0 Views

วันที่สอง เซียวปิงและเย่จื่อเพิ่งจะเดินเข้าห้องทำงาน เลขาฯหลี่ก็เดินเข้ามา หล่อนมองไปยังเซียวปิงและเย่จื่อด้วยใบหน้าที่เคารพเลื่อมใสและยิ้มพูดไปว่า “คุณหนูสอง คุณเซียวปิงคะ วันนี้เมื่อตอนที่เพิ่งจะเช้านั้น คนจำนวนมากที่ได้ลาออกไปก่อนหน้าล้วนแล้วแต่กลับมากันแล้ว มาหาดิฉันทีละคนๆขอให้ส่งใบลาออกก่อนหน้ากลับมา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่พูดว่าเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แค่คืนเดียวก็คิดกระจ่างแจ้งแล้ว เพราะว่าดิฉันได้นำใบลาออกส่งมาให้คุณหนูสองหมดแล้ว ดังนั้นจึงให้พวกเขารออยู่ที่ห้องทำงานดิฉันสักครู่แล้วค่อยให้มาพูดกับคุณหนูสองด้วยตัวเอง”

เย่เสี่ยวซีมองไปยังเซียวปิงอย่างตกใจ แต่กลับเห็นรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเขา ราวกับคาดการณ์ไว้เช่นนี้ก่อนแล้ว มีพี่ปิงอยู่ข้างกายช่างรู้สึกไว้ใจได้จริงๆ….

เย่เสี่ยวซียิ้มตอบว่า “งั้นให้พวกเขาทั้งหมดเข้ามาเถอะ”

“ค่ะ ดิฉันจะให้พวกเขาเข้ามา”

อย่างรวดเร็ว ชายหกหญิงหนึ่งก็รีบเร่งเดินเข้าไปยังห้องทำงานของเย่เสี่ยวซี เพิ่งจะเดินเข้ามา ผู้หญิงหนึ่งเดียวในนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง ร้องไห้ออกมาว่า “คุณหนูสอง ดิฉันมีความผิด ดิฉันไม่ควรมายื่นเรื่องลาออกในตอนที่บริษัทต้องการดิฉันในตอนนี้เลย ขอความเมตตาจากคนในตำแหน่งสูงอย่างคุณหนูให้อภัยดิฉันสักครั้ง ทั้งหมดเป็นเพราะดิฉันไม่รู้เรื่อง ครั้งต่อไปจะไม่ทำความผิดอีกแล้วค่ะ! ”

เย่เสี่ยวซีเคยเห็นผู้หญิงคนนี้จากบนแฟ้มข้อมูล จำได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือผู้จัดการฝ่ายการวางแผนจางชิวจวี๋ อายุสามสิบกว่าแล้ว โดยปกติอยู่ในบริษัทแล้วเป็นผู้มีความสามารถและความฉลาด ตัวหล่อนเองก็ไม่มีเบื้องลึกอะไร แต่กลับทำงานจากระดับพื้นๆต่อสู้ขึ้นมาถึงตำแหน่งในตอนนี้ ความสามารถโดดเด่นกว่าคนทั่วไปเป็นธรรมดา

คนอื่นๆก็ล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานของบริษัท มีหลายคนที่เย่เสี่ยวซีไม่คุ้นเคย จริงๆแล้วเย่จื่อเพิ่งจะลงมือทำงาน ทั้งบริษัทมีคนงานเกินกว่าหนึ่งพันคน นี่ถือว่าเป็นบริษัทแม่เท่านั้น ถ้านับบริษัทย่อยก็หลายพันคน เย่เสี่ยวซีนับว่าฉลาด ระยะเวลาเพียงไม่นานก็สามารถจำคนที่อยู่ในระดับสูงได้แม่นแล้ว ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

แต่ว่าสามคนในนั้นไม่ใช่แค่เฉพาะเย่เสี่ยวซีที่คุ้นเคย แม้แต่เซียวปิงก็ยังรู้จัก สามคนนั้นคือคนที่ไม่กี่วันก่อนนั่งอยู่ในตำแหน่งกรรมการด้วยกันกับจงฮั่นเฉิน นั่งอยู่ในตำแหน่งสมาชิกของคณะกรรมการ นอกเหนือจากจงฮั่นเฉินและซ่าวไป่เซิ่งที่ไม่เคยปรากฏตัวเลยแล้วนั้น กรรมการสามคนที่เหลือล้วนมากันครบ

เย่เสี่ยวซียิ้มพูดมาว่า “ผู้จัดการจาง คุณทำอะไรน่ะ คิดไม่ออกแค่ช่วงเวลาหนึ่งเป็นเรื่องปกติ รีบยืนขึ้นมาเถอะ”

จางชิวจวี๋ลังเล ยืนขึ้นมาด้วยใบหน้าหงุดหงิด

กรรมการสามคนนั้นกลัวจะเสียหน้า จึงยืนอยู่ตรงนั้นไม่กล้าพูดอะไร คนอื่นๆในนั้นกลับล้วนแล้วแต่ยอมรับผิดอย่างจริงใจ ผู้จัดการแผนกในนั้นที่ลาออกล้วนแล้วแต่มากันหมดแล้ว พนักงานสองคนที่ลาออกพร้อมกับจางชิวจวี๋และพนักงานสองคนในแผนกรักษาความปลอดภัยก็ล้วนแล้วแต่มากันหมดแล้ว

เย่เสี่ยวซีตั้งใจเอากรรมการทั้งสามไว้อีกด้านหนึ่ง ไม่ใส่ใจพวกเขา พูดกับคนอื่นๆว่า “ตอนนี้ความเปลี่ยนแปลงในระดับผู้นำของบริษัทนั้นมีอยู่มาก พวกเราตระกูลเย่เองก็เกิดเรื่องราวมากมาย ในใจของพวกคุณไม่เป็นสุขข้อนี้สามารถเข้าใจได้ ผู้จัดการจาง ฉันอยากถามสักหน่อย การลาออกของคุณได้รับการยุยงจากใคร”

สีหน้าของจางชิวจวี๋เปลี่ยนไปอย่างดูไม่ได้ขึ้นมา  สีหน้าของหนึ่งในคณะกรรมการก็เปลี่ยนไปอย่างดูไม่ได้ขึ้นมาเช่นเดียวกัน เย่เสี่ยวซีหัวเราะอย่างเย็นชาออกมาสองครั้ง บนตัวของเด็กหญิงที่อยู่ในวัยเดียวกันนั้นไม่ได้มีความสามารถที่แอบซ่อนเอาไว้กันทุกคน สายตาของพนักงานเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เปลี่ยนไปแล้ว ในตอนนี้พวกเขาถึงค่อยตระหนักได้ว่า คุณหนูสองที่พวกเขาคิดมาตลอดว่าสามารถเอามาเล่นอยู่ในมือได้ตามอำเภอใจนั้นไม่ได้เพียงแค่เฉียบขาดเหี้ยมโหดเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถที่แอบซ่อนไว้อยู่เต็ม พวกเขาคิดว่าใช่แน่ ตระกูลเย่ในท้ายที่สุดก็คือตระกูลเย่ มังกรมักจะออกลูกเก้าตัว ลูกทั้งเก้าตัวไม่เหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นมังกรทั้งสิ้น!

เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และเห็นถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่อย่างดุเดือดรุนแรงนี้ของเย่เสี่ยวซี ในใจของพวกเขาก็ตื่นกลัวขึ้นมา

น้ำเสียงของเย่เสี่ยวซีเปลี่ยนไปอย่างเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามขึ้นมา “แล้วก็แล้วไป คุณไม่อยากพูด ฉันก็ไม่อยากถามอีกแล้ว ในช่วงเวลาที่อ่อนไหวของบริษัท ตัวฉันเองก็หวังว่าแต่ละท่านจะร่วมลงเรือลำเดียวกันกับฉัน ช่วยบริษัทก้าวผ่านความยากลำบากไปด้วยกัน ฉันเย่เสี่ยวซีแม้ว่าอายุยังน้อย แต่ก็รู้จักตอบแทนบุญคุณ บริษัทเลี้ยงดูพวกคุณ ให้ตำแหน่งพวกคุณ ให้เงินเดือนพวกคุณก้อนโต ถ้าเปลี่ยนเป็นคนที่รู้ผิดชอบชั่วดีแล้วล่ะก็ ในช่วงเวลานี้ควรจะเปลี่ยนข้างหรือทดแทนบุญคุณ”

คนเหล่านี้มีสีหน้าละอาย เย่เสี่ยวซีพูดต่อไปว่า “อีกแง่หนึ่ง ฉันเย่เสี่ยวซียังอายุน้อย ยังไม่เคยมีประสบการณ์บริหารบริษัทมาก่อน ถ้าในเวลานี้ทุกคนต่างช่วยประคองฉันอย่างเต็มกำลัง ในอนาคตฉันจะไม่คิดถึงวันนี้ที่ทุกคนดีต่อฉันเลยเชียวเหรอ”

เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างก้มหัวลงทีละคนๆ น้ำเสียงของเย่เสี่ยวซีก็อบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย พูดต่อไปว่า “แต่ละท่านล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีคุณูปการที่ทำให้บริษัทของพวกเราก้าวหน้ามาจนถึงวันนี้ ในฐานะของประธาน ฉันระลึกถึงผลงานที่พนักงานหลายพันคนในบริษัททำให้อย่างซาบซึ้งใจ ในเมื่อวันนี้ทุกคนคิดอยากจะกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งอีกครั้ง เรื่องราวเมื่อวานนี้ ฉันเย่เสี่ยวซีก็จะขีดฆ่าทิ้งไปซะ ”

เมื่อคนเหล่านี้ฟังแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก  เย่เสี่ยวซีมองไปยังผู้จัดการแผนกการวางแผนจางชิวจวี๋และพนักงานสองคนที่ส่งจดหมายลาออกพร้อมกันกับหล่อนและพูดว่า “ทุกคนกลับไปกันได้แล้ว กลับไปยังตำแหน่งของตน ตอนนี้นอกเสียจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยที่เปลี่ยนไปแล้วนั้น ท่านอื่นๆกลับไปรับผิดชอบงานในตำแหน่งของตนเองได้ พวกคุณสองคนอยู่ที่นี่ก่อน”

“คุณหนูสอง ไม่ใช่สิ ท่านประธาน ขอบคุณความใจกว้างของท่านมากๆ หลังจากกลับไปทำงานแล้วแน่นอนว่าผมจะยิ่งขยันทำงานขึ้นไป ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ”

“ท่านประธาน จากนี้ไปดิฉันรับรองว่าจะไม่ทำผิดอีกแล้วค่ะ”

คนเหล่านี้พลางพูดความจังรักภักดีไปทีละคนๆ พลางออกจากห้องไปด้วยความหวาดกลัว กรรมการสามคนที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งล้วนแล้วแต่มีสีหน้าอับอาย เพราะมีบางคนในกลุ่มคนที่ลาออกนี้เป็นคนที่พวกเขายุยงเอง แต่ตอนนี้กลับถูกเย่เสี่ยวซียั่วแหย่เข้าหน่อยก็ทำให้พวกเขาทั้งหมดขอร้องที่จะกลับมากันเอง นี่เป็นการตีแสกหน้าพวกเขาอย่างสิ้นเชิง แถมยิ่งเป็นการตีป้าบๆเข้าให้อีกด้วย

หลังจากคนเหล่านี้ออกไปแล้ว เย่เสี่ยวซีจึงมองไปยังพนักงานสองคนในแผนกวางแผนอีกครั้งและพูดว่า “เพราะว่าปกติแล้วความสามารถของพวกคุณทั้งสองนั้นไม่เลว ตอนนี้เป็นเวลาที่บริษัทย่อยของเมือง H ต้องการใช้คนพอดี ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะย้ายพวกคุณทั้งสองไปทำงานที่เมือง H ไม่ต้องพูดเหตุผลใดๆกับฉันทั้งนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่อย่างนั้นก็ลาออก พวกคุณก็น่าจะดูออกใช่ไหม ถ้าจัดการที่จะทำตามแล้ว ตอนนี้ก็ไปหาเลขาฯหลี่ ให้หล่อนช่วยพวกคุณจัดการเรื่องงาน บอกว่าฉันอนุญาตแล้ว ”

“ครับ….”

สีหน้าของทั้งสองดูไม่ดีเท่าไร แต่ก็ทำได้เพียงแค่รับคำ อย่างไรเสียพวกเขาก็ออกจากงานนี้ไม่ได้

เซียวปิงปรากฏแววตาชื่นชม ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เซียวปิงสอนหล่อน สีหน้าของกรรมการทั้งสามคนนั้นยิ่งเพิ่มความดูไม่ได้เข้าไปใหญ่ รู้ตั้งนานแล้วว่าไม่ควรใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ชั่วร้ายเลย  ตอนนี้ยังดีไก่ยังไม่ถูกขโมยแต่กลับต้องเสียข้าวไปหนึ่งกำมือ[1] และยังมาล่วงเกินประธานคนใหม่อีก คุณหนูสองอาจจะไม่มีประสบการณ์ของการเป็นผู้นำจริงๆ แต่ระดับสติปัญญาในการจัดการเรื่องต่างๆของหล่อนกลับไม่แพ้คุณหนูใหญ่และคุณชายใหญ่ที่เสียไปแม้แต่น้อยเลย

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้สำคัญมากกว่ามีประสบการณ์อยู่ตั้งมาก เพราะความสามารถชนิดนี้เป็นความสามารถที่อยู่ในกระดูก ประสบการณ์กลับสามารถเพิ่มพูนได้ด้วยเวลา ตอนนี้ในใจพวกเขารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปอย่างถึงที่สุดแล้ว

หลังจากให้พนักงานเหล่านั้นออกไปหมดแล้ว เย่เสี่ยวซีถึงมองไปยังกรรมการสามคนนั้นและพูดด้วยรอยยิ้มออกไปว่า “คุณอาแต่ละท่าน นั่งเถอะ ยืนอยู่ตรงนั้นทำอะไรคะ ที่มาวันนี้มีอะไรมาชี้แนะไหม โอ๊ะ พรุ่งนี้ถึงเวลาที่จะให้คำตอบหนูแล้วว่าจริงๆแล้วยินดีที่จะให้หนูนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานหรือไม่ ยังมีเวลาคิดอย่างละเอียดรอบคอบสองวัน พรุ่งนี้ให้คำตอบหนู”

กรรมการหนึ่งในนั้นฝืนยิ้มออกมาว่า “คุณหนูสอง ท่านพูดเช่นนี้ได้ที่ไหน ท่านเป็นหุ้นส่วนที่เยอะที่สุดของบริษัท ยิ่งกว่านี้ยังเป็นผู้สืบทอดของตระกูลเย่แค่เพียงคนเดียว ถ้าบริษัทไม่ถูกตัดสินใจโดยท่านที่เป็นเจ้าของแล้ว….นั่น….ก่อนนั้นเป็นเพราะความคิดมั่วซั่วของคนแก่อย่างพวกเรา ถึงคิดไปโดยไม่คำนึงความเป็นจริง….โดยเฉพาะไปฟังตาแก่สองคนอย่างจงฮั่นเฉินและซ่าวไป่เซิ่งยุยงด้วยแล้ว พวกเราละอายแก่ใจ!”

“ใช่แล้ว คุณหนูสอง พวกเรามาขอโทษคุณหนูอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะ”

เย่เสี่ยวซีแกล้งถามไปอย่างตกใจว่า “พูดแบบนี้พวกคุณอาไม่คัดค้านที่หนูจะเป็นประธานแล้ว?”

“ไม่คัดค้านแล้วๆ ตามจริงแล้วเดิมทีพวกเราก็ไม่คัดค้าน แต่ก่อน แท้จริงแล้วนั้นคือพวกเรายังไม่เข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ ไม่ถูก เดิมทีแล้วไม่มีสำนึกน่ะ ยังหวังว่าคุณหนูสอง….ไม่ใช่….ท่านประธานผู้เป็นใหญ่และมีอำนาจ อย่าคิดเล็กคิดน้อยเหมือนกับพวกเราเลย”

เย่เสี่ยวซียิ้มตอบว่า “คุณอาแต่ละท่านเก่งกาจมาก หนูอายุยังน้อยมาก ขาดประสบการณ์ทำงาน ต่อไปถ้ามีส่วนไหนไม่เข้าใจ ก็ยังต้องการคำชี้แนะเพื่อแก้ไขจุดผิด งั้นหนูไม่ให้คุณอาแต่ละท่านอยู่ที่นี่นานแล้ว พวกคุณอาอยู่ที่บ้านรอนับเงินอย่างสบายใจก็พอแล้วค่ะ หนูรับประกันว่าบริษัทจะต้องเจริญรุ่งเรืองต่อไปแน่นอนค่ะ ขอเพียงแค่ไม่มีคนเลวมายุยง บริษัทก็จะสามารถก้าวหน้าได้ต่อไป”

“ใช่ ใช่ ทั้งหมดเป็นเพราะคนเลวยุยง” ทั้งสามคนตอบมาอย่างอายๆเล็กน้อย “งั้นพวกเราไปก่อน ไปละนะ”

ทั้งสามคนนี้ต่างก็ออกไปแล้ว ในห้องทำงานเหลือเพียงแค่เย่เสี่ยวซีกับเซียวปิงสองคน เย่เสี่ยวซีร้องเย่ออกมา ร้องตะโกนเสียงดังพร้อมทั้งกระโดดโลดเต้น ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างมีความสุขไปทั้งหน้า ทิ้งตัวไปบนตัวของเซียวปิง จูบไปที่ปากเขา ยิ้มพูดว่า “พี่ปิง ฉันรักพี่มากๆเลย วิกฤตได้มลายหายไปแล้ว”

เซียวปิงลูบริมฝีปาก หัวเราะแหะๆว่า “จูบเบาๆแค่เนี้ยนะ ไม่งั้นมาจูบแบบเฟรนช์คิสเถอะ”

“ไม่เอา” เย่เสี่ยวซีเตะไปบนขาของเซียวปิงพร้อมกับฮึออกมาอย่างน่ารัก เซียวปิงตั้งใจแกล้งทำเป็นร้องโอ๊ย โอ๊ยอย่างเจ็บปวดออกมา

รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่เสี่ยวซีซ่อนไว้ไม่อยู่จริงๆ ช่วงสองวันนี้หล่อนปวดหัวมากๆ ที่บ้านทิ้งบริษัทใหญ่โตขนาดนี้ไว้ให้ หล่อนกลัวว่าตัวเองจะทำลายสติปัญญาและกำลังทั้งชีวิตที่พ่อสร้างมา ตอนนี้ในที่สุดความกดดันก็ถูกปลดปล่อยไปแล้ว จึงยิ้มออกมาด้วยความสุขทั้งใบหน้าเป็นธรรมดา

เซียวปิงมองหล่อนที่ท่าทางมีความสุขแล้วก็ยิ้มพูดไปว่า “เธอไม่ต้องขอบใจฉัน ที่ฉันทำได้ก็มีเท่านี้ เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องบริหารจัดการจริงๆในภายหลังนั้น ฉันทำไม่ได้ เธอต้องพึ่งตัวเองถึงจะถูก ไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็พยายามไปขอคำแนะนำจากเลขาฯหลี่ให้มากๆ ฉันคิดว่าหล่อนน่าจะพึ่งได้”

“อืม ฉันจะทำ”

เมื่อพูดถึงเลขาฯหลี่ เลขาฯหลี่ก็มาเคาะประตู เย่จื่อจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย กลับไปนั่งที่ใหม่อีกครั้ง และว่า “เข้ามาสิ”

เลขาฯหลี่ผลักประตูเข้ามาจากด้านนอก แววตามองไปยังคุณหนูสองด้วยความเคารพและยิ้มพูดไปว่า “วิธีของคุณหนูสองเมื่อครู่นี้ถือว่าชาญฉลาดมากจริงๆ เหลือจางชิวจวี๋ไว้ที่นี่ แต่ให้คนสนิทสองคนของหล่อนไปที่อื่น แบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่ถอดกรงเล็บของหล่อน แต่เป็นการลงมือเตือนให้คนรู้สึกสั่นสะเทือนขึ้นมาบ้าง ให้คนอื่นๆรู้ว่าบริษัทนี้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆก็คือคุณหนูสอง โอ๊ะ ดิฉันต้องเรียกท่านว่าท่านประธานแล้ว”

เย่เสี่ยวซียิ้มตอบว่า “เอาล่ะ พูดเรื่องที่จะพูดจริงๆเถอะ”

“คืออย่างนี้ค่ะ บ่อนพนันใต้ดินของกรรมการซ่าวไป่เซิ่งถูกปิดไปแล้ว ซ่าวไป่เซิ่งก็ถูกจับตัวไปแล้วเมื่อคืนกรรมการจงฮั่นเฉินถูกคนแทงไปสองแผล เข้าไปนอนโรงพยาบาลแล้ว แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็กลัวจนเกินจะทนไหว วันนี้เขาโทรศัพท์มา ต้องการให้เอาหุ้นในมือทั้งหมดขายให้กับท่านประธาน ท่านคิดว่าได้ไหมคะ”

เย่เสี่ยวซียิ้มตอบว่า “ไม่มีปัญหาแน่นอน คุณช่วยฉันจัดการเรื่องนี้ก่อนเถอะ ร่างเอกสารออกมา”

“ได้ค่ะ ท่านประธาน คุณเซียว ดิฉันขอไปร่างเอกสารก่อน”

รอให้เลขาฯหลี่ออกไป เย่เสี่ยวซีจึงมองไปทางเซียวปิง ขมวดคิ้วถามว่า “พี่ปิง เรื่องบ่อนพนันใต้ดินพี่เป็นคนทำ?”

เซียวปิงยิ้มตอบว่า “เป็นฉันแจ้งความเองแหละ ครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่ปิดบ่อนเท่านั้นนะ ยังมีข้อกล่าวหาให้กับตัวเขาอีก ในมือเขาคนนี้เดิมทีไม่สะอาดอยู่แล้ว เกรงว่าในชีวิตนี้เขาต้องอยู่แต่ในคุกออกมาไม่ได้แล้ว”

“รอยแทงสองแผลของจงฮั่นเฉิน การลงมือของจางซือถูไม่ใช่ว่าโหดเกินไปเหรอ….”

“ฉันคิดว่ากำลังดี ไม่อย่างนั้นเช้าวันนี้คนพวกนี้ทั้งหมดจะกลับมาทำงานเองไหม หลังจากพวกเขาได้ยินข่าว จึงกลัวขึ้นมา รวมทั้งกรรมการทั้งสามคนนั้นก็กลัวด้วยเช่นกัน ” เซียวปิงทอดถอนใจออกมา “เธอยังเด็กเกินไป และยังใสเกินไป ยิ่งกว่านี้เธอยังเป็นเด็กผู้หญิง ต่อไปเรื่องพวกนี้ส่งมาให้ฉันจัดการเถอะ”

เย่เสี่ยวซีตอบอย่างลังเลออกมาว่า “ฉันแค่คิดว่ามันอำมหิตเกินไปน่ะ แล้วก็โหดร้ายเกินไป”

เซียวปิงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ เสี่ยวเย่จื่อ ฉันพูดให้เธอฟังแค่ประโยคเดียวเท่านั้น เวไนยสัตว์ทั้งหมดล้วนเป็นโพธิสัตว์ คนเหี้ยมโหดก็ย่อมต้องถูกคนที่เหี้ยมโหดกว่าทำให้ทุกข์ทรมานเป็นธรรมดา ฆ่าคนชั่วร้ายจำนวนมหาศาลไปให้สิ้น ปีศาจที่ไม่เป็นสองรองใครถึงจะกลายเป็นพุทธะที่เมตตา  คนที่ทำเรื่องโหดเหี้ยมย่อมต้องมีคนที่เหี้ยมกว่ามาจัดการเขา ฆ่าทิ้งเหล่าปีศาจที่อยู่ในตัวของเหล่าคนชั่ว ในทางกลับกันไม่ได้กลายเป็นพุทธะที่เมตตาเหรอ ดังนั้นตั้งแต่โบราณจนถึงตอนนี้ก็ยังมีการใช้การฆ่าเพื่อหยุดการฆ่า….สั่งสอนสองคนนั้น แต่สามารถรักษาความสงบของบริษัทไว้ได้ สามารถทำให้พนักงานเป็นพันของบริษัทมาทำงานได้อย่างสบายใจได้ ไม่อย่างนั้นถ้าบริษัทเกิดล้มขึ้นมา จะมีคนเกิดเรื่องโชคร้ายมากแค่ไหน ใครจะไปรู้ล่ะ”

เซียวปิงยิ้มพูดออกมาอย่างบางเบา “ฆ่าคนเดียวแต่ช่วยใต้หล้าไว้ คนๆนี้ไม่ควรถูกฆ่า?ควรที่จะฆ่าต่างหาก!”

เซียวปิงยิ้มแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยพลังที่โหดเหี้ยม

—————————————-

[1] เป็นการอุปมาว่า เดิมทีคิดอยากได้ของถูกแต่กลับต้องสูญเสียมากกว่าแทน

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม