0 Views

ทั้งสองเดินออกจากโรงพยาบาล แล้วมุ่งหน้าไปยังรถที่จอดรออยู่ พลางเซียวปินกล่าว “เธอหมายความว่า ราชาสวรรค์เขตเหนือส่งนักฆ่ามางั้นเหรอ?”

“อืม” เย่จื่อน้ำเสียงจริงจัง “พวกเขาไม่ต้องการเอาชีวิตพี่ แค่อยากให้พี่บาดเจ็บ เพื่อในวันประลองพี่จะได้แสดงฝีมือออกมาไม่สุดไง แบบนั้นก็เท่ากับพวกเขาชนะ แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะสามารถให้คนตาบอดนั่นฆ่าพี่กลางสังเวียนได้!”

ทั้งสองยัดตัวลงในรถ ส่วนพวกบอดี้การ์ดก็ถูกแบ่งออกเป็นสองพวก  มีสามคนนั่งไปกับเย่จื่อและเซียวปินด้วย ส่วนที่เหลือก็ขึ้นรถอีกคัน แล้วขับนำเปิดทางให้

เซียวปินขานรับ กล่าวยิ้มๆ “แบบที่เธอว่ามีความเป็นไปได้สูงสุดจริง… ดูท่า เจ้าคนตาบอดนั่นจะสำคัญกับเธอมาก ไม่งั้นเธอคงไม่โกงด้วยวิธีสกปรกแบบนี้ ให้ราชาสวรรค์ต้องเสียชื่อเหรอก”

เย่จื่อกล่าว “ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การมาวิเคราะห์เรื่องพวกนี้ แต่เป็นจะทำยังไงในวันนั้นต่างหาก พี่ปิน พี่ก็ได้ยินแล้วนี่ หมอบอกว่าห้ามออกแรงที่แขนขวาเด็ดขาด เพราะฉะนั้น เรื่องอีกสามวันต่อจากนี้ พี่ก็ยกเลิกไปเถอะ”

“จะพูดยังไงล่ะ?” เซียวปินหัวเราะ “ให้บอกว่าวันนี้ฉันถูกลอบทำร้ายจนไม่สามารถขึ้นสังเวียนได้น่ะเหรอ? ฉันไม่กลัวตัวเองจะกลายเป็นที่หัวเราะของพวกในวงการใต้ดินเหรอกนะ เพราะเดิมทีฉันก็ไม่ได้อยู่ในวงการนั้นอยู่แล้ว แต่นั่นก็เท่ากับฉันยอมแพ้ ยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายนั้นสิ แล้วแบบนี้ ต่อไปฉันจะไปหาเรื่องราชาสวรรค์เขตเหนืออย่างเปิดเผยได้ยังไงอีกล่ะ?”

เย่จื่อถอนหายใจ “ใครๆก็อยากเลี่ยงเธอทั้งนั้น แต่พี่กลับจงใจเป็นอริกับราชาสวรรค์เขตเหนือ”

“คนเรา เมื่อทำผิดก็ต้องชดใช้สิ…”

เย่จื่อกล่าวเป็นกังวล “กลัวก็แต่พี่จะดื้อดึง จนสุดท้ายคนที่ต้องชดใช้กลับเป็นพี่แทนน่ะสิ เสี่ยงชีวิตเพื่อคนสองคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยเลย มันคุ้มเหรอ?”

เซียวปินมองเย่จื่อด้วยสายตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ เขายิ้มบางๆกล่าว “ตั้งแต่เด็กจนโต ฉันยังไม่เคยแพ้ให้ใครมาก่อนเลย”

เย่จื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอพิงซบเข้าไปในอ้อมแขนเซียวปิน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ฉันคงห้ามพี่ไม่ได้สินะ”

“ยัยบื้อเอ้ย”

“คืนนั้น ฉันก็จะไปด้วย… ฉันอยากเห็นชัยชนะของพี่ด้วยตาตัวเอง และอยากเห็นพี่ลงจากสังเวียนโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยตาของตัวเองด้วย พี่มอบความอิสระให้ฉัน สอนให้ฉันรักใครสักคนเป็น ฉันก็จะให้ความซื่อสัตย์กับพี่” เย่จื่อยิ้มหวาน “อย่างมาก หากพี่เป็นอะไรไปจริง ฉันค่อยตายตามพี่ไปก็แล้วกัน…”

เซียวปินกอดเย่จื่อแน่นขึ้น

 

เซียวปินส่งเย่จื่อกลับบ้านก่อน ก่อนจะกลับมาที่บ้านตน  แล้วพุ่งเข้าห้องตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ว่าคืนนี้เซียวปินจะไปเป็นแขกที่บ้านเย่จื่อ เมื่อเห็นว่าดึกมากแล้ว ซูเสียวเสี่ยวจึงเข้านอนไปก่อน ไม่ได้รอสอบสวนเซียวปินราวผู้ดูแลบ้านเหมือนครั้งก่อนๆ เพราะไม่ว่ายังไง เธอก็ยังรู้ดีแก่ใจ ว่าใครกันแน่ที่เป็นแฟนตัวจริงของเซียวปิน และที่เธอสามารถทำตัวเป็นผู้ดูแลบ้านสุดโหด ที่เอาแต่คอยสอบสวนและจ้ำจี้จ้ำไชเซียวปินได้ทุกวันนี้ ก็เพราะตัวเองยกเย่จื่อขึ้นมาขู่เขาก็เท่านั้น …เธอก็ทำได้แค่ยืมชื่อเย่จื่อมาเท่านั้น

วันต่อมา เซียวปินเดินทางไปยังกรมศุลกากร และใช้เวลาทั้งวันในการโอนย้ายร้านที่เคยเป็นของจูเลียตมาเป็นของตน จากนั้นจึงประกาศให้พนักงานในร้านหยุดงานอย่างเป็นทางการ และยังหาทีมช่างที่มีคุณภาพมาให้หลี่ชุนหลานที่ยังอยู่ในโรงพยาบาลได้แล้วด้วย พวกเขากำลังเตรียมจะเจาะผนังตรงกลางร้านทั้งสอง เพื่อเชื่อมร้านเข้าด้วยกัน จากนั้นค่อยปรับแต่งอีกที

ในระหว่างการปรับปรุงร้าน แน่นอนว่าเอ้อหั้วก็อาศัยอยู่ที่ร้านไมได้อีกแล้ว และเพราะเซียวปินก็ไม่สะดวกนำเอ้อหั้วเข้าไปอยู่ในบ้านซูด้วยอีก ดังนั้นเขาจึงเลือกวิธีเช่าห้องที่มีห้องนอนหนึ่งและโถงหนึ่งให้เอ้อหัวเข้าอยู่ไปเลย และตั้งแต่ร้านเริ่มการปรับแต่ง เอ้อหั้วก็ได้รับงานใหม่เข้ามา นั่นก็คือการเรียนกังฟูนั่นเอง

เดิมเอ้อหั้วก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ในระดับหมิงจิ้น จะถือว่าเขาไร้คู่ต่อสู้เลยก็ว่าได้ …ร่างดั่งหลอมมาจากเหล็กกล้า หากไม่ได้เจอกับยอดนักอั้นจิ้นจริงๆล่ะก็ แม้เอ้อหั้วจะยืนนิ่งให้ทำร้าย ก็คงยากที่ใครจะทำอันตรายเขาได้

แต่เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความอันตราย หลังมาเจียงเฉิง เซียวปินก็มีเรื่องบาดหมางจนเป็นอริกับผู้คนไม่น้อย บวกกับ การตายของเพ่ยอย่า จนถึงตอนนี้ก็ยังสืบหาความจริงไม่พบ ที่ข้างกายเซียวปินเอง นอกจากเสียวเป่ยที่คอยตามคุ้มครองซูเสียวเสี่ยวอยู่ เขาก็ไม่มีใครอีกแล้ว ต่อให้เขาจะเก่งแค่ไหน แต่ก็ยังมีแค่ตัวคนเดียวอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เซียวปินก็ชอบความเป็นคนจริงใจและพรสวรรค์ในการฝึกกังฟูที่มีในตัวเอ้อหั้ว ดังนั้นเขาจึงมีความกระตือรือร้น ในการช่วยฝึกให้เอ้อหั้วแข็งแกร่งและก้าวไปอีกขั้น

เซียวปินำเอ้อหั้วไปยังป่าแถบชานเมือง เซียวปินชี้ไปยังหินก้อนมหึมาก้อนหนึ่ง พลางยิ้มตาหยี กล่าว “เอ้อหั้ว นี่คืออะไร?”

เอ้อหั้วทำตาโต พลางกล่าวราวไม่พอใจนัก “พี่ปิน เราไม่ได้โง่สักหน่อย นี่ก็หินโง่ไง ที่บ้านเกิดเรามีเต็มไปหมดแหละ”

เซียวปินถาม “แล้วนายทุบมันให้แหลกได้ไหม?”

เอ้อหั้วเดินวนรอบก้อนหิน มองซ้ายทีขวาที หินก้อนนี้ใหญ่มาก น่าจะใหญ่กว่าขนาดตัวเอ้อหั้วเสียอีก เอ้อหั้วใช้มือเคาะไปที่หินนั้น อืม… ทนทานแข็งแรงมาก “น่าจะเหนื่อย”

เซียวปินยิ้มแย้มพลางเดินก้าวไปข้างหน้า แล้วตบไปที่หินก้อนนั้นเบาๆ  เอ้อหั้วเมื่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะท่าทางบื้อๆ กล่าว “พี่ปิน พี่นี่โง่จริง หินมันแข็งขนาดนี้ ทำไมพี่ถึงตีไปเบาอย่างนั้นล่ะ แบบนั้นจะทำอะไรได้? พี่คิดว่าตัวเองกำลังตบก้อนเต้าหู้อยู่หรือไง?”

แกรก …

จู่ๆ หินก้อนใหญ่ก็เกิดเสียงดังขึ้น ทำเอาเอ้อหั้วสะดุ้งเฮือก เขาเบิกตากว้างจนราวจะหลุดออกจากเบ้าอยู่แล้ว… หินที่ยังสมบูรณ์อยู่เมื่อครู่ บัดนี้ได้แหลกเละออกเป็นเสี่ยงไปหมดแล้ว มันแตกออกมาจากกลางหินเลย

“เรา…เรา…เราต้องฝันอยู่แน่เลย ไม่ก็คงตาบอด”

เซียวปินหัวเราะ กล่าว “ถ้าตาบอด แล้วนายจะมองเห็นเรื่องพวกนี้ได้ยังไง?”

เซียวปินมองไปยังเอ้อหั้ว หัวเราะน้อยๆ กล่าว “อยากเรียนไหม?”

เอ้อหั้วกล่าวท่าทางแบ๊ว “อะไร? พูดว่าอะไรนะ?”

“ฉันถามว่า อยากเรียนวิชากับฉันไหม?”

“เรา… เราจะตบหินจนแตกแบบพี่ได้จริงเหรอ?”

เซียวปินเลิกคิ้ว “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

“พี่จะรับเราเป็นศิษย์เหรอ?”

เซียวปินหัวเราะ กล่าว “เราเป็นเพื่อนกันต่างหาก แต่เรื่องวิชาน่ะ ฉันสอนให้นายได้”

“เราจะเรียน เราจะเรียน..พี่ปิน พี่นี่เป็นคนดีมากๆเลยจริงๆ เราจะเรียนกังฟูกับพี่”

เซียวปินกล่าว “ฉันจะสอนแต่คนฉลาดเท่านั้น ไม่สอนคนโง่เหรอกนะ”

“แต่เราไม่ใช่คนโง่นี่!”

เอ้อหั้วไม่ได้โกหก เมื่อได้สอนเอ้อหั้ว เซียวปินก็รู้ทันทีว่าเขามีพรสวรรค์มากขนาดไหน ทว่าระหว่างขั้นหมิงจิ้นและอั้นจิ้นก็มีความแตกต่างกันอยู่มาก หากอยากเลื่อนขึ้นจากหมิงจิ้นมาเป็นอั้นจิ้น ต่อให้จะมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็คงต้องใช้เวลากันบ้าง จากการคาดคะเนของเซียวปิน อีกไม่นาน เอ้อหั้วก็จะเข้าสู่ระดับนักอั้นจิ้นฝึกหัดได้แล้ว

หากข้างกายมียอดนักอั้นจิ้นอยู่ด้วย เซียวปินก็คงอุ่นใจขึ้นไม่น้อย เขาสั่งให้เอ้อหั้วฝึกฝนบ่อยๆตอนเวลาว่าง ก่อนตัวเองจะเข้าไปคุยเล่นกับหลี่ชุนหลานที่ในโรงพยาบาล เขาบอกเรื่องการขยายร้านและความคืบหน้าต่างๆแก่หลี่ชุนหลาน หลังได้ฟัง หลี่ชุนหลานก็แลดูอารมณ์ดีมาก เพราะเธอยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาเลย.. ร้านนี้เป็นความฝันทั้งชีวิตของเธอและสามี คิดไม่ถึงว่าถึงเธอจะล้มป่วยลง ทว่าร้านกลับไปได้ดีและมีชื่อเสียงขึ้นมากภายใต้การดูแลของคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเธอแล้ว เซียวปินหาใช่เพียงคนอื่นแต่อย่างใด…

หลังผ่านไปได้สามวัน เซียวปินก็รู้สึกว่าแขนตัวเองไร้เรี่ยวแรงไปหมด คาดว่าท่อนแขนของเขายังต้องได้รับการพักรักษาอีกหลายวันเลย ทว่าเวลาไม่เคยคอยใคร ในที่สุด วันขึ้นสังเวียนมาถึง

เรื่องการขึ้นสังเวียนในครั้งนี้ เขาไม่ได้บอกกับซูเสียวเสี่ยวแต่อย่างใด เพราะเธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องแบบนี้ด้วย ตกดึกของคืนนั้น เซียวปินก็เดินทางไปยังสนามประลองแห่งวงการใต้ดินเฉิงเป่ย เมื่อมาถึงก็พบว่ามีฝูงคนรออยู่มากมายเต็มไปหมด เพราะคนที่ราวจะมีหน้ามีตาบ้างในวงการ ต่างก็มากันเสียเกือบครึ่ง เพราะที่นี่ มีเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี.. ราชาสวรรค์เขตเหนือ และโหวเยผู้ปกครองวงการมืด เจ้าของงานที่แท้จริงไงล่ะ

โหวเย ตระกูลเย่ และราขาสวรรค์เขตเหนือต่างก็นั่งงอยู่บนที่นั่งมุมดีที่อยู่สูงขึ้นไป ที่ด้านหลังโหวเยเป็นชายหน้าตาเย็นชาที่ตัวตรงจนราวหอกคนนั้น ที่หลังเทพธิดาเป็นชายร่างอ้วนเตี้ยและเด็กสาววัยรุ่นประมาณยี่สิบต้นๆ ที่แต่งกายด้วยชุดสีเขียว ส่วนที่ข้างกายเย่ปั้นเฉิงนอกจากบอดี้การ์ดหลายคนแล้ว ยังมีเย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงมาด้วย

นอกจากโหวเยและราชาสวรรค์เขตเหนือแล้ว ยังมีชายที่สวมหน้ากากลาย และชุดงิ้วครบชุดอีกคน เขาราวกำลังทำการแสดงงิ้วอยู่ไม่มีผิดเลย และเพราะเขาสวมหน้ากากลายอยู่ จึงไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาได้ จะมองเห็นก็แต่แววตาที่ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกไม่เป็นสุขก็เท่านั้น

เทพธิดาฯกล่าวท่าทีรำคาญ “ฮวาเหลี่ยน นายไม่ต้องทำอะไรแปลกประหลาดแบบนี้ได้ไหม?  ทุกครั้ง พอสังเกตเห็นแววตาของนาย ฉันก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาซะเลย”

ฮวาเหลี่ยน ชายผู้สวมหน้ากากหัวเราะขึ้น เวลาเขาหัวเราะ ก็ให้ความรู้สึกราวเขาเป็นนักแสดงงิ้วคนหนึ่งยังไงยังงั้น โดยเฉพาะเมื่อเขาพูดพลางทำมือทำไม้อ่อนช้อยไปด้วยแบบนี้ “เทพธิดาแห่งดอกพิโอนี… ผู้ที่เป็นดั่งพี่น้องของเรา ดูซิ… ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่ก็ยังมีแค่ฉันที่มา เธอจะไม่รู้สึกขอบคุณฉันสักหน่อยเหรอ?”

โหวเยยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึมเรียบร้อยราวบัณฑิตคนหนึ่ง เขาปรายสายตานิ่งเรียบไปยังฮวาเหลี่ยนและเทพธิดาฯที่อยู่ซ้ายขวาข้างตัว ก่อนกล่าวเปื้อนยิ้ม “ฮวาเหลี่ยน อย่ามายุสร้างความแตกแยกไปหน่อยเลย ราชาสวรรค์ทั้งสี่ต่างก็รักกันราวเป็นพี่น้องแท้ๆ ที่อีกสองคนไม่ได้มาเพราะติดธุระสำคัญต่างหาก ลำพังแค่เหตุการณ์ตรงหน้าก็วุ่นวายมากพอแล้วนะ”

โหวเยยิ้มแย้มกล่าวแก่เย่ปั้นเฉิง “ไม่ทราบว่าคุณเย่หวังว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในวันนี้หรือครับ?”

เย่ปั้นเฉิงไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆให้อีกฝ่ายจับได้ผ่านทางสีหน้าเลย เขากล่าวราบเรียบ “ฉันก็แค่มาดูอะไรสนุกๆก็เท่านั้น เทพธิดาฯเป็นคนที่ฉันได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือมานาน ส่วนเซียวปินก็เป็นเหมือนคนรุ่นหลังของฉัน แล้วแบบนี้ฉันจะทำลำเอียงได้ไงล่ะ เพียงแต่  เรื่องเข้าใจผิดบางเรื่อง หากสามารถใช้วิธีที่ดีมากกว่านี้ในการจัดการ ก็คงจะดีไม่น้อย.. ใยพวกเธอต้องสู้กันเอาเป็นเอาตายด้วยล่ะ ทำไมไม่ลงมือเพียงพอรู้ผลกัน”

เทพธิดาฯหัวเราะพอเป็นพิธี กล่าว “คุณเย่คงจะยังไม่ค่อยเข้าใจนัก นี่เป็นการต่อสู้ชี้ชะตา ในเมื่อได้ประกาศออกไปแล้ว  แน่นอนว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีก เพราะในวงการเรา การพูดแล้วคืนคำเป็นเรื่องต้องห้ามที่สุด”

เย่ปั้นเฉิงขมวดคิ้วน้อยๆ เขาไม่ได้กล่าวอะไรอีก ทว่าเย่ซินหยี่ที่นั่งข้างๆกัน นัยน์ตากลับวาบประกายตื่นเต้นขึ้น เมื่อคิดว่าผู้ชายคนนั้นอาจถูกฆ่าบนสังเวียน เธอก็อดไม่ได้ คาดหวังกับการแข่งขันนี้ขึ้นมา

 

บัดนี้ จูหมิงหยี่ยืนอยู่บนสังเวียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฮวาเหลี่ยนหัวเราะกล่าว “ทำไมผู้ชายคนนั้นยังไม่มาอีก หรือเขาจะกลัว?”

เย่ซินหยี่มองไปยังฮวาเหลี่ยน หัวเราะกล่าว “ราชาสวรรค์เขตตะวันออก เจ้าเซียวปินคนนี้มีนิสัยแข็งกร้าว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่ากลัวสะกดยังไง”

ฮวาเหลี่ยนและเย่ซินหยี่สายตาประสานเข้าหากันแวบหนึ่ง ก่อนฮวาเหลี่ยนจะเบี่ยงสายตาขึ้นไปบนสังเวียนแทน พลันสายตาก็ฉายแววแปลกประหลาดขึ้นมา

“เขามาแล้ว”

ไม่รู้ใครตะโกนขึ้น พอสิ้นเสียง  ก็พบเย่จื่อและเซียวปินกำลังเดินจับมือกันเดินผ่านประตูเข้ามา ก่อนคนทั้งสนามจะตื่นเต้นเลือดพล่านขึ้นมา!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม