0 Views

        หลังจากที่ผ่านการฝึกสองวันไป หลิวเข่อซินก็ไม่อายเหมือนกับตอนแรกเริ่มแล้ว อย่างน้อยในแง่ของการจูงมือก็เปลี่ยนไปอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นมา ยิ่งกว่านี้สายตาในขณะที่พูดคุยกันก็เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิมอยู่บ้าง ในสายตานั้นราวกับเป็นประกายความสนิทสนมที่ไม่เหมือนกันกับแต่ก่อน แม้จะกล่าวว่าความสนิทสนมที่แนบแน่นอย่างอื่นนั้นไม่มีแน่นอน หลิวเข่อซินไม่น่าจะเป็นธรรมชาติ แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว อย่างไรเสียลูกสาวที่ท่าทางแบบนี้อย่างหลิวเข่อซิน จะสามารถทำพฤติกรรมที่มีลับลมคมในเหล่านั้นต่อหน้าพ่อแม่ของตนได้อย่างไรกันล่ะ ขอเพียงแค่การจูงมือและส่งสายตาให้กันอย่างง่ายๆนี้ไม่เผยพิรุธออกมาก็พอแล้ว

     แม้แต่เซียวปิงเองก็ไม่คิดว่าหลิวเข่อซินจะมีพรสวรรค์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ ผลของการฝึกนั้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกเริ่มอยู่มากทีเดียว!

    รอจนถึงตอนเย็น เซียวปิงและเย่เสี่ยวซีกำลังกินข้าวด้วยกัน เย่เสี่ยวซียกเรื่องของวันที่สองขึ้นมาพูดด้วยตนเอง ยิ้มถามออกมาว่า “พี่ปิง สองวันนี้พี่ฝึกกับหล่อนเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้หวั่นไหวเกินไปใช่ไหม”

    “จะเป็นไปได้ยังไง”เซียวปิงพูดอย่างตำหนิออกมา “เธอยังไม่เชื่อคุณสมบัติของพี่ปิง?พี่ปิงของเธอมีพฤติกรรมที่ซื่อสัตย์ซื่อตรงในความสัมพันธ์มาโดตลอด เห็นผู้หญิงสวยเหมือนกับเมฆที่ลอยไป บนโลกนี้มีผู้หญิงที่ไหนที่จะสามารถเข้ามาอยู่ในสายตาของพี่ปิงของเธอ เข้ามาอยู่ในใจของพี่ปิงของเธอได้ ?”

    เย่เสี่ยวซีฟังจนเคลิบเคลิ้ม แต่กลับฮึและบ่นอุบอิบออกมาอย่างน่ารักว่า “คนที่หลอกคนด้วยคำพูดน่าฟัง ฉันไม่เชื่อหรอก ไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้ามาอยู่ในสายตาฉันได้ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงเหรอไง?งั้นในเมื่อพูดแบบนี้ ฉันก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในสายตาของพี่ และก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในใจของพี่ใช่มะ?”

    “ไม่ใช่ เธอจะไปเหมือนกันได้ยังไง!”เซียวปิงตอบออกไปอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง “เธอไม่ใช่คน เธอเป็นนางฟ้า เป็นโชคดีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน”

    เย่เสี่ยวซียิ้มอย่างอ่อนหวานออกมา ผู้หญิงก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องดูคำพวกนี้ที่ผู้ชายพูดออกมา คุณชอบฟังหรือไม่ ผู้ชายที่พูดเป็นผู้ชายที่คุณชอบหรือไม่ ถ้าคุณรักผู้ชายคนนั้นจริงๆ แม้รู้ว่าพูดโกหกชัดๆ คุณก็ยังเชื่อ ยิ่งกว่านี้คำพูดนี้ของเซียวปิงไม่ใช่คำพูดจอมปลอม สำหรับเซียวปิงแล้ว เย่เสี่ยวซีเหมือนกับนางฟ้า และได้พุ่งถลาเข้ามาในใจเขาอย่างแรงตั้งนานแล้ว

     เย่เสี่ยวซียิ้มอย่างหวานหยาดเยิ้ม หวานเข้าไปข้างในใจของเซียวปิง หวานจนจะทำให้กระดูกของเซียวปิงละลาย

     เซียวปิงยืนขึ้นมาอย่างตกตะลึง ร่างกายโน้มไปบนโต๊ะ ยื่นศีรษะเข้าไป จูบไปเบาๆบนหน้าผากของเย่จื่อ เขาจูบอย่างอ่อนโยนมากๆ

     เย่เสี่ยวซีเลียริมฝีปากไปมา โอ้สวรรค์ เมื่อลิ้นชมพูลื่นไหลไปตามริมฝีปาก กลับเย้ายวนอย่างมิอาจหาอะไรเทียบได้ เด็กคนนี้ราวกับจะจงใจ ยิ้มพูดออกมาราวกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ “ทำไม ถูกเค้าดึงดูดเข้าแล้ว?”

     เด็กน้อย ที่แท้มายั่วฉัน!

     เซียวปิงเดินไปอีกฝั่งและอุ้มเย่เสี่ยวซีขึ้นมาทันที เย่เสี่ยวซีทุบเข้าไปบนตัวของเซียวปิง ตะโกนอย่างตกใจว่า “ทำอะไรอะ เสือผู้หญิงตัวเบ้ง”

     “ไปนอน!”เซียวปิงตะโกนเสียงดัง

     เย่เสี่ยวซีอายเล็กน้อย หน้าแดง บ่นอุบอย่างน่ารักว่า “นอนอะไรล่ะ เพิ่งจะกี่โมงเอง พี่ก็แค่บ้าผู้หญิงไม่จบไม่สิ้น”

     เซียวปิงยิ้มตอบด้วยใบหน้าชั่วร้าย “ในหัวเธอคิดอะไรอยู่ ฉันแค่พูดว่ากอดเธอนอนบนเตียงแค่นั้นเอง นอนไปคุยไปไม่ดีเหรอไง?”

     เย่เสี่ยวซีหน้าแดงไปทั้งหน้า บ่นอุบอิบว่า “เฮ้อ ผีเด็กตัวนี้ยอมให้พี่กอด”

     “งั้นเธอก็ไม่ใช่ผีเด็กแล้ว แต่เป็นผีผู้หญิง ผีสวยหยาดเยิ้ม”

     ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อเล่นกันไป เซียวปิงอุ้มเย่จื่อออกมาจากห้องกินข้าว เดินขึ้นไปชั้นบน สาวใช้ที่เห็นทุกอย่างระหว่างทางนั้นค่อยๆหันกลับมาดูทีละคนๆ กระทั่งสาวใช้ที่เดินผ่านเซียวปิงไปก็ตั้งใจแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น รู้ว่าต้องทำตัวยังไงเอามากๆ

     เย่เสี่ยวซีไม่สบายใจเป็นที่สุด สาวใช้ทั้งหลายในบ้านแน่นอนว่าทุกคนล้วนต้องคิดว่าตนเองกับพี่ปิงนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไปแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าพวกเขาตอนนี้ล้วนแล้วแต่บริสุทธิ์สะอาดกว่าใคร ทุกคืนที่นอนหลับนั้นนอกเหนือจากนอนอยู่บนเตียงด้วยกันแล้ว อะไรอย่างอื่นก็ไม่ได้ทำเลยจริงๆ เพียงแต่แค่ถ้าพูดอย่างนี้ออกไป ใครจะเชื่อล่ะ?

     ก่อนที่เย่เสี่ยวซีจะไปทำงานในเช้าวันที่สาม หล่อนได้นำผลงานแท้ๆภาพหนึ่งของท่านจางยงมาให้กับเซียวปิง จางยงเป็นหนึ่งในจิตรกรสมัยใหม่ที่วาดภาพธรรมชาติภูเขาแม่น้ำที่มีชื่อเสียงที่สุด ราคาที่สูงสุด ณ ปัจจุบันของผลงานของเขานั้นเกินสองล้าน เห็นได้ว่าผลงานที่แท้จริงของเขามีค่ามากขนาดนั้น

     สำหรับด้านการเขียนพู่กันและการวาดภาพนั้นเซียวปิงแค่เล่นๆไม่จริงจัง กระทั่งยังเคยติดต่อกับท่านจางยงมาแล้ว รู้มูลค่าของภาพภูเขาแม่น้ำภาพนี้เป็นธรรมดา จึงรีบร้อนปฏิเสธไป นี่ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาว่าแพงหรือไม่แพง ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตนเองเพิ่งพบกันครั้งแรกก็นำของขวัญที่แสนแพงขนาดนี้ไปให้ พ่อของหลิวเข่อซินจะรับไว้ได้เหรอ?ยิ่งกว่านี้ เมื่อถึงตอนนั้นฝ่ายตรงข้ามถามถึงตัวตนของตนเอง แล้วตัวเขาจะตอบไปว่ายังไง?หุ้นส่วนเล็กๆของร้านบะหมี่คนหนึ่งสามารถมอบของขวัญที่แสนแพงขนาดนี้ได้เหรอ?

     ตอนบ่ายก่อนที่เซียวปิงจะตกลงนัดหมายกันนั้น ก็ได้ไปซื้อเหล้าดีๆมาสองขวดก่อน จ่ายไปประมาณพันกว่าหยวน จากนั้นเซียวปิงก็ขับไปยังใต้ตึกของบ้านหลิวเข่อซิน

     ถือเหล้าสองขวดไปยังประตูบ้านของหลิวเข่อซิน เคาะไปที่ประตูเบาๆ คนที่มาเปิดประตูคือแม่ของหลิวเข่อซิน มองดูแล้วเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูภูมิฐาน แม้จะอายุสี่สิบกว่าแล้ว แต่ดูไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ สามารถมองออกเลยว่าตอนสาวๆต้องสวยมากแน่ๆ

     หลังจากที่หล่อนเห็นเซียวปิงเข้า โดยจิตใต้สำนึกนั้นก็พิจารณาเซียวปิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยดวงตาทั้งสอง สายตาแบบนั้นราวกับแม่ยายกำลังดูลูกเขยอะไรปานนั้น ยิ่งพินิจยิ่งพึงพอใจ ในที่สุดก็ยิ้มโดยผายมือต้อนรับว่า “เซียวปิงใช่ไหม รีบเข้ามาๆ ได้ยินเข่อซินของเราพูดถึงเธออยู่บ่อยๆ พูดว่าเธอดูแลหล่อนเสมอๆ ดีต่อหล่อนมากๆ ในที่สุดเธอก็ได้มาที่บ้านแล้ว จริงๆแล้วน่าจะต้องต้อนรับเธอให้ดีๆตั้งนานแล้ว”

     เซียวปิงยิ้มตอบไปว่า “คุณน้าสุภาพเกินไปแล้วครับ เป็นผมที่ควรจะมาเยี่ยมคุณอาคุณน้าตั้งนานแล้วถึงจะถูก”

     “ฮ่าๆ ไม่ต้องพูดแล้วล่ะ รีบเข้ามาเถอะ รีบเข้ามา คุณอาของเธอก็พูดถึงเธออยู่บ่อยๆ ดูเธอสิแค่มาก็พอแล้ว ยังเอาของมาทำไมน่ะ”

     ขณะนี้พ่อของหลิวเข่อซินก็ได้เดินออกมาจากห้องนอนแล้ว หลังจากเห็นว่าเซียวปิงนำเหล้าเกรดดีสองขวดส่งให้กับมือของแม่ของหลิวเข่อซิน ใบหน้าที่สุภาพเรียบร้อยก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาทันที “เซียวปิงเธอดื่มได้หน่อย?”

     “ได้ครับ”เซียวปิงผงกศีรษะและว่า “สวัสดีครับคุณอา”

     “อื้ม งั้นตอนเย็นเธอดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อย ยังหนุ่มยังแน่น ดื่มเหล้านิดหน่อยก็ยังดี อยู่ข้างนอกยุ่งแต่เรื่องคบค้าสมาคมตลอด โดยเฉพาะเธอที่เป็นพ่อค้าแบบนี้”

     “ใช่ครับๆ”เซียวปิงเปลี่ยนเป็นรองเท้าสลิปเปอร์เสร็จแล้ว

     ตอนนี้หลิวเข่อซินก็เดินออกมาจากข้างในห้อง หลังจากเห็นเซียวปิง ก็รีบเข้าไปกอดแขนเซียวปิงอย่างสนิทสนม หลังจากพ่อแม่ของหลิวเข่อซินเห็นภาพนี้เข้า แววตาก็เป็นประกายขึ้นมา

     แม่ของหลิวเข่อซินยิ้มตอบว่า “พวกเธอค่อยๆคุยกันไปก่อน อาหารยังทำไม่เสร็จน่ะ อีกสักครู่ค่อยกินข้าว”

     พ่อของหลิวเข่อซินพูดว่า “เข่อซิน ขอพ่อยืมตัวเซียวปิงหน่อยนะ เซียวปิง เล่นหมากรุกเป็นไหม”

     “หมากรุก?”เซียวปิงคิดเล็กน้อยแล้วจึงตอบว่า “เป็นนิดหน่อยครับ”

     “อื้ม เด็กวัยรุ่นเรียนรู้หมากรุกไว้หน่อยก็ไม่เลว เธอเล่นหมากรุกจีนหรือหมากล้อมล่ะ? ”

     “เป็นทั้งสองอย่างนิดหน่อยครับ”

     พ่อของหลิวเข่อซินส่ายศีรษะ “เป็นหลายอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่างก็ไม่ค่อยดีนะ งั้นเธอเลือกอันที่เธอถนัดละกัน เล่นเป็นเพื่อนฉันสักสองตา”

     “งั้นก็หมากล้อมละกันครับ….”

     แววตาของพ่อของหลิวเข่อซินปรากฏความชื่นชมออกมา แม้จะกล่าวได้ว่าเขาไม่คิดว่าเซียวปิงจะเล่นหมากรุกได้ดี เดาว่าน่าจะเล่นเป็นนิดหน่อยแค่นั้น แต่ว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ที่เล่นของที่ตกทอดกันมาตั้งแต่โบราณเป็นก็มีน้อยมากจริงๆ ดังนั้นเซียวปิงเล่นของพวกนี้เป็นนิดหน่อย ในท้ายที่สุดเขาก็ไม่มีทางผิดหวัง

     เซียวปิงช่วยพ่อของหลิวเข่อซินจัดกระดานหมากรุกแล้ว ทั้งสองคนจึงเริ่มเล่นหมากรุกกัน

     หลิวเข่อซินนั่งลงไปข้างๆเซียวปิง แอบกระทุ้งเซียวปิงและมองไปยังเขา

     เซียวปิงคิดในใจ เข่อซินกลัวว่าเขาจะไม่รู้เรื่องไปล่วงเกินท่านเข้า ก็ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นฉันก็ยอมให้เขาก็ไม่เป็นไรแล้ว

     ด้วยเหตุนี้ ตอนเริ่มเดินหมาก หลังจากเซียวปิงแกล้งทำเป็นลงไปดีๆไม่กี่ตัว อย่างรวดเร็วก็ตั้งใจยอมให้พ่อของหลิวเข่อซินได้เดินตาดีๆ จงใจเดินผิดไป

     เมื่อตอนที่พ่อของหลิวเข่อซินเริ่มนั้น ในแววตายังพาอารมณ์ขันออกมา แต่ก็ขมวดคิ้วออกมาอย่างรวดเร็ว พูดในใจว่า เด็กวัยรุ่นก็เป็นเด็กวัยรุ่นตามคาด เท่าที่ประเมินดูแล้วก็ไม่รู้ว่าไปเรียนการเริ่มเดินหมากรุกเช่นนี้มาจากไหน รอจนถลำลึกเข้าไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงแล้ว คิดอยากจะให้เด็กวัยรุ่นนี้เข้าใจว่าจะต้องเดินยังไง ดูท่าแล้วก็ยังยากมากทีเดียว

     เมื่อเห็นว่าความสามารถของเซียวปิงห่างชั้นมากเกินไป พ่อของหลิวเข่อซินจึงไม่ค่อยสนุกแล้ว สีหน้าผิดหวัง เดินตะลุยเข้าไป พยายามฆ่าฝ่ายของเซียวปิงให้ตายก่อนจะถึงตอนกลางของเกม

     หลิวเข่อซินมองไปยังสีหน้าของพ่อของตน ในใจก็กระวนกระวาย เดิมทีที่หล่อนบอกเป็นนัยกับเซียวปิง ความหมายก็คืออย่าไปยอมพ่อเด็ดขาด มีฝีมือเท่าไรก็เอาออกมาใช้ เดิมทีหลิวเข่อซินไม่เคยได้ยินว่าเซียวปิงเล่นหมากล้อมเป็น แต่หล่อนเข้าใจระดับของพ่อตนเองมากๆ นับว่าเป็นประเภทมือสมัครเล่นอันดับต้นๆในการเล่นหมากรุกอย่างแท้จริง หล่อนรู้สึกว่าแม้เซียวปิงจะเล่นอย่างจริงจังก็ล้วนเอาชนะไม่ได้ ถ้าไม่จริงจังล่ะก็ อาจจะต้องแพ้อย่างน่าสมเพชไปหน่อย

     พ่อของหลิวเข่อซินไม่ค่อยเหมือนกับคนอื่นเท่าไร ที่เขาชอบมากที่สุดคือคนมีการศึกษา รู้เรื่องเปียโน เล่นหมากรุก เขียนตัวหนังสือ วาดภาพประเภทนี้เป็นดีที่สุด มีความรู้ในสาขาวิชาเหล่านั้นคือยอดเยี่ยมที่สุด สำหรับทำการค้านั้นจริงๆแล้วไม่ค่อยชอบเอามากๆ แต่ก็พูดคัดค้านออกไปไม่ได้มากเท่าไร

     แต่ตัวตนของเซียวปิงก็คือพ่อค้า อย่างน้อยความประทับใจอันแรกสุดนั้นก็พูดได้เพียงแค่ว่าไม่ดีไม่แย่ แต่แค่ทั่วๆไปเท่านั้น แต่พ่อของหลิวเข่อซินมีความชอบด้านการเขียนพู่กันจีน วาดภาพ เล่นหมากรุกเหล่านี้เป็นต้นอยู่มากๆ และก็ชอบวัยรุ่นที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้อยู่มาก ถ้าเซียวปิงแสดงความสามารถด้านการเล่นหมากล้อมของตนเองออกมา จะต้องเอาชนะความประทับใจของพ่อได้อย่างแน่นอน หลิวเข่อซินจึงหวังว่าเซียวปิงจะลงหมากอย่างดีๆ ถึงจะแพ้ก็อย่าแพ้อย่างน่าสมเพชเกินไป

     แม้ว่าตอนเริ่มต้นเซียวปิงจะเข้าใจความหมายผิดไป แต่ก็ตระหนักได้ถึงท่าทางที่กังวลและสิ้นหวังของหลิวเข่อซินได้อย่างรวดเร็ว บวกกับการแสดงออกทางสีหน้าที่สิ้นหวังไม่น่าสนใจ ก็เดาออกได้ทันใดว่าเกรงว่าเมื่อครู่นี้ตนเองเข้าใจผิดไปแล้ว ดูท่าแล้วหลิวเข่อซินไม่ได้ให้ตนเองยอม แต่ให้ตนเองชนะต่างหาก!

     เซียวปิงเข้าใจกระจ่างว่าต้องทำยังไงแล้ว จึงเริ่มศึกษาการเดินหมากของตนอย่างละเอียด พินิจพิเคราะห์อย่างจริงจังขึ้นมา

     พ่อของหลิวเข่อซินถอนหายใจออกมาว่า “เด็กน้อยเอ๊ย หมากล้อมเหล่านี้ล้วนเป็นศิลปะที่สืบต่อกันมาเก่าแก่ที่สุดของประเทศเรา มรดกอันยอดเยี่ยมทางวัฒนธรรมของจีนมิอาจสูญหายไปได้ ฉันดูระดับของเธอแล้ว ถือว่าเป็นแค่ระดับประถมเท่านั้น กระดานนี้เธอยอมแพ้เถอะ”

     เซียวปิงยิ้มขึ้นมา แววตาเป็นประกาย ยิ้มพูดออกมาด้วยใบหน้าที่มั่นใจ “นั่นอาจไม่แน่ครับ!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม