0 Views

ทุกคน ณ ที่นั้นต่างก็ไม่กระจ่างว่าเซียวปินกำลังคิดทำอะไรกันแน่  จางกุ้ยกับยิงจื่อเป็นใคร? ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความคำถาม

ทว่าทุกคนสามารถรับรู้ถึงสิ่งหนึ่งได้ เซียวปินไม่ได้กำลังจะขอโทษแน่  แต่เขาเลือกที่จะ… เปิดศึก?

เซียวปินรินเหล้าจนเต็มแก้วอีกครั้ง ก่อนจะยกแก้วขึ้น กล่าวด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง “คุณอา ท่านโหวเย… ขออภัยที่เซียวปินต้องทำให้ทั้งสองท่านผิดหวังนะครับ…”

เย่ปั้นเฉิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย โหวเยเองก็หุบรอยยิ้มลงแล้ว ทว่าใบหน้าเขายังคงนิ่งเรียบดังเดิม ทั้งที่ตาก็เป็นประกายแวววาวอยู่ตลอด

“เทพธิดาฯ เธอกับฉัน เราสามารถลืมความแค้นและปัญหาต่างๆที่เคยมีผ่านการดื่มเพียงแก้วเดียวได้ แต่ดวงวิญญาณของจางกุ้ยกับยิงจื่อบนสวรรค์ล่ะ พวกเขาจะทำยังไง? ชีวิตของพวกเขาสามารถใช้เหล้าแก้วเดียวมาหักล้างได้งั้นเหรอ?”

เทพธิดาฯน้ำเสียงเย็นเยียบลง ขณะเดียวกัน จูหมิงหยี่ที่ด้านหลังเธอก็แผ่ไอเย็นวาบออกมา “ฉันไม่รู้ว่ายิงจื่อกับจางกุ้ยเป็นใคร” เทพธิดาฯกล่าวน้ำเสียงยะเยือก

“แน่นอนว่าเธอต้องไม่รู้อยู่แล้ว” เซียวปินหัวเราะเย็นเยียบ “แค่คำสั่งที่ออกมาง่ายๆจากปากเธอ ก็ทำให้คนเบื้องล่างไม่รู้กี่คนต้องพบกับความความตาย โดยที่เธอไม่รู้ว่าซ้ำ ว่ามีใครต้องตายเพื่อเธอบ้าง แล้วใครบ้างที่ได้รับผลพ่วง จนต้องตายเพราะเธอ เธอก็ไม่รู้ข้อนั้นเหมือนกัน… จางกุ้ยและยิงจื่อเดิมเป็นคู่รักที่น่าสงสารคู่หนึ่ง แต่พวกเขาก็ต้องมากลายเป็นแพะรับบาปจากแผนการของเธอ  เธอเคยได้ยินชื่อจูเลียตมาบ้างสินะ? คนที่แสร้งว่าเป็นสามีเธอก็คือจางกุ้ย ส่วนคนรักที่แท้จริงของจางกุ้ยก็คือยิงจื่อ”

“อ้อ” เทพธิดาฯมองไปยังเซียวปินราวไม่อยากจะเชื่อ กล่าวถาม “นายกำลังจะเปิดศึกกับฉันเพราะคนสองคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยนี่เหรอ?”

“ใช่”

“ทำไม?”

“เพราะสองคนนั้นมีใจรักจริงต่อกัน เพราะฉันได้รู้ว่าอะไรคือรักแท้จากสองคนนั้น เพราะในสมัยนี้ คนที่มีความรักที่บริสุทธิ์ มีความรักที่ร้อนแรงอย่างพวกเขา มีไม่มากแล้วจริงๆ…” เซียวปินจ้องเทพธิดาฯตาไม่กระพริบ “ฉันมองเห็นความหวังในความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาวจากสองคนนั้น แต่เธอก็ทำลายความหวังนั้นไป ด้วยมือของเธอเอง!”

“เพราะความรักเดิมก็เป็นเหมือนความฝันที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  มันก็เหมือนฟองสบู่ ฉันก็แค่ทำลายฟองสบู่นั้นล่วงหน้าให้ก็เท่านั้น หากรอให้พวกเขารู้สึกตัว รู้ว่าความรักที่มีอยู่มันก็เป็นแค่ความฝันลมๆแล้งในสักวันหนึ่ง ถึงตอนนั้น พวกเขาจะทุกข์ทรมานเสียยิ่งกว่าตายเสียอีก” เทพธิดาฯยืนประจันหน้ากับเซียวปิน นัยน์ตาก็ประกายบ้าคลั่งขึ้นมา “พวกขาตายไปแล้ว และนายอยากทวงความยุติธรรมให้กับพวกเขา แบบนั้นใช่ไหม?”

“ใช่!”

“แล้วความยุติธรรมที่ว่า นายอยากจะเรียกร้องยังไงล่ะ?”

“ง่ายมา” เซียวปินมองไปยังเย่ปั้นเฉิงที่มีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาตินัก และโหวเยผู้ไม่มีใครสามารถอ่านใจเขาได้ “คนในยุทธภพ ก็ย่อมจัดการตามแบบยุทธภพ ต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสอง ผมขอวางสาห์นท้าทายแก่ราชาสวรรค์เขตเหนือ เรามาประลองชี้เป็นชี้ตายแบบยุติธรรมกัน ถ้าผมแพ้ ผมตาย! แต่ถ้าเธอแพ้  เธอต้องไสหัวออกจากเจียงเฉิงไป… เทพธิดาฯ เธอกล้ารับคำท้าหรือเปล่า?”

เย่ปั้นเฉิงเสียงต่ำ  “ลูกเอ้ย  อย่าหาเรื่องเลย”

การกระทำของเซียวปินถือเป็นเรื่องที่โง่เง่ามาก ในสายตาผู้อื่น เพราะคนที่ฉลาด จะไม่มีทางทำตัวเป็นอริกับพวกวงการใต้ดิน ที่ทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจสิ่งใดแบบเทพธิดาแน่  ทว่าเซียวปินก็ยังมีความฉลาดในแผนการอยู่บ้าง เพราะเขาขอประลองแบบตัวต่อตัว อย่างน้อยก็เป็นการเลี่ยงจุดแข็งคือมีพวกพ้องมากของอีกฝ่ายไป  โดยที่อีกฝ่ายก็ยากที่จะปฏิเสธด้วย เพราะในยุทธภพ หากถูกท้าทายแล้วกล่าวปฏิเสธ ก็ราวผู้นั้นได้แพ้ไปยกหนึ่งแล้ว… ในโลกแห่งวงการมืดใต้ดิน บางครั้ง หน้าตาและศักดิ์ศรีก็สำคัญมากกว่าชีวิตอยู่มาก

เซียวปินเพียงแต่ยิ้มบางๆ ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เขาเพ่งสายตามองเทพธิดาฯ ขณะที่กลางอกเทพธิดาฯก็ราวมีไฟปะทุขึ้นคับอก ราวเธอจะกริ้วขึ้นมาจริงๆแล้ว

“คิกๆ” จู่ๆเธอก็หัวเราะออกมา “ดีจริง ดีจริงๆ… คุณเย่ไม่ต้องกล่าวให้มากความแล้วค่ะ เซียวปิน ที่ผู้หญิงอย่างฉันมีที่ยืนในยุทธภพ แล้วยังถูกแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในราชาสวรรค์ นายคิดว่าเป็นเพราะอะไร?”

เซียวปินเมื่อได้ฟังเทพธิดาฯกล่าว นัยน์ตาก็พลันจริงจังขึ้นมา “ฉันได้ยินมาว่า ในบรรดาเหล่านักฆ่าทั้งหมด คนที่น่ากลัวที่สุด มักจะเป็นผู้หญิงและเด็ก… เพราะพวกเขาต้องมีสิ่งที่พิเศษเหนือกว่าคนอื่นๆแน่ จึงได้เข้าร่วมในวงการนั้น… ฉันว่าวงการมืดของพวกเธอก็น่าจะไม่ต่างกัน”

เทพธิดาฯนัยน์ตาประกายแววประหลาด กล่าว “แล้วนายคิดว่า ฉันจะกลัวนายงั้นเหรอ? ได้ ฉันตกลง…”

เทพธิดาฯพูดยังไม่ทันจบ จูหมิงหยี่ที่ด้านหลังก็โพล่งพูดเสียงยะเยือกขึ้นก่อน “ฉันขอสู้เอง!”

จูหมิงหยี่พูดขัดประโยคเทพธิดาฯ ทำให้เทพธิดาที่อยู่หน้าเขาขมวดคิ้วมุ่นขึ้น เซียวปินถอนหายใจ กล่าว “คนที่น่ากลัวกว่าเด็กกับผู้หญิง ก็คือคนที่มีข้อบกพร่องทางร่างกาย โดยเฉพาะคนตาบอด…”

จูหมิงหยี่ใบหน้าเย็นเยียบตั้งแต่เริ่มยันท้าย เขาไม่ได้มีอาการใดๆต่อคำพูดยั่วนั้นเลย เขากล่าวเย็นชา “ข้อตกลงทั้งหมดก่อนหน้านี้ถือเป็นโมฆะ ฉันยอมใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ชีวิตแลกชีวิต”

จู่ๆ นัยน์ตาเทพธิดาฯก็ฉายแววโกรธขึ้น เซียวปินคิดนิดหนึ่ง จูหมิงหยี่คนนี้น่าจะเป็นมือซ้ายมือขวาและคนสนิทของเทพธิดาฯ แม้ในตอนนี้เขาจะยังฆ่าเทพธิดาฯไม่ได้ แต่หากได้ตัดแขนเทพธิดาฯนี่ไป ก็ไม่เลวเหมือนกัน…

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ตอบรับพลัน “ฉันตกลง!”

เทพธิดาเสียงเย็นเยือก “งั้นก็ตามนี้ สองวันหลังจากนี้ เจอกันที่สนามประลองใต้ดินในเฉิงเป่ย นายกับจูหมิงหยี่ก็สู้ชี้ชะตากันไปเลย”

เทพธิดาฯมองไปยังเย่ปั้นเฉิง กล่าวราบเรียบ “คุณเย่ งั้นดิฉันพาคนกลับไปก่อนนะคะ ถึงตอนนั้น หวังว่าจะได้รับการอุปถัมภ์จากท่านนะคะ”

พูดจบ เธอก็หันไปพยักหน้ากับโหวเย จากนั้นก็ก้าวยาวๆจากไป

โหวเยเองก็ค่อยๆยืดตัวลุกขึ้น เมื่อเห็นเย่ปั้นเฉิงราวจะกล่าวรั้ง เขาก็โบกมือไปมา กล่าวใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พวกรุ่นหลังนี่เก่งกันจริง  เก่งกันจริงๆ… การประลองในวันนั้น ผมจะไปเป็นพยานด้วยตัวเองแน่ คุณเย่ ผมขอตัวก่อน ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ”

หลังทุกคนกลับไปแล้ว เย่ปั้นเฉิงก็สีหน้าดังเดิม ถอนหายใจ กล่าว “เซียวปิน นายทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน? เพื่อคนสองคนที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งยังไม่รู้จัก นายกลับยอมเป็นอริกับผู้มีอำนาจสั่งการในวงการมืดสามแถบใหญ่แห่งเจียงเฉิงแบบนั้น  มันคุ้มเหรอ?”

“ผมทำเพียงเพื่อให้ตัวเองสบายใจ ให้ไม่รู้สึกผิดต่อจิตสำนึกก็เท่านั้น ผมไม่สนเรื่องคุ้มไม่คุ้มเหรอกครับ.. เรื่องในวันนี้ ผมต้องขอโทษคุณอากับเย่จื่อด้วยนะครับ ผมละเลยความหวังดีและความห่วงใยจากพวกคุณไป แต่หากวันนี้ผมยอมสันติกับเธอจริง งั้นผมคงไม่ใช่เซียวปินอีกแล้ว”

เอ้อหั้ววางตะเกียบลง ที่ปากเขาเปรอะไปด้วยคราบน้ำมัน ทั้งยังเรอออกมา กล่าว “แม่เราบอกมา ว่าทำอะไรอย่าไปสนว่าคนอื่นจะคิดยังไง แค่ไม่ผิดต่อจิตสำนึกของเราก็พอแล้ว”

เอ้อหั้วตบไปที่หน้าอกตัวเอง เซียวปินกล่าว “แบบนั้นเขาไม่เรียกว่ามีเมตตาเหรอกนะ เขาเรียกว่าลูกแหง่ต่างหาก”

เย่ปั้นเฉิงถอนหายใจเบาๆ ขณะที่เย่จื่อดวงตาประกายระยิบระยับ เธอยืนขึ้น พลางยิ้มตาหยีกล่าวกับเซียวปิน “พี่ปิน ไม่ว่าพี่จะทำอะไร ฉันก็สนับสนุนพี่เต็มที่ เพราะพี่เป็นแฟนฉัน”

เซียวปินมองดูรอยยิ้มทะเล้นของเย่จื่อ และแววตามุ่งมั่นทั้งเปี่ยมไปด้วยความสนับสนุนของเธอ พลางในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา เขาส่งสายตาไปหาเย่จื่อ ก่อนหันมากล่าวกับเย่ปั้นเฉิง “คุณอาครับ ขอบคุณสำหรับการต้อนรับในวันนี้นะครับ ผมกับเพื่อนต้องขอตัวกลับก่อน”

“เย่ปั้นเฉิงอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก จึงไม่อยากกล่าวรั้งเซียวปินไว้ เหตุนี้ เย่ปั้นเฉิงจึงเอาแต่พยักหน้า ปล่อยให้เซียวปินจากไปตามใจ

เย่จื่อเอง เมื่อเซียวปินเดินออกไป เธอก็ตามหลังเขาออกไปด้วย ภายในห้องอาหารจึงเหลือเย่ปั้นเฉิงอยู่เพียงคนเดียว

เมื่อออกจากคฤหาสน์ตระกูลเย่  รถหรูของเย่จื่อก็ตามออกมา พร้อมกับเธอเลื่อนหน้าต่างลง ยิ้มกล่าว “พี่ปิน เข้ามาสิ”

เซียวปินหันไปยิ้มกับเอ้อหัว “ยังจะยืนบื้ออยู่อีก รีบเข้าไปนั่งด้วยกันสิ”

ทั้งสองขึ้นนั่งบนรถ เซียวปินลูบไปที่ท้องตัวเอง กล่าวหัวเราะ “ฉันยังไม่อิ่มซะด้วยสิ พวกเราส่งเอ้อหั้วกลับไปที่ร้าน จากนั้นก็ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ”

“ได้สิ มีทิปให้ไหม?”

“กินข้าวกับฉันยังต้องมีทิปด้วยเหรอ?” เซียวปินเอื้อมไปจับมือเล็กของเย่จื่อเบาๆ กล่าวเปี่ยมด้วยความรู้สึก “ทิปก็คือ จูบจากฉัน”

เย่จื่อกรอกตาใส่เซียวปินหน้าทะเล้น ดุเสียงใส “พี่นี่หน้าด้านขึ้นทุกวันแล้วนะ”

เอ้อหั้วขณะนี้กำลังมองบื้อๆออกไปนอกหน้าต่างอยู่ ไม่รู้ว่าเพราะฉลาด เข้าใจสถานการณ์ หรือเป็นแค่ความบังเอิญกันแน่ ปล่อยให้เซียวปินกับเย่จื่อกระเซ้าเย้าแหย่กันได้ตามใจ

จนเมื่อใกล้ถึงร้านบะหมี่ เอ้อหั้วจึงกล่าว “พี่ปิน พี่จะตีกับคนตาบอดจริงๆเหรอ?”

เซียวปินพยักหน้า กล่าว “แน่นอน”

“เราว่า คนตาบอดคนนั้นดูแข็งแกร่งไม่น้อยเลย… เอาเป็นว่าเราไม่มีทางชนะเขาเลย”

“หืม? นายรู้ได้ยังไง?”

“แค่รู้สึก… แม่เราบอกมา ว่าคนบื้อเซ่ออย่างเรา จะมีเซนส์ดีกว่าคนทั่วไป”

เซียวปินถามสงสัย “งั้นนายลองรู้สึกหน่อยซิ ว่าถ้าฉันสู้กับเขา ความเป็นไปได้ที่ฉันจะรอดกลับมามากกว่า หรือเขามากกว่า”

“อันนี้เราไม่รู้” เอ้อหัวส่ายหัวดิกๆ “เรารู้แค่ว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นเราล่ะก็ เราต้องถูกเขาตีอยู่ฝ่ายเดียวแน่ หรือไม่ ให้เราขึ้นประลองแทนไหม?”

เซียวปินสีหน้าตกใจ “ทำไมล่ะ? ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่คู่ต้อสู้ของเขา แล้วทำไมยังอาสาไปสู้อีก?”

“เพราะเรารับแรงต่อยได้มากไง… คนปกติตีเราให้ตายไม่ได้เหรอกนะ”

เซียวปินมีความรู้สึกแปลกๆวาบขึ้นในใจ จู่ๆ เขาก็พุ่งหมัดเข้าที่หน้าอกเอ้อหั้ว แล้วหัวเราะร่วน กล่าว “เอ้อหั้วเอ้ย… รู้ไหม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายไม่ใช่แค่เพื่อนฉันแล้ว”

เอ้อหั้วอ้าปากค้างด้วยความตกใจ พลางเซียวปินหัวเราะกล่าว “แต่นายยังเป็นพี่น้องเราด้วย”

เอ้อหั้วชี้มือไปยังเซียวปิน กล่าว “นาย…นาย…นายเลียนแบบเรานี่”

เซียวปินเบิกตาโพลง “เราเลียนแบบอะไรเหรอ?”

เย่จื่อกระตุกยิ้มมุมปากขึ้น

 

หลังส่งเอ้อหั้วกลับร้านแล้ว เย่จื่อจึงกล่าวกับคนขับ “หาร้านอาหารอร่อยๆสักร้านเถอะ”

เซียวปินโอบกอดเย่จื่อเอาไว้ในอ้อมแขนเบาๆ กล่าวเสียงนุ่ม “เธอรู้ไหม… เมื่อก่อนฉันคิดว่าเอ้อหั้วก็เป็นแค่เพื่อนที่ไม่คิดร้ายกับใครคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาเป็นพี่น้องฉันแล้ว เธอรู้ไหมว่าคำว่าพี่น้องเป็นอะไรสำหรับฉัน”

“เป็นอะไร?”

“ดูแลกันด้วยทั้งหมดที่มี  คบกันด้วยชีวิต!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม