0 Views

เซียวปินกอดเย่จื่อชมท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างสงบ ทว่าเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี บัดนี้ กำลังอยู่ในที่ประทับแห่งราชาสวรรค์เขตเหนือ ในห้องของเธอ  เธอกำลังนั่งประจันหน้ากับจูหมิงหยี่ พวกเขานั่งอยู่ตรงข้ามกัน แต่แน่นอนว่าจูหมิงหยี่มองไม่เห็นเธอ ทว่าเขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาของเทพธิดาฯที่กำลังจ้องผ่านผ้าที่ปิดบังใบหน้ามายังเขา แววตาทิ่มแทงนั้นทะลวงผ่านหัวใจเขาไป และแม้เขาจะตาบอด ทว่าก็ยังสามารถสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน

ในที่สุด เทพธิดาก็กล่าวน้ำเสียงผสมความรู้สึกหลากหลาย “นายมั่นใจว่าจะฆ่าเขาได้?”

“เปล่า” จูหมิงหยี่น้ำเสียงราบเรียบ “เขาแข็งแกร่งมาก ฉันมองเขาไม่ออก แต่หากต้องสู้ตายกับเขาจริงๆ …ห้าสิบเปอร์เซ็นที่ฉันสามารถฆ่าเขาได้ ส่วนอีกห้าสิบเปอร์เซ็น คือฉันตาย”

เทพธิดาฯเก็บกลั้นโทสะในใจเอาไว้ เธอกล่าวเสียงเย็นเยียบ “แล้วนายคิดบ้างไหม ถ้าคนแพ้เป็นนายล่ะ? ใครใช้ให้นายทำอะไรวู่วามแบบนี้?”

จูหมิงหยี่กล่าวท่าทีสงบ “เทพธิดาฯ การดำรงอยู่ของฉัน ก็เพื่อทำเรื่องแบบนี้ให้เธอไม่ใช่เหรอ? ในตำหนักเหนือ มีเพียงฉันคนเดียวเท่านั้น ที่อาจจะฆ่าเซียวปินในการประลองแบบยุติธรรมได้ เพราะฉะนั้น ฉันต้องไป”

จูหมิงหยี่กล่าวน้ำเสียงระคนสมเพศตัวเอง “ในฐานะคนของราชาสวรรค์เขตเหนือ ฉันไปตายเพื่อท่านเทพธิดาฯ  …แบบนั้นมันไม่สมเหตุสมผลตรงไหนงั้นเหรอ?”

“แต่ชีวิตนายเป็นของฉัน!” เทพธิดาฯบัดนี้ราวภูเขาไฟที่กำลังปะทุ เธอโพล่งลุกขึ้น แล้วคำรามอย่างโกรธสุดขีด กล่าว “ใครอนุญาตให้นายเอาชีวิตตัวเองไปเดิมพันกัน? นอกจากฉัน ไม่มีใครสามารถตัดสินความเป็นตายของนายได้ทั้งนั้น แม้แต่ตัวนายเองก็ไม่ได้! จูหมิงหยี่ จำเอาไว้เลยนะ ตราบใดที่ฉันยังไม่อนุญาตให้นายตาย นายก็ตายไม่ได้! ต่อให้ชีวิตของนายจะต่ำตมมากแค่ไหน นายก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเอาเอง เข้าใจไหม!!”

จูหมิงหยี่ใบหน้าประกายเจ็บปวด ก่อนจะกลายมาเป็นใบหน้าเปื้อนยิ้ม สุดท้ายเขาจึงสูดหายใจเข้าลึก กล่าว “แต่ฉันก็รับปากไปแล้วนี่ จะทำยังไงได้อีกล่ะ?”

“วางใจเถอะ” เทพธิดาฯราวกัดฟันพูด “ไม่ว่าเจ้าเซียวปินนั่นจะแข็งแกร่งสักเท่าไหร่ ครั้งนี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องตายแน่นอน  ฉันได้จัดการเอาไว้หมดแล้ว… นายออกไปก่อนเถอะ”

จูหมิงหยี่ขานรับ ก่อนจะหมุนตัว แล้วเดินไปยังประตูเงียบๆ  ขณะกำลังจะก้าวพ้นประตู เทพธิดาฯก็ตะโกนขึ้น “อย่าคิดว่าฉันจะซาบซึ้งบุญคุณนายนะ ฉันไม่มีวันแน่!”

จูหมิงหยี่ปิดประตู พลางถอนหายใจแล้วพึมพำกับตัวเอง “การชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ใครเขาต้องการความซาบซึ้งบุญคุณกัน…”

 

เซียวปินและเย่จื่อนั่งอยู่ จนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืน เย่จื่อขณะนี้ซบลงที่ไหล่เซียวปิน และหลับไปแล้ว ภายใต้แสงจันทร์ เซียวปินมองใบหน้าขาวเนียนและขนตายาวเป็นแพของเธอ พลางหัวใจก็สั่นไหวไปด้วย ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันมานานเท่าไหร่ เคยมองดูเธอมากี่ครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่เซียวปินเผชิญหน้ากับเย่จื่อ หัวใจเขาก็ยังไหวสั่นทุกครั้ง ความรู้สึกเช่นนี้ก็ราวต้นกล้าที่เพิ่งดั้นด้นจนพ้นจากพื้นดินขึ้นมาได้ …ต้นกล้าแห่งความรักของเด็กวัยรุ่นซึ่งมักผสานความเขินอายเอาไว้ด้วย…

เซียวปินก้มหน้าลงช้าๆ ก่อนริมฝีปากจะแตะลงบนหน้าผากเย่จื่อเบาๆ เขาพรมจูบอย่างแผ่วเบา แล้วสูดหายใจเข้าลึก ดื่มด่ำกับกลิ่นหอมจางๆจากเธอ

ความรู้สึกเช่นนี้ ขออย่าให้สิ้นสุดลงเลย.. เซียวปินราวจะเมามายในกลิ่นหอมอันทรงเสน่ห์ของเธอไปแล้ว

ลมยามค่ำคืนราวจะพาความหนาวเย็นน้อยๆผ่านเข้ามาด้วย ใบไม้ที่บนต้นก็ร่วงลงทีละใบๆอย่างสงบ ราวกำลังเพิ่มบรรยากาศโรเมนติกแก่เย่จื่อและเซียวปินก็ไม่ปาน ทว่าในความโรเมนติกเช่นนั้น กลับมีภัยอันตรายแฝงอยู่

เซียวปินกำลังดื่มด่ำและหลงไปไปกับกลิ่นหอมของเย่จื่อ เพื่อผู้หญิงของเขา เขาหลงลืมตัวไปชั่วขณะ จนเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เซียวปินก็ราวสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเข้ามาเยือน ในใจก็พลันรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมา ความรู้สึกนั้นช่างแรงกล้าและมีมากมายเหลือเกิน มากเสียจนเซียวปินหัวใจแทบหลุดออกจากร่าง เขารีบลืมตาขึ้นพลางเบิกตากว้าง เพราะแสงจันทร์ที่สอดส่องลงมา เซียวปินมองเห็นเข็มเล็กราวเส้นขนมากจนนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งฝ่าใบไม้ที่ร่วงหล่น ตรงมาทางพวกเขา และที่สำคัญ เข็มบางเหล่านั้นก็ไม่ได้มีเขาเป็นเป้าหมายปลายทางเสียด้วย แต่เป็นเย่จื่อในอ้อมแขนเขาต่างหาก

วันนี้ เมื่อได้เมามายในความสุขกับเย่จื่อ เซียวปินที่มักจะระแวดระวังอยู่ตลอด ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะสติหลุดลอยไปชั่วขณะ จนเมื่อได้สติอีกที ก็หลบเลี่ยงไม่ทันเสียแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือก เซียวปินจึงกอดเย่จื่อเอาไว้ พลางหมุนตัวกลิ้งออกไปจากจุดเดิมทันที

พรึบ บ

พวกเขาหลบเข็มส่วนมากไปได้ ทว่าก็ยังไม่สามรถหลบพ้นไปทั้งหมดอยู่ดี… เข็มเล็กเรียงแถวทิ่มเข้าไปในแขนขวาของเซียวปินอย่างพร้อมเพรียง และทันทีที่เข็มฝังเข้าร่าง ความเจ็บปวดก็เข้ารุกเร้าจนทำให้เซียวปินถึงกับเหงื่อออก ทว่าเขากลับไม่ได้ส่งเสียงแต่อย่างใด

“เป็นอะไรไป?” เย่จื่อที่อยู่เบื้องล่างเซียวปินกล่าวขึ้น หลังตื่นจากหลับไหล

เซียวปินท่าทางไม่เป็นธรรมชาตินัก เขากล่าว “เจอเรื่องวุ่นวาย…นิดหน่อย”

คนพวกนี้มีเป้าหมายคือฉัน หรือเย่จื่อกันแน่? เซียวปินเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเช่นกัน แต่… เขาก็พลันคิดขึ้นได้ว่าตนเพิ่งประกาศศึกกับราชาสวรรค์เขตเหนือไป บางที ฝั่งนั้นอาจคิดลอบทำร้ายตนก่อนวันประลองก็ได้

เพียงพริบตาเดียว เซียวปินในสมองก็ผุดความคิดหลายอย่างออกมา เขายันตัวลุกขึ้นช้าๆ พลางพยุงเย่จื่อให้ยืนพิงไปที่ต้นไม้

เซียวปินกล่าวกระซิบ “เธอพิงกับต้นไม้นี่ไว้นะ… ไม่ได้สิ เธอไปกับฉันเลยดีกว่า”

เย่จื่อสังเกตเห็นสีหน้าของเซียวปินที่ไม่สู้ดีนัก ก่อนสายตาเธอจะหลุบต่ำไปยังแขนขวาที่กำลังห้อยหมดแรงอยู่ของเซียวปิน เธอกล่าวเสียงสั่นเทา “พี่ปิน พี่อย่าปกป้องฉันเลย… พี่กำลังบาดเจ็บ?”

เซียวปินส่ายหัว พลางส่งสายตาปลอบประโลมไปยังเย่จื่อ จากนั้นก็เพ่งสายตาคมกริบไปรอบๆ สิ่งที่ทำให้เขาเป็นกังวลมากที่สุด หาใช่อาการบาดเจ็บของตัวเองไม่ แต่เป็นจะทำอย่างไรให้ตนสามารถปกป้องให้เย่จื่อมีชีวิตรอดกลับออกไปได้ต่างหาก หากเป็นก่อนบาดเจ็บ เขาก็ยังมั่นใจได้บ้างว่าจะสามารถปกป้องเธอได้ แต่ตอนนี้ เขาเองก็บาดเจ็บ แถมศัตรูก็ยังซ่อนตัวอยู่อีก…

เซียวปินเก็บกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ ก่อนจะแสร้งทำราวตนไม่ได้เป็นอะไร ตะโกนกล่าว “ใครกันที่มาลอบทำร้ายพวกเรา  ไม่กล้าแสดงตัวออกมาหรือไง?”

ในความมืดมิด ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมาเลย ทว่าเซียวปินกลับได้ยินเสียงฝีเท้าเบากำลังหลบหนีไปไกลเรื่อยๆ

เขาไม่มีกระจิตกระใจไล่ตามไปแต่อย่างใด เพียงแต่ปล่อยให้อีกฝ่ายหลบถอยออกไปได้ตามใจ และท้ายที่สุด เขาจึงถอนหายใจยาวออกมา “เย่จื่อ ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว ฉันจะส่งเธอกลับไป” เซียวปินโอบเอวบางของเย่จื่อเอาไว้ด้วยแขนซ้าย พลางกล่าวอ่อนโยน

แม้เป็นเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานและตนก็ยังบาดเจ็บหนักอยู่ แต่น้ำเสียงที่เซียวปินใช้กล่าวกับเย่จื่อก็ยังคงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเสมอ

เซียวปินอุ้มเย่จื่อเอาไว้ แล้วพาเธอข้ามป่ามาจนถึงที่หน้ารถหรูของเธอ หลังจากทั้งสองยัดตัวลงในรถนั้น เซียวปินจึงเพิ่งรู้สึกวางใจอย่างแท้จริง เพราะเมื่อครู่เขากังวลว่าอีกฝ่ายจะวกกลับมาอีกเหลือเกิน จากการคาดคะเนของเขา อีกฝ่ายน่าจะเป็นผู้หญิง และแน่นอนว่าฝีมือเธอย่อมด้อยกว่าเขา เพียงแต่ตอนนี้เซียวปินกำลังบาดเจ็บหนักอยู่ บวกกับยังมีเย่จื่อให้คอยปกป้องด้วย ดังนั้น หากอีกฝ่ายยังโจมตีต่อล่ะก็ ต่อให้ตนจะบังเอิญเอาชนะเธอหรืออาจฆ่าเธอได้ แต่ก็คงปกป้องชีวิตเย่จื่อเอาไว้ไม่ได้แน่

หากเย่จื่อเป็นอะไรไป แล้วตนจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร? ไม่รู้ทำไม ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวกลับเป็นความคิดเช่นนี้

ในรถ เย่จื่อรีบร้อนกล่าวกับคนขับฯ “เร็วเข้า… รีบไปโรงพยาบาลเร็ว”

“ครับ คุณหนู  คุณเซียวบาดเจ็บเหรอครับ?”

เซียวปินปัดมือไปมา กล่าว “ส่งเย่จื่อกลับบ้าน”

“ไม่ได้!” เย่จื่อเบิกตาดุ ใครจะไปคิดว่าเย่จื่อที่มักจะแลดูทะเล้นและน่ารักอ่อนหวาน เมื่อคิดอยากทำอะไรสักอย่างขึ้นมา จะมีสีหน้าจริงจังได้ถึงเพียงนี้ …ที่นัยน์ตาราวไม่ยอมให้ผู้มองขัดขืนกลับยังแฝงความดุดันเอาไว้ด้วย เซียวปินมองเธอชะงัก สมเป็นลูกสาวเจ้าของธุรกิจใหญ่โตจริงๆ

คนขับฯเข้าใจถึงความร้อนรนในคุณหนูของเขาดี ดังนั้น รถหรูจึงแล่นมาจอดหน้าโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เมื่อทั้งสองลงจากรถ คนขับฯจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วต่อสายไปหาเย่ปั้นเฉิงทันที

 

เมื่อเข้าไปในโรงพยาบาล เพราะเรื่องจางยีจื่อ ทุกคนในโรงพยาบาลนี้จึงรู้จักเซียวปินเป็นอย่างดี พวกเขาส่งหมอเฉพาะด้านเข้าไปตรวจอาการให้เซียวปินโดยเฉพาะ จากนั้นจึงนำตัวเซียวปินเข้าห้องผ่าตัดไป ขณะที่เย่จื่อก็คอยการผ่าตัดอยู่ที่หน้าห้อง

ไม่นาน บอดี้การ์ดจากตระกูลเย่หลายคนก็ตามมาสมทบที่หน้าห้องผ่าตัด และเฝ้าดูแลอยู่ข้างกายเย่จื่อ

หมอเจ้าของไข้ฉีดยาชาให้เซียวปิน หลังขึ้นเตียงผ่าตัด เซียวปินก็รู้สึกราวแขนทั้งแขนชาไปหมด ขณะหมอที่ข้างๆก็ยังจะมีอารมณ์มาล้อเล่นกับเขาอยู่อีก “ต่อให้จะเย็บผ้าก็ไม่เห็นต้องทำกันขนาดนี้เลย เอาเข็มมาทิ่มตัวเองแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน อีกอย่าง ปกติแล้วพวกงานบ้านประเภทเย็บผ้าหรือทำกับข้าวเป็นงานของพวกผู้หญิงเขาไม่ใช่หรือไง”

“อ้อ… คุณไม่ได้เย็บผ้าเหรอกเเหรอ? หรือเมียคุณจะเป็นคนทิ่มคุณ เพราะทะเลาะกัน? ถ้างั้นแฟนคุณก็โหดไม่เบาเลย… ทิ่มเข้าไปแล้วทำไมถึงไม่รู้จักดึงออกมานะ!”

เซียวปินหัวเราะขื่นขม กล่าว “คุณหมอ คุณนี่ตลกจริง”

“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ แล้วผมจะเอาเข็มออกมายังไงล่ะเนี่ย…  แต่คุณนี่ก็ใจแข็งจริงๆนะครับ แม้จะฉีดยาชาไปแล้วก็เถอะ แต่ก็มีคนไข้อีกมากมาย ที่แม้จะฉีดยาชาไปแล้วก็ยังเอาแต่บ่นเจ็บอยู่เลย ผมล่ะอยากฉีดยาชาให้พวกเขาทั้งตัวไปเลย.. โอเคแล้วครับ หลังทำแผลเสร็จก็ออกไปได้แล้ว”

คุณหมอทายาให้เซียวปิน จากนั้นก็ใช้ผ้าก็อดสีขาวห่อคลุมท่อนแขนเซียวปินเอาไว้ ก่อนเซียวปินจะสวมเสื้อคลุมทับ ให้แขนเสื้อปกปิดผ้าสีขาวที่แขนตน

เซียวปินก้าวออกจากห้องผ่าตัด ก่อนจะพบกับเย่จื่อที่พุ่งมาทางเขาด้วยความร้อนใจ เซียวปินประทับจูบลงบนใบหน้าเธอ ยิ้มกล่าว “ยัยเด็กโง่เอ้ย… แขนฉันแค่บาดเจ็บนิดเดียวเอง ไม่ได้เข้าห้องผ่าตัดไปเพราะเรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อย จะกลัวไปทำไม”

“เจ้าหนุ่ม อย่าเพิ่งวางใจไปหน่อยเลย” คุณหมอที่เพิ่งก้าวออกจากห้องผ่าตัด แกะผ้าปิดปากออกพลางกล่าวไปด้วย “เข็มเล่มเล็กขนาดเส้นผมทะลุผ่านกล้ามเนื้อไปทิ่มอยู่บนกระดูกที่แขนคุณเลย ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าคุณทนมันมาได้ยังไง เพราะหากเป็นคนอื่น ป่านนี้คงเจ็บมากจนสลบเหมือดไปแล้ว.. แต่แม้จะเอาเข็มพวกนั้นออกมาได้แล้ว คุณก็อย่าเพิ่งใช้แขนขวาทำอะไรในช่วงนี้เลยจะดีกว่า อย่าใช้กำลังที่แขนขวาเด็ดขาด เพราะหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา อาจส่งผลไปถึงแขนทั้งแขนของคุณเลยนะ ต้องจำข้อนี้ไว้ให้ดีล่ะ”

เซียวปินรีบร้อนกล่าว “เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณนะหมอ”

 

“อืม  ไม่เป็นไรครับ นี่เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว แต่ขอให้คุณจำอะไรเอาไว้อย่างหนึ่งนะครับ ไม่ใช่หมอทุกคนจะเหมือนคณบดีฯของโรงพยาบาลเราเหรอกนะครับ… ผู้เป็นหมอย่อมมีจิตใจราวเป็นบุพการีคนไข้ หมอส่วนมากก็เป็นคนดีกันทั้งนั้นแหละครับ”

เซียวปินหัวเราะ กล่าว “ผมรู้ครับ”

“เอาล่ะ กลับไปเถอะครับ  จำไว้นะครับ ต้องระวังแขนขวาเอาไว้ให้ดี ช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งออกแรงด้วย ไม่งั้นแขนอาจจะหักและพิการได้ แล้วก็กลับมาที่นี่ทุกครึ่งเดือนด้วยนะครับ ผมจะทำความสะอาดแผลให้”

“ทราบแล้วครับ งั้นพวกเราขอตัวก่อน ขอบคุณครับหมอ”

เซียวปินและเย่จื่อเดินนำอยู่ข้างหน้า ส่วนพวกบอดี้การ์ดที่ระแวดระวังก็เดินตามทั้งหน้าหลังซ้ายขวาพวกเขา เย่จื่อลูบแผลเซียวปินเบาๆอย่างเจ็บปวดใจ พลางกล่าวเป็นกังวล “พี่ปิน พี่เคยคิดบ้างไหม ว่าคนๆนั้นจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร… อีกสามวัน พี่ก็จะต้องขึ้นสังเวียนชี้เป็นชี้ตายกับคนตาบอดนั่นแล้วนะ…”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม