ใช่ความสามารถ สิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณลักษณะประจำตัว ดังนั้นที่ก่อนหน้านี้ที่เขาสีหน้าไม่ดีนั้น ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าศิลปะในการเล่นหมากรุกของเซียวปิงนั้นไม่ดี แต่เป็นเพราะรู้สึกว่าเป็นคนไม่ดี ชอบคุยโว

       ความสามารถไม่ถึงไม่เป็นไร โดยเฉพาะก็แค่เล่นหมากล้อมเท่านั้น แต่ถ้าความสามารถไม่พอและกลับขี้โม้นั้น นี่คือสาเหตุก่อนหน้าที่พ่อของหลิวเข่อซินไม่พึงพอใจ แต่ทว่าเมื่อเห็นเซียวปิงพลิกการแพ้ให้กลับมาชนะได้จริงๆแล้ว ยิ่งกว่านี้ยังฆ่าเขาตายเรียบไม่เหลือ พ่อของหลิวเข่อซินก็ไม่ได้โง่ เดาออกทันทีว่าตอนแรกเริ่มเซียวปิงคิดอยากจะอ่อนข้อให้เขา อายก็อายแต่อคติที่มีต่อเซียวปิงนั้นได้มลายหายสิ้นไปหมดแล้ว

       ขณะนี้ แม่ของหลิวเข่อซินยืนอยู่ตรงประตูเรียกให้ทุกคนไปกินข้าว พ่อของหลิวเข่อซินยืนขึ้น หัวเราะเสียงดังขึ้นมาว่า “แม่เอ๊ย ไปเอาเหล้าเหมาไถของบ้านเราออกมา ฉันจะดื่มกับเซียวปิงสักมื้อ”

       หลิวเข่อซินบ่นอุบอย่างน่ารักออกมาว่า “พ่อคะ ตอนเย็นพี่ปิงต้องขับรถกลับนะ”

       “ว้า พ่อกลับไม่ได้คิดถึงข้อนี้”

       เซียวปิงยิ้มตอบว่า “คุณอา ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่ไหวผมเอารถทิ้งไว้ที่นี่ พรุ่งนี้ค่อยขับกลับไป วันนี้ผมนั่งรถแท๊กซี่กลับไปก่อน”

       “ฉันเห็นว่าได้”พ่อของหลิวเข่อซินยิ้มตอบ “งั้นเย็นนี้เราสองคนมาดื่มกันสักมื้อ”

       แม่ของหลิวเข่อซินเห็นว่าทั้งสองคนเข้ากันได้ดีเช่นนี้ขึ้นมา ก็ยิ่งเห็นว่าเซียวปิงนั้นไม่ขัดหูขัดตาแล้ว หล่อนเข้าใจธรรมชาตินิสัยของผู้ชายของตนเป็นอย่างดี ที่สามีของตนชื่นชมที่สุดก็คือวัยรุ่นที่จริงใจ ถ้าหากรู้สึกไม่พอใจล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องดื่มเหล้าด้วยกัน ใบหน้าเย็นชาทางอ้อมนั้นก็นับว่าเป็นการไว้หน้าลูกสาวสุดที่รักของตนเองแล้ว เห็นอย่างนี้แล้วความประทับใจที่สามีของตนมีต่อเด็กผู้ชายคนนี้นั้นไม่เลวเลย

       แม่ของหลิวเข่อซินเชื่อในแววตาของผู้ชายตนเอง ถ้าผู้ชายของตนรู้สึกว่าไม่เลว งั้นโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่น่าจะด้อย

       ฝีมือของแม่ของหลิวเข่อซินนั้นดีมาก ทำอาหารหกอย่าง น้ำแกงหนึ่งชาม เพียงพอสำหรับสี่คนรับประทาน หล่อนนำเหล้าเมาไถออกมา หลังจากเปิดขวดแล้วก็วางไว้บนโต๊ะ เซียวปิงยืนขึ้นอย่างมีไมตรีจิตและเร่าร้อน รินเหล้าให้กับตนเองและพ่อของหลิวเข่อซิน แม่ของหลิวเข่อซินกลับไม่ดื่ม

       พ่อของหลิวเข่อซินยิ้มตอบว่า “เหล้านี้นักเรียนคนหนึ่งของฉันส่งมาให้ นักเรียนคนนั้นตอนนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จนิดหนึ่งแล้ว ยังคิดที่จะกลับมาเยี่ยมฉัน ของขวัญนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือความตั้งใจ ”

       เซียวปิงยิ้มตอบว่า “ให้เกียรติและเคารพคำสอนของครูบาอาจารย์เป็นการตกตะกอนทางประวัติศาสตร์ห้าพันปีของประเทศจีน ตามเหตุผลควรจะเป็นเช่นนี้”

       “ใช่แล้ว แต่ว่าสังคมปัจจุบันนี้ วัยรุ่นเช่นนี้มีไม่มากแล้ว”พ่อของหลิวเข่อซินยกแก้วขึ้น เซียวปิงก็รีบร้อนยกแก้วขึ้นมา ทั้งสองต่างดื่มคนละอึกเล็กๆ

       พ่อของหลิวเข่อซินวางแก้วเหล้าลง นำตะเกียบขึ้นมา มองไปยังเซียวปิง พูดด้วยใบหน้าที่ใคร่รู้ว่า “ฉันคิดไม่ออกอยู่เล็กน้อย เธออายุยังน้อย และยิ่งไม่ใช่นักเล่นหมากล้อมมืออาชีพ ศิลปะการเล่นหมากล้อมของเธอฝึกออกมาได้ยังไงกัน ที่บ้านเธอมีนักเล่นหมากรุกมืออาชีพ?”

       เซียวปิงถอนหายใจ ส่ายหัวและตอบว่า “ผมเป็นเด็กกำพร้า เติบโตขึ้นมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าครับ”

       พ่อของหลิวเข่อซินรู้สึกตกใจมาก มองไปยังเซียวปิงที่ท่าทางโดดเดี่ยวอ้างว้าง ก็กลับรู้สึกว่าตนต้องรับผิดชอบ รีบพูดออกไปทันทีว่า “โอ้ เข่อซินไม่เคยบอกกับฉัน ขอโทษนะ”

       “ไม่เป็นไรครับ”เซียวปิงยิ้มและส่ายหัว “ตั้งแต่เล็กจนโตผมชินแล้ว ยิ่งกว่านี้คุณน้าทั้งหลายที่เนอสเซอรี่ก็ต่างดีต่อผมมากๆ พวกหล่อนเหมือนกับคนในครอบครัวของผม”

       แม่ของหลิวเข่อซินถามว่า “งั้นเธอมาเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ได้ยังไงล่ะ”

       “เพราะนโยบายสนับสนุนของประเทศ บวกกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็อุปถัมภ์ให้ผมเรียนหนังสือ ต่อมาผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น หลังจากจบการศึกษาแล้วก็เข้าเป็นทหารในกองทัพอยู่หลายปี ได้สร้างคุณูปการเอาไว้บ้าง หลังจากรอจนปลดประจำการก็ได้รับการสนับสนุนทางการเงินมาจำนวนหนึ่ง ถึงสามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของร้านบะหมี่ที่เจียงเฉิงได้ เป็นเจ้าของร้านเล็กๆขึ้นมาได้น่ะครับ”

       “ไม่เลวๆ”พ่อของหลิวเข่อซินพูดอย่างชื่นชมว่า “เด็กวัยรุ่นเรียนดี ขยัน ทำอะไรจริงจัง เด็กที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาด้วยมือเปล่าเหมือนอย่างเธอนี่ ยิ่งผ่านไปเท่าไรก็ยิ่งน้อยลงแล้ว ฉันดูเธอแล้วนะ ไม่ช้าก็เร็วกิจการจะต้องประสบความสำเร็จรุ่งเรือง”

       แม่ของหลิวเข่อซินยิ้มพูดอยู่ข้างๆ “ขอเพียงแค่สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันของตัวเองให้ดี นั่นก็ดีกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว ทำกิจการยิ่งใหญ่อะไรกันล่ะ มา เซียวปิง อยู่ที่นี่ก็เหมือนกับอยู่บ้านของตัวเองนะ ไม่ต้องเกรงใจ กินข้าว”

       เซียวปิงยิ้มตอบออกมาว่า “ขอบคุณครับคุณน้า อาหารที่คุณน้าทำอร่อยมากๆ”

       ขอเพียงแต่เป็นผู้หญิงก็ชอบให้คนอื่นชมตนเองว่าสวย ชมตนเองว่าทำกับข้าวอร่อย แม่ของหลิวเข่อซินยิ้มจนปากไม่หุบขึ้นมาทันที

       หลิวเข่อซินมองดูภาพนี้อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าเซียวปิงทำให้พ่อแม่ของตนยิ้มจนปากไม่หุบได้ นี่ถึงถือว่าถอนหายใจได้อย่างโล่งอกอย่างแท้จริง ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาชั่วขณะ เห็นว่าพวกเขาต่างคุยกันได้เช่นนี้ ถ้าพี่ปิงเป็นแฟนของตนเองจริงๆ นั่นก็น่าจะดีมากๆเลยนะ….

[1] หมายถึง คนที่มีจิตใจเรรวน ไม่มั่นคง ไม่แน่นอน พูดจากลับกลอก แก้ตัวไปเรื่อย


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม