0 Views

พวกนักเลงและเหล่ามาเฟียในแถบจินซา เมื่อได้ยินประกาศจากราชาสวรรค์เขตเหนือ ต่างก็รุดมารวมตัวกันที่หน้าร้าน ทว่าพวกเขามากันเร็ว ก็กลับกันไปเร็วด้วยเช่นกัน หลังถูกเอ้อหั้วอัดจนเละ พวกนั้นก็จากไปด้วยสภาพน่าอนาถ แม้เอ้อหั้วจะไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรรุนแรงมากนัก  ทว่าวันนี้ทางโรงพยาบาลก็คงหนีไม่พ้น เต็มไปด้วยคนไข้แน่นอน

ภายในร้านบะหมี่ เมื่อมองไปยังร้านโล่งๆตรงหน้า หวังกุ้ยจือก็กล่าวเป็นห่วง “เสี่ยวปิน ร้านเราไปเป็นอริกับพวกนั้นได้ยังไงกัน ถ้าพวกมันมาหาเรื่องแบบนี้ทุกวัน แล้วใครที่ไหนจะเข้าร้านเราล่ะ…”

ความจริงแล้ว สิ่งที่หวังกุ้ยจื่อต้องการจะสื่อ คือทำไมเซียวปินถึงไปหาเรื่องแบบนี้ใส่ตัวได้ต่างหาก แต่เพราะเซียวปินเป็นผู้จัดการร้าน ทั้งที่ผ่านมาก็อยู่ร่วมกันได้โดยดีมาตลอด ดังนั้น เธอจึงไม่อยากจะกล่าวอะไรตรงเกินไปนัก

เซียวปินเข้าใจสิ่งที่เธอเป็นกังวลอยู่ดี เขายิ้มบางๆกล่าว “น้าหวังวางใจเถอะครับ เรื่องนี้ผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด เดี๋ยวผมจะไปจัดการเรื่องซื้อร้านข้างๆก่อน จากนั้นก็จะเริ่มการขยายร้านเลย ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ทุกคนก็ไม่ต้องมาทำงานกันแล้วนะครับ น่าจะใช้เวลาสักครึ่งเดือน รอจนร้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราค่อยมาจัดงานเปิดร้านกันใหม่อีกที ตอนนั้นคุณน้าหลี่ก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านจะได้มาตัดริบบิ้นด้วยกันด้วย ถึงตอนนั้น ผมรับประกันได้เลย ว่าร้านบะหมี่ของเราต้องกลายเป็นเขตหวงห้ามในแถบเจียงเฉิงแน่  และเมื่อถึงตอนนั้น ทั่วทั้งจินซาก็จะไม่มีใครกล้ามากหาเรื่องร้านบะหมี่ของเราอีก”

เรื่องระหว่างเขากับราชาสวรรค์เขตเหนือ ก็ได้เวลาต้องสะสางกันให้จบไปเสียที ไม่งั้น แม้วันนี้จะผ่านพ้นไปได้ และพวกนั้นก็คงจะผวากันไปอีกหลายวัน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าพวกมันจะไม่มองหาทางอื่นอีก เพราะหากไม่ได้ในที่แจ้ง พวกมันก็คงเปลี่ยนไปทำในที่ลับแทน ยังไงก็คงป้องกันเอาไว้ไม่ได้ตลอด

แม่งเอ้ย…  ราชาสวรรค์ฯนี่ก็ช่างไร้ยางอายจริง ตอนพ่อไปหาถึงที่กลับไม่ยอมออกมา พอมาตอนนี้ก็ไปปล่อยข่าวทั่ววงการใต้ดินของเจียงเฉิง ให้คนทั้งวงการมาตามตอแยหาเรื่องเขา กะจะทำให้เขาไม่พบกับความสงบอีก… ที่สำคัญคือ ตอนนี้เรื่องของเขาก็รู้ไปถึงหูตำรวจแล้ว เขาก็คงกลับไปหาเรื่องที่ตำหนักเหนือไม่ได้อีกแล้ว อีกอย่าง ต่อให้เขาจะกลับไปจริง ราชาสวรรค์เขตเหนือก็คงไม่ยอมปรากฏตัวตามเคย ตอนนี้เขาอยู่ในที่แจ้ง ส่วนอีกฝ่ายอยู่ในที่ลับ เธอคงต้องการจะบีบคั้นให้เขายอมอ่อนข้อให้ อยากให้เขาเป็นฝ่ายไปขอปรองดองกับเธอด้วยตัวเอง

เซียวปินไม่ได้กลัวการชนกันแบบแข็งปะทะแข็งเหรอก จะกลัวก็แต่อีกฝ่ายจะไม่แม้แต่จะแตะต้องเขาเลยด้วยซ้ำ…

หลังผ่านเรื่องเมื่อครู่ไป เซียวปินก็ให้ทุกคนรีบกลับไปพักผ่อนที่บ้านกันก่อน เป็นจังหวะพอดีกับที่เย่จื่อโทรเข้ามาพอดี เมื่อรับสาย เซียวปินก็หัวเราะแห้งๆ “เย่จื่อ ช่วงนี้ฉันก็มัวแต่ยุ่งๆ เลยไม่มีเวลามาเอาใจใส่เธอเลย”

“ฉันรู้” น้ำเสียงของเย่จื่อมิได้แสดงอารมณ์ไม่พอใจแต่อย่างใด กลับกัน น้ำเสียงเธอระคนไปด้วยความเป็นห่วงแทน “บุกพังตำหนักเหนือ พี่ปิน พี่นี่ไม่ยอมให้ใครเลยจริงๆ!”

เซียวปินลูบไปที่จมูกตัวเองเบาๆ หัวเราะแห้งๆ กล่าว “เรื่องนี้เล่ากันไปเร็วขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย? เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เอง วันนี้เธอก็รู้เสียแล้ว”

เย่จื่อน้ำเสียงจริงจัง “พี่ปิน พี่รู้ไหมว่าตำหนักสวรรค์เป็นที่แบบไหน? ที่นั่นถูกขนานนามว่าเป็นเขตหวงห้ามแห่งวงการมืดในสามแถบใหญ่ที่ทางเหนือในเมืองเจียงเฉิงเลยนะ ทั้งยังเป็นที่พำนักของราชาสวรรค์เขตเหนืออีก เธอเป็นผู้นำแห่งวงการมืดในเจียงเฉิง ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเธอเลยสักคน! พี่ไปพังที่นั่น ก็เท่ากับเป็นอริกับพวกคนวงการมืด หนึ่งในสี่ของเจียงเฉิงเชียวนะ แล้วยิ่งตอนนี้ราชาสวรรค์ก็มีคำสั่งให้ตามล่าตัวพี่แล้วด้วย ต่อให้พี่จะเก่ง แต่พี่ไม่เป็นห่วงคนรอบข้างบ้างเหรอ? ที่พี่มาเจียงเฉิงก็เพื่อจะปกป้องซูเสียวเสี่ยว พี่ทำแบบนี้ ไม่กลัวว่าตัวเองจะทำให้เธอต้องลำบากไปด้วยเหรอ? กระสุนที่ยิงกันโต้งๆน่ะหลบง่าย แต่ลูกดอกที่ยิงมาในที่ลับหลบยากยิ่งกว่า พี่ไม่กลัวตัวเองต้องใช้ชีวิตแบบหวาดระแวงเหรอ?”

เซียวปินหัวเราะแห้งๆ “แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?”

“…” เซียวปินหัวเราะยากลำบากอีกที “พูดซะ  หรือต้องให้ฉันไปจากเจียงเฉิงเลย?”

“ถ้าพี่ไปจากเจียงเฉิงจริง ฉันก็คงทนไม่ได้…” เย่จื่อน้ำเสียงอ่อนหวาน ทำเอาเซียวปินใจสั่นเป็นระลอก เขาอยากเจอเธอตอนนี้เลย อยากจะกอดเธอเอาไว้แน่นๆในอ้อมแขนเสียที

เซียวปินยิ้ม กล่าว “งั้นเธอลองบอกมาซิ ว่าอยากให้ฉันทำยังไง?”

“ทางที่ดีที่สุดก็คือการปรองดอง จุดประสงค์หลักตั้งแต่แรกของพี่ก็คือการปกป้องซูเสียวเสี่ยว ดังนั้น จึงไม่เหมาะจะทำอะไรเด่นสะดุดตานัก แม้คดีที่พี่ก่อกับราชาสวรรค์เขตเหนือจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีใครสามารถไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ได้ หลังคุณพ่อได้ข่าวเรื่องนี้ ท่านก็ติดต่อไปหา*โหวเยแล้ว”

“ราชาสวรรค์ทั้งสี่ในเจียงเฉิง ดูเผินๆ อาจเห็นว่าพวกเขาเป็นผู้ควบคุมดูแลวงการมืดทั้งหมดในเจียงเฉิง แต่ความจริงแล้ว ทั้งสี่คนกำลังทำงานใต้บังคับบัญชาของโหวเยต่างหากล่ะ… โหวเยเป็นคนมีจิตใจลุ่มลึก มองการณ์ไกล มีความโลภมาก เขารวบรวมผู้มีกำลังแข็งแกร่งที่สุดในวงการใต้ดินทั้งหมดมาไว้ในมือตัวเอง ขนาดคุณพ่อเอง ก็ยังระแวงและไม่ไว้ใจเขาเลย เรื่องพวกนี้เอาไว้ค่อยว่ากันเถอะ เอาเป็นว่า ราชาสวรรค์สี่คนต่างก็ทำงานให้โหวเย พวกเขาเป็นเหมือนไพ่คิงสี่ใบในมือโหวเย และทั้งสี่คนก็จงรักภักดีต่อเขามากด้วย ดังนั้น คุณพ่อจึงไปเชิญให้เขามาทานมื้อเย็นที่บ้านตอนเย็นนี้แล้ว แล้วก็ส่งคำเชิญไปยังราชาสวรรค์เขตเหนือแล้วด้วย ท่านเลยให้ฉันมาเชิญพี่นี่แหละ”

“พี่ปิน นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะหยุดเรื่องนี้แล้วนะ วงการใต้ดินในเจียงเฉิงซับซ้อนมากกว่าเมืองอื่นๆมาก และน่ากลัวมากกว่าด้วย… บ้านตระกูลเย่ของเราเป็นเหมือนเสาหลักทางด้านการเงินของเจียงเฉิง ต่อให้เป็นในวงการใต้ดิน บ้านเราก็มีความสำคัญไม่น้อยเลย โหวเยเองก็ไว้พอจะไว้หน้าที่บ้านฉันบ้าง ดังนั้น เขาไม่มีทางปล่อยให้พี่ต้องลำบากหรือเสียเปรียบแน่”

“ฉันรู้แล้วล่ะ” เซียวปินฉีกยิ้มที่อ่านไม่ออกขึ้น “ในเมื่อคืนนี้ทุกคนก็มากันพร้อมหน้าขนาดนี้ งั้นฉันจะไปสักหน่อยก็ได้”

เย่จื่อโล่งอก ที่เธอพูดมาตั้งมากตั้งมาย ก็เพราะเซียวปินมีนิสัยแข็งกร้าว และดื้อรั้นเกินไป ดังนั้น เมื่อได้ยินเซียวปินตอบรับปาก เธอจึงรีบร้อนกล่าว “งั้นฉันจะให้รถออกไปรับเดี๋ยวนี้เลย พี่อยู่ที่ไหน?”

“ฉันอยู่ที่ร้าน ไม่ต้องให้คนมารับเหรอก เดี๋ยวฉันขึ้นแท็กซี่ไปเอง”

“งั้นก็ได้ พวกเขาจะมาถึงในอีกไม่ช้าแล้ว พี่ก็รีบมาแล้วกัน”

“ได้”

เมื่อกดวางสายไป เซียวปินก็ขมวดคิ้วมุ่น เขากล่าวพึมพำ “เย่จื่อ ครั้งนี้เกรงว่าฉันคงจะทำให้เธอต้องผิดหวังแล้วล่ะ…”

 

เซียวปินมองไปยังหวังกุ้ยจือที่ยังไม่ได้กลับไป กล่าว “น้าหวังครับ ผมจะออกไปพร้อมกับเอ้อหั้ว ตอนน้าออกไปก็ล็อกประตูไว้ให้ด้วยนะครับ”

หวังกุ้ยจือกล่าว “ได้ อ้อ จริงสิ  ที่น้าเคยพูดไปก่อนหน้านี้น่ะ เธอก็อย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ… ไม่ว่าจะยังไง อีกหน่อย เธอก็จะกลายเป็นเจ้าของร้านบะหมี่นี่แล้ว กำลังจะร่วมหุ้นแล้วด้วย ที่ฉันพูดแบบนั้นไป ก็เพราะเป็นห่วงเรื่องกิจการในร้านก็เท่านั้นเอง”

“ผมรู้ครับ” เซียวปินหัวเราะ กล่าว “น้าหวังอย่าคิดมากเลยครับ ผมก็ไม่ได้โกรธอะไร…อีกอย่าง ก็อย่างที่น้าบอก เมื่อร้านนี้ขยายแล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในเจ้าของร้าน ถ้ากิจการทางร้านดี ผมก็ดีใจ และแน่นอนว่าผมก็หวังให้ในร้านมีพนักงานที่คิดแทนทางร้านเราแบบน้า… เดี๋ยวผมจะไปเรียกเอ้อหั้วก่อน น้าหวัง น้าก็รีบทำธุระแล้วกลับไปเถอะครับ”

เซียวปินเข้ามายังห้องพักผ่อนหลังร้าน แล้วจึงพบกับเอ้อหั้วที่กำลังนอนแผ่อยู่บนเตียง ทั้งที่ปากก็ยังส่งเสียงกรนไม่หยุด เซียวปินเมื่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะขึ้น พลางถีบไปที่ก้นเอ้อหั้วทีหนึ่ง เอ้อหั้วเมื่อถูกถีบก็รีบกระเด้งลุกจากเตียง ก่อนร้องตกอกตกใจ  “ใคร? ใครกัน?”

เมื่อเห็นว่าเป็นเซียวปิน เอ้อหั้วก็ขยี้ไปที่ตาเบลอของตัวเอง พลางกล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรง “พี่ปิน มาถีบก้นเราทำไม!”

เซียวปินหัวเราะ กล่าว “จะพาไปกินมื้อค่ำด้วย ไปไหม?”

เอ้อหั้วตาเป็นประกาย หัวเราะท่าทางซื่อบื้อ “ดีแล้วที่ถีบก้นเรา จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

เอ้อหั้วเดินส่ายตูดตามเซียวปินออกจากร้านไป ระหว่างทางก็ยังเอาแต่หัวเราะอยู่ตลอด ทั้งสองขึ้นโดยสารแท็กซี่คันหนึ่ง ก่อนรถจะแล่นมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่

ขณะทั้งสองเดินเข้าไปในโถง พวกคนรับใช้ต่างก็โค้งให้อย่างนอบน้อม พลางกล่าว “คุณเซียว มื้อเย็นเพิ่งจะเริ่มขึ้น คุณท่านให้ดิฉันมานำทางคุณไปค่ะ”

“นำไปเลยครับ”

ราชาสวรรค์เขตเหนือให้คนมารังควานตนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ที่เขายังยอมมาในครั้งนี้ ก็เพราะอยากจะเจอกับผู้หญิงคนนั้นสักครั้ง และที่สำคัญ เซียวปินก็เตรียมทำเรื่องบางอย่างต่อหน้าคนใหญ่คนโตที่มาในวันนี้ด้วย

ทันทีที่มาถึงห้องอาหาร เซียวปินก็ชะงักฝีเท้าลง เขามองไปยังชายวัยกลางอายุประมาณสี่สิบกว่าๆที่นั่งเด่นอยู่กลางโต๊ะอาหาร ที่หัวและมุมของโต๊ะอาหาร ซึ่งถือเป็นที่นั่งของบุคคลสำคัญ ด้านหนึ่ง เป็นเย่ปั้นเฉิง ส่วนอีกด้านก็คือชายวัยกลางคนดังกล่าว

ชายวัยกลางแต่งกายด้วยเสื้อสูท กางเกงสูท และรองเท้าหนัง ที่ข้อมือสวมนาฬิกาแบรนด์เนม ที่เหนือดั้งมีแว่นกรอบทองสวมอยู่ เขาแลดูเป็นคนเรียบร้อยและสุภาพมากคนหนึ่ง ทว่าเซียวปินกลับรู้สึกถึงความอันตรายรุนแรงที่แผ่ออกมาจากเขา ความรู้สึกเช่นนี้ แม้เป็นในตอนที่เขายังเป็นทหาร และทำภารกิจเสี่ยงอันตรายก็ยังมีน้อยครั้งที่จะได้เจอ ส่วนมากมักจะเป็นพวกขาใหญ่ที่คุมถิ่นจึงจะให้ความรู้สึกเช่นนี้กับเซียวปินได้บ้าง หรือว่าคนๆนี้… คือโหวเยที่เย่จื่อพูดถึง? แต่จากบุคลิกของเขา ช่างดูไม่เหมือนเลยเสียจริง

ชายวัยกลางราวรู้สึกได้ว่ามีคนมองอยู่ เขาหันมองมาทางเซียวปินทันที สายตาของเขาแลดูสงบและสันติมาก ทว่ากลับให้ความรู้สึกหนึ่งกับเซียวปิน ความรู้สึกราวภายในร่างของเทวดาแสนดีนั้น มีปีศาจร้ายแฝงอยู่  คนๆนี้ต้องไม่ธรรมดาแบบที่รูปลักษณ์เขาเป็นแน่

เมื่อเห็นเซียวปินมาถึง เย่ปั้นเฉิงก็ยืดลุกขึ้นครึ่งตัว พลางยิ้มแย้มกล่าว “เสียวปิน รีบเข้ามานั่งลงเร็ว เข้ามานั่งข้างๆเสี่ยวซีเร็ว”

เมื่อเห็นเย่จื่อมองมายังตน เซียวปินก็พยักหน้ายิ้มส่งให้เย่ปั้นเฉิง ก่อนกล่าวยิ้มแย้ม “ผมมาช้าไปหน่อย เดี๋ยวผมจะดื่มไถ่โทษสองแก้วนะครับ”

พูดจบ เซียวปินก็เลื่อนเก้าอี้ตัวหนึ่งออก ก่อนจะย่อตัวนั่งลงข้างเย่จื่อ จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับเย่ปั้นเฉิง “คุณอาเย่ครับ คนๆนี้เป็นเพื่อนที่มากับผม จะเป็นไรไหมครับ ถ้าจะให้เขาร่วมโต๊ะด้วย”

“ดูพูดเข้า เพื่อนของเธอก็คือเพื่อนของเราทุกคนไม่ใช่เหรอ? รีบนั่งลงกินข้าวด้วยกันเถอะ น้องคนนี้ชื่ออะไรล่ะ?”

เอ้อหั้วนั่งลงตรงข้างเซียวปิน ก่อนหัวเราะแหะๆ กล่าว “เราชื่อเอ้อหั้ว”

พรืด

คนหลายคนที่ในห้องอาหารต่างก็อดไม่ได้ หลุดหัวเราะออกมา แม้แต่ชายวัยกลางคนนั้นก็ยังอดไม่ได้ เผลอฉีกยิ้มน้อยๆออกมา เย่ปั้นเฉิงหัวเราะร่วน กล่าว “เป็นชื่อที่ดี ดีมากเลย ที่สำคัญคือเรื่องความน่าสนใจและตลกของชื่อนี่แหละ นั่งลงแล้วกินข้าวเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ นั่งลงเถอะ”

เอ้อหั้วจะไปรู้จักเกรงใจอะไรใครล่ะ หลังจากได้นั่งลงก็รีบกินอาหารมูมมามทันที

เย่ปั้นเฉิงหัวเราะน้อยๆ กล่าว “ท่านนี้ก็คือเทพธิดาแห่งดอกพิโอนีที่มีชื่อเสียงในเจียงเฉิงของเรา”

เซียวปินมองไปยังเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี เธอสวมชุดเดรสบางสีขาวชุดหนึ่ง ทั้งที่หน้ายังมีผ้าปิดหน้าสีขาวบางๆปิดอยู่ด้วย แม้ใบหน้าเธอจะถูกผ้าปิดหน้าปิดกั้นอยู่ ทว่าเซียวปินก็ยังรู้สึกได้ถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความยั่วยวนร้อนแรงที่ใต้ผ้านั่น…

 

*โหวเย : เป็นศักดิ์ใช้เรียกลูกชายขององชายค่ะ

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม