0 Views

ทั้งสองสายตาประสานกัน เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีต้องไม่ใช่พวกผู้หญิงอ่อนแอแน่ๆ

เย่ปั้นเฉิงหัวเราะน้อยๆ กล่าว “พวกเธอน่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่ แต่อีกเดี๋ยว พอได้คุยกันก็จะดีเอง”

เซียวปินถอนสายตาจากเธอ เขาใบหน้าเปื้อนยิ้ม หันไปกล่าวกับจูหมิงหยี่ ผู้ติดตามที่ยืนอยู่หลังเทพธิดาฯ “เหมือนเราจะเคยเจอกันนะ”

จูหมิงหยี่กล่าว “ที่ร้านของนายไง”

เซียวปินพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะหันกลับไปมองโหวเยอีกครั้ง

เย่ปั้นเฉิงพูดแนะนำ “ท่านนี้ก็คือโหวเย เป็นผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเจียงเฉิงของเราแล้ว แม้แต่นายกเทศมนตรีก็ยังต้องให้เกียรติเขาเลย”

เป็นดังที่คิด

โหวเยใบหน้าเผยรอยยิ้มเป็นมิตรมาก ทั้งยังยื่นมือออกมาทางเซียวปินอีกด้วย มือของเขาสะอาดมาก ดูไม่เหมือนพวกคนในวงการใต้ดินเลยสักนิด …ไม่ว่าใครก็ไม่ทำร้ายผู้ที่ยิ้มให้ตน ยิ่งไปกว่านั้น โหวเยก็ถือเป็นผู้มีอิทธิพลในเจียงเฉิง แต่กลับยังให้เกียรติตนถึงเพียงนี้ เซียวปินเองก็ยื่นมือออกไปจับตอบเช่นกัน ทั้งสองจับมือกัน โหวเยยิ้มกล่าว “น้องชายคนนี้ทั้งหนุ่มแถมยังมีความสามารถอีก มิน่า คุณเย่ถึงให้ความสำคัญกับคุณมากขนาดนี้ คุณต้องอนาคตไกลแน่!”

เซียวปินยิ้มบางๆ กล่าว “ผมมันก็เป็นแค่ผู้จัดการร้านบะหมี่เล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น โหวเยพูดยกย่องเกินไปแล้ว”

โหวเยหัวเราะ กล่าว “ถ้าแค่ผู้จัดการร้านเล็กๆก็ยังเชิญผมมาที่นี่ได้ ถ้างั้นผู้จัดการร้านเดี๋ยวนี้ก็เก่งไม่เบาเลยนะ… ได้ข่าวว่าคุณเคยเป็นทหารมาก่อน?”

“ครับ”

“ไม่ทราบว่าอยู่หน่วยไหนครับ? ในวงการราชการของประเทศจีน ผมเองก็รู้จักคนอยู่บ้าง”

เซียวปินกล่าว “เรื่องนี้ไม่สะดวกบอกจริงๆครับ”

โหววเยมิได้โกรธแต่อย่างใด เขายิ้มแย้ม กล่าว “เข้าใจได้ครับ ผมเข้าใจ”

เย่ปั้นเฉิงกล่าว “อย่ามัวแต่พูดจาเกรงอกเกรงใจกันอยู่เลย พวกเรารีบลงมือทานกันเถอะ”

เซียวปินหยิบตะเกียบขึ้น ก่อนจะตั้งใจมองไปยังชายหล่อเหลาเย็นชาผู้มีรูปร่างสูงตรงราวหอกคนหนึ่งที่ด้านหลังโหวเยแวบหนึ่ง  ตามที่สำรวจดูแล้ว คนๆนี้น่าจะแข็งแกร่งไม่เบาเลย

คิดไม่ถึงว่าภายในเมืองเจียงเฉิงเล็กๆแห่งนี้ จะเก็บซ่อนผู้มีความสามารถและกำลังแข็งแกร่งเอาไว้คับคั่งเช่นนี้ ถึงว่า ทำไมเย่จื่อถึงกล่าวกับเขา ว่าโหวเยได้รวบรวมผู้มีกำลังแข็งแกร่งที่สุดในวงการมืดมาหมดแล้ว ดูท่า คำพูดของเธอจะเป็นเรื่องจริง

ณ ที่นี้ นอกจากบุคคลที่กล่าวมาก็ไม่มีผู้ใดอื่นแล้ว ภายในห้องอาหารมีสาวใช้คอยรับใช้อยู่สิบกว่าคน ส่วนเย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงต่างก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ รวมถึงแม่เลี้ยงคนนั้นด้วย

เย่ปั้นเฉิงเป็นเสาหลักด้านการเงินของเจียงเฉิง ส่วนโหวเยก็เป็นผู้สั่งการควบคุมวงการมืดใต้ดินในเจียงเฉิงทั้งหมด นอกจากสำนักงานเทศบาลแห่งเจียงเฉิงแล้ว ทั่วทั้งเขตเจียงเฉิงก็คงหาคนที่มีอำนาจยิ่งใหญ่มากกว่าสองคนนี้ไม่ได้อีกแล้วล่ะ และเพราะเป็นเช่นนี้ เย่ปั้นเฉิงจึงเชิญโหวเยให้มาในวันนี้ได้ไงล่ะ

ในเมื่อวันนี้เย่ปั้นเฉิงต้องการจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ให้พวกเขา แน่นอนว่าจะเชิญแค่พวกเขามา แล้วให้ทั้งสองฝ่ายสะสางกันเองไม่ได้ เขายกแก้วในมือขึ้น กล่าวยิ้มแย้ม “อันที่จริง ร่างกายผมเพิ่งหายดีได้ไม่นาน แล้วที่บ้านก็ยังไม่ให้ดื่มเหล้าด้วย แต่วันนี้ ในเมื่อเทพธิดาฯก็มาแล้ว ทั้งโหวเยก็ให้เกียรติผมมาก… เพราะดีใจมาก ผมเลยอยากดื่มแก้วนี้เพื่อทุกคนนะครับ”

นอกจากเย่จื่อและเอ้อหั้วที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวแล้ว ทั้งเทพธิดาและโหวเยต่างก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มพร้อมกัน ก่อนเย่ปั้นเฉิงจะวางแก้วลง กล่าวยิ้มแย้ม “ลงมือทานกันเถอะครับ ทุกคนทานกันเลย ท่านเทพธิดา ผมได้ยินคนเล่าลือมานาน ถึงเรื่องความงดงามหาเปรียบไม่ได้ของคุณ แต่ผมกลับไม่เคยได้ยลโฉมที่แท้จริงของคุณเสียที ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของคุณนะครับ”

เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีหัวเราะค่อย  แค่เพียงการหัวเราะธรรมดาๆก็ให้ความรู้สึกยั่วยวนแล้ว เธอเสยผมเงานิดหนึ่ง แม้จะสวมผ้าปิดหน้าอยู่ ก็ยังยากจะปิดบังความสวยงามของเธอเอาไว้ได้ “หากต้องการเปิดผ้าที่หน้าฉันออก เกรงว่าเรื่องนี้คุณคงต้องผิดหวังแล้วล่ะค่ะ”

โหวเยนัยน์ตาประกายฉลาดเฉลียวขึ้นมา เขายิ้มกล่าว  “คุณเย่ชื่อปั้นเฉิง ใครๆต่างก็บอกว่า ครึ่งหนึ่งในเจียงเฉิงเป็นของคุณทั้งหมด ถ้างั้นคุณก็มอบสักเศษหนึ่งส่วนสี่ของเจียงเฉิงให้เทพธิดาฯซะสิ แบบนั้น เรื่องผ้าปิดปากก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว”

เมื่อพูดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา

เย่ปั้นเฉิงส่ายหัว “โหวเยล้อผมเล่นอีกแล้ว ใครๆก็รู้ ว่าเจียงเฉิงของเรา ตอนกลางวันเป็นของรัฐบาล แต่กลางคืนเป็นของโหวเย ไม่มีเหรอกครับ ไอ้ครึ่งหนึ่งที่ว่าเป็นของผมน่ะ”

ทั้งหมดต่างก็หัวเราะขึ้นอีกครั้ง เดิมที หัวใจหลักของการทานข้าวในครั้งนี้เป็นเซียวปินกับเทพธิดาฯ ทีแรกก็คิดว่าบรรยากาศจะน่าตึงเครียดเสียอีก ทว่าเพราะขาใหญ่ทั้งสองต่างก็รู้จักวางตัว ทั้งยังรู้ว่าเวลาไหนควรถอยหรือรุก แค่เพียงคำพูดไม่กี่คำ จึงทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที

เย่ปั้นเฉิงกล่าวต่อ “พูดอย่างไม่ปิดบังเลยนะครับ อันที่จริง เสี่ยวปินกับตระกูลเย่ของเรา มีความสัมพันธ์และความเป็นมาที่ลึกซึ้งมากเลยครับ เขาไม่เพียงแค่เป็นผู้ช่วยชีวิตผม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาวผม เย่เสี่ยวซีก็ดีมากด้วย  ซึ่งข้อนี้ คาดว่าทุกคนก็คงจะเห็นกันแล้ว.. ที่ผมเรียกทุกคนมาในวันนี้ ด้านหนึ่งก็เพราะต้องการทานอาหารร่วมกัน อีกด้าน ก็เพื่อให้เซียวปินและเทพธิดาได้ปรับความเข้าใจกันเสียหน่อย.. ได้ข่าวมาว่า เรื่องระหว่างทั้งสองเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะตระกูลเย่ แต่ตอนนี้ตระกูลเย่ก็ไม่อยู่แล้ว พวกคุณก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะรังควานอีกฝ่ายต่อไปแล้วใช่ไหมครับ? ผมพูดถูกหรือเปล่า?”

เซียวปินกล่าวตกใจ “ตระกูลเซี่ย…”

เย่ปั้นเฉิงกล่าว “เซี่ยหลุนโรคหัวใจกำเริบกะทันหัน ทำให้เขาเสียชีวิตลง  เมียของเขาก็ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลบ้า ส่วนลูกชายเขา เพราะสร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะ จึงถูกจับตัวไปขังเอาไว้ก่อน เพราะเหตุนี้ วันนี้ที่บริษัทของเซี่ยหลุนก็ได้ทำการลงประชามติขึ้น ผู้ร่วมหุ้นทุกคนต่างก็ถอนหุ้นออกไปมาก… ตอนนี้ตระกูลเซี่ยกำลังประสบปัญหาหนักอยู่ และจากการประเมินและวิจัยมาอย่างดีแล้ว ผมกะว่าจะซื้อต่อกิจการทั้งหมดของตระกูลเซี่ยมา พูดได้ว่า ตำนานเรื่องราวของตระกูลเย่ที่เคยโด่งดังในเจียงเฉิง บัดนี้ก็สลายไปแบบไม่มีวันย้อนกลับแล้ว”

เทพธิดาฯมองเย่ปั้นเฉิงนิ่งแวบหนึ่ง ครั้งนี้ ตระกูลเซี่ยได้ล้มละลายแบบเต็มตัวแล้วจริงๆ เทพธิดาฯเอง แม้จะไม่ใช่ผู้แพ้ แต่เธอก็ไม่ได้เปรียบอะไรเลยเช่นกัน เพราะแม้จะได้รับเงินมาจากเซี่ยหลุน แต่ตำหนักเธอก็โดนพังเสียไม่เหลือชิ้นดี  ทั้งยังต้องมาเสียหน้าอีก ยิ่งไปกว่านั้น เพราะงานนี้ เธอเองก็สูญเสียมือดีไปหลายคน ดังนั้นเงินก้อนนั้นก็ถือว่านำไปชดใช้สมทบแทนแล้วกัน

ตามที่เคยตกลงกับตระกูลเซี่ยเอาไว้ บริษัทลูกในแถบจินซาของเขาจะต้องถูกส่งต่อให้เทพธิดาฯทั้งหมด แต่ตอนนี้ เรื่องยังไม่ทันได้สำเร็จ บ้านนั้นก็ล้มละลายไปเสียแล้ว ดังนั้น บริษัทลูกก็ต้องถูกตระกูลเย่ซื้อไปด้วย เช่นนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนโดยไม่ได้กำไรตอบแทนเลย

กลับกัน ผู้ชนะในเกมนี้ จริงๆแล้วกลับเป็นเซียวปิยและเย่ปั้นเฉิงต่างหาก เซียวปินสามารถกำจัดตระกูลเซี่ยที่เป็นอริไปได้ ส่วนเย่ปั้นเฉิงก็ได้ครอบครองบริษัทต่างๆของตระกูลเย่ เมื่อคิดมาดังนี้ เทพธิดาก็รู้สึกหัวเสียขึ้นมา นี่เป็นการเสียเปรียบครั้งใหญ่ที่สุดที่เธอเคยเจอหลังเข้าวงการมาเลย

เย่ปั้นเฉิงมองไปยังเซียวปินและเทพธิดาฯ ยิ้มกล่าว “ไม่รู้ว่าพวกเธอจะยอมไว้หน้าฉันหรือเปล่า แต่เรื่องนี้ก็พอแค่นี้เถอะ พวกเธอก็ดื่มให้กันและกันคนละแก้วแล้วกัน ปรองดองกันเอาไว้ก่อน ดีไหม?”

เทพธิดาขมวดคิ้วมุ่น เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมให้ตัวเองเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย แม้อีกฝ่ายจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากในเจียงเฉิง เธอก็ไม่ยอมไว้หน้าเช่นกัน นอกจากเซียวปินจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เธอก็จะได้หน้าตากลับคืนมาด้วย

ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากกล่าว โหวเยก็กล่าวยิ้มแย้มขึ้นก่อน เทพธิดาหันขวับไปมองโหวเยทันที

มื้อเย็นในคืนนี้ ในเมื่อโหวเยยอมแล้ว ก็แปลว่าเขาต้องการจะยุติเรื่องนี้เช่นกัน และสิ่งที่ทำให้เทพธิดารู้สึกทั้งเครียดทั้งหงุดหงิดก็คือ เธอจะไม่ไว้หน้าเย่ปั้นเฉิงก็ได้ ทว่ากลับไม่ไว้หน้าโหวเยไม่ได้ เพราะแม้ในเจียงเฉิง เธอจะมีอำนาจมากจนราวจะกำหนดฟ้าฝนได้ ทว่าผู้ที่เป็นนายที่แท้จริงในวงการมืดก็ยังเป็นชายวัยกลางท่าทางสุภาพตรงหน้าอยู่ดี และแม้ดูภายนอกโหวเยจะราวสุภาพบุรุษที่แลดูเป็นมิตรหรือญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทว่าเทพธิดาฯก็รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของเขาดี

ยิ่งไปกว่านั้น โหวเยก็มีบุญคุณต่อราชาสวรรค์ทั้งสี่ ทั้งเธอและราชาสวรรค์อีกสามคนต่างก็เคารพรักโหวเยจากเบื้องลึกอย่างแท้จริง ทั้งยังจงรักภักดีต่อเขามากอีกด้วย ดังนั้น หากโหวเยคิดจะสงบศึกจริง เธอก็คงจะไม่สามารถฝ่าฝืนความประสงค์ของท่านได้เหมือนกัน

โหวเยที่มุมปากกระตุกอมยิ้มอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เขาราวเป็นทะเลกว้าง ที่แม้จะใสสะอาดเพียงใด แต่ก็ไม่สามรถมองเห็นทะลุไปถึงก้นบึ้งได้อยู่ดี แม้แต่เซียวปินที่เคยเจออะไรมามากก็ยังต้องยอมรับ ว่าชายวัยกลางท่าทางสุภาพเรียบร้อยตรงหน้า แท้จริงแล้วน่ากลัวกว่าใครๆ…

โหวเยจิบแหล้าในแก้วน้อยๆ จากนั้นจึงมองไปยังเย่ปั้นเฉิง กล่าวยิ้มๆ “ถูกของคุณเย่ เรื่องความแค้นน่ะ สะสางไปจะดีกว่าจองเวรกัน ในเมื่อคุณเย่พูดมาแบบนี้แล้ว ผมก็ต้องไว้หน้าคุณอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ได้เจอกับน้องชายคนนี้ ผมก็รู้สึกถูกชะตาด้วยมาก พวกวัยรุ่นล่ะนะ จะทำเรื่องผิดกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ทำผิดก็แค่แก้ไขมันซะ แค่ยอมรับและสำนึกในความผิดก็พอแล้วล่ะ ผมว่าเทพธิดาฯเองก็คงไม่ใช่พวกผู้หญิงที่ไม่มีเหตุผล หากน้องเซียวยอมขอโทษเทพธิดาฯล่ะก็ ผมยืนยันได้เลย ว่าเรื่องนี้จะจบไปเพียงเท่านี้แน่… ไม่รู้ว่าฉันตัดสินใจเองแบบนี้จะได้หรือเปล่า  พิโอนี?”

เทพธิดาฯพยักหน้า กล่าว “ในเมื่อโหวเยพูดมาเช่นนี้แล้ว แน่นอนว่าพิโอนีต้องไว้หน้าท่านอยู่แล้ว”

พูดจบเขาก็มองไปยังเซียวปิน

เซียวปินคิดในใจ… โหวเยคนนี้ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ แค่เพียงคำพูดไม่กี่คำก็สามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้แล้ว ทั้งยังให้เกียรติและทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้อีกด้วย แม้แต่เทพธิดาฯ เขาก็ยังคิดเผื่อความรู้สึกของเธอเอาไว้หมด คนที่มีจิตใจลึกลับซับซ้อนเช่นนี้ คำพูดก็รอบคอบไร้ที่ติ  เขาช่างเฉลียวฉลาดทั้งยังระเอียดเกินคนจริงๆ

เย่ปั้นเฉิงมองไปยังเซียวปิน ยิ้มแย้มกล่าว “เสี่ยวปิน ในเมื่อโหวเยก็พูดเช่นนี้แล้ว เธอก็กล่าวขอโทษต่อเทพธิดาฯเสียหน่อยเถอะ ยังไงเสียเธอก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบอะไรอยู่แล้ว ตำหนักเหนือของเทพธิดาโดนเธอพังเละไปหมด เธอดื่มขอขมาเทพธิดาฯแก้วหนึ่ง แล้วเรื่องนี้ก็ให้มันผ่านไปเถอะ ต่อไปทุกคนก็ยังเป็เพื่อนกัน คิดเสียว่าการปะทะเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเพื่อนก็แล้วกัน  เธอว่าไง?”

เซียวปินยืดตัวลุกขึ้น เขารินเหล้าลงแก้วตนจนเต็ม ก่อนจะดันเก้าอี้ออก เขาเดินอ้อมโต๊ะรอบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างๆเทพธิดาฯ  เทพธิดาฯเองก็ได้แต่ยืนขึ้นด้วยเช่นกัน

สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องมาทางทั้งสอง ที่ใบหน้าเย่ปั้นเฉิงและโหวเยต่างก็มีรอยยิ้มบางประทับอยู่ เทพธิดาฯเองก็กำลังเตรียมรับคำขอขมาจากเซียวปิน ทว่าคิดไม่ถึงว่าเซียวปินจะยกแก้วเหล้าในมือขึ้น แล้วเทของเหลวในแก้วลงพื้นไป เหล้านั้นเทรินไปบนพื้นระหว่างเขากับเทพธิดาฯ เทพธิดาฯสีหน้าเปลี่ยนไปทันที โหวเยเองก็ขมวดคิ้วมุ่น ส่วนเย่ปั้นเฉิงก็สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

“แก้วนี้ แด่จางกุ้ยกับยิงจื่อ  วันนี้… ฉันจะทำให้พวกเขาที่อยู่บนสวรรค์นอนตายตาหลับกันเสียที”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม