0 Views

โถงทั้งโถงบัดนี้ตกอยู่ในความเงียบสงัด ขณะเดียวกัน ภายในห้องรับแขกแห่งหนึ่งในตำหนักเหนือ เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีกำลังนั่งชมภาพเซียวปินที่กำลังท้าทายตนผ่านทางจอซึ่งเชื่อมกับกล้องวงจรปิดภายในตำหนัก ที่ข้างกายเธอ นอกจากจูหมิงหยี่แล้ว ยังมียอดฝีมืออีกหลายคนอยู่ด้วย

ชายรูปร่างเตี้ยผอมบางคนหนึ่ง กำลังโค้งตัวให้เธอ พลางกล่าวเสียงแหลม “ท่านเทพธิดาฯ พวกเราจะปล่อยให้มันทำตามใจแบบนั้นจริงหรือครับ?”

คนภายนอกต่างก็เรียกเธอว่าเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี หรือราชาสวรรค์เขตเหนือทั้งนั้น ทว่า เธอกลับหวังว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ คนเหล่านั้นจะเรียกแทนเธอว่าเทพธิดาเท่านั้น

เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีหัวเราะ กล่าว “ไม่งั้นนายอยากจะทำยังไงล่ะ?  คนๆนี้แข็งแกร่งเกินไป… คนที่มากับเขาก็ไม่ได้อ่อนหัดเช่นกัน”

ชายดังกล่าวหัวเราะเจ้าเล่ห์ “หากไม่นับรวมยอดฝีมือที่มีมากมายในตำหนัก เราก็ยังจัดการเขาได้ด้วยปืน  จะแข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็ยังต้องแพ้ให้ลูกปืน”

เทพธิดาฯ หัวเราะราบเรียบ “หมิงหยี่ นายคิดว่าไง?”

จูหมิงหยี่กล่าว “หากจะฆ่าเขา มีเปอร์เซ็นหกสิบเปอร์เซ็นที่จะทำสำเร็จ หรืออาจมากกว่านั้น เพราะที่นี่เป็นถิ่นของเรา”

“หืม?”

“แต่ว่า… ข่าวล่าสุดที่ได้รับ ตอนนี้เซี่ยหลุนเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตายกันแน่ หากเขาตาย สัญญาระหว่างเรากับตระกูลเซี่ยก็จะกลายเป็นโมฆะไป แล้วเรายังจำเป็นต้องไปสู้แบบเอาเป็นเอาตายกับคนแบบเขาเพื่อเซี่ยหลุนอีกเหรอ? ต่อให้ฆ่าเขาได้ คนของเราก็ต้องบาดเจ็บและล้มตายกันไปมากแน่”

“ฟังๆดูก็เหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง…” เทพธิดากล่าวราบเรียบ “แต่ถ้าปล่อยมันไปง่ายๆ หากคนนอกรู้เข้า เขาจะไม่หัวเราะเยาะฉันเหรอ?”

“ไม่เหรอก… เพราะตอนเขาเข้ามาพังตำหนัก เราทั้งหมดออกไปดื่มที่ข้างนอกกัน ไม่มีใครอยู่พอดี แล้วแบบนี้ ยังจะกลัวเรื่องขายหน้าอีกทำไม?”

เทพธิดากล่าวถาม “นายหมายความว่ายังไง?”

“ง่ายมาก แม้แต่ตอนนี้ เราก็ยังฆ่าชายคนนี้ได้ แต่ด้วยฝีมือของสองคนนั้นแล้ว ตำหนักเหนือของเราคงต้องสูญเสียคนดีๆไปมาก ยิ่งถ้าเราไม่ระวังตัวให้ดี เสียคนฝีมือดีไปอีกสองคนล่ะก็ แบบนั้นคงได้ไม่คุ้มเสียแน่… แม้ภายใต้อำนาจของ*ท่านโหวเย ราชาสวรรค์ทั้งสี่จะยังสันติสุขกันอยู่ แต่หากตำหนักเราเสื่อมถอยและอ่อนแอลงมากเกินไป ก็คงยากที่ราชาสวรรค์อีกสามคนจะไม่คิดเรื่องการแบ่งอำนาจใหม่ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ ทำเรื่องนี้ให้สงบลงไปพร้อมกับการไม่เสียหน้าไปด้วย รอให้มีโอกาสที่ดีมากกว่านี้ แล้วจึงลงมือรวด…”

“หากคนในวงการมืดใต้ดินมองว่าเขาเป็นศัตรู ต่อให้เขาไม่เป็นอะไร คนรอบข้างเขาก็คงยากจะหลีกเลี่ยงการถูกก่อกวนไปได้ ได้ข่าวว่าเจ้าของร้านบะหมี่นั่นสนิทกับเขามาก… ถึงตอนนั้นเขาจะไม่เป็นผู้ร้องขอการสมานฉันท์กับเราเหรอ? เมื่อเป็นดังนั้น เราก็จะรักษาหน้าเอาไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาพละกำลังไว้ได้อีกด้วย หากในอนาคต เราหาโอกาสที่ดีมากกกว่านี้ได้ หรือสามารถกำจัดเขาโดยสูญเสียคนและพละกำลังน้อยที่สุดเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นค่อยลงมือจัดการเขาก็ยังไม่สาย”

เทพธิดาฯหลับตาลง นิ่งเงียบไปชั่วขณะ คนอื่นๆเมื่อเห็นดังนั้นก็แทบไม่กล้าหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ ต่างก็รอฟังคำสั่งจากเทพธิดาเงียบๆ หากเพียงเธอสั่งมาแค่คำเดียว ต่อให้พวกเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซียวปิน พวกเขาก็จะสู้และฉีกเซียวปินเป็นชิ้นๆด้วยแรงทั้งหมดและชีวิตของพวกเขา แต่หากเทพธิดาฯฟังคำแนะนำจากจูหมิงหยี่ พวกเขาก็พร้อมจะทำตาม และรอดูสถานการณ์เงียบๆต่อไป

ในที่สุด เทพธิดาฯก็กล่าวใจเย็น “พวกนายออกไปก่อนเถอะ อย่าไปยุ่งกับเซียวปิน และอย่าออกไปเจอเขาด้วย ถ้าเขาอยากพัง ก็ปล่อยเขาพังไปเถอะ”

“ครับ” นอกจากจูหมิงหยี่ คนอีกสี่คนที่เหลือต่างก็ออกจากห้องไป

เมื่อทั้งหมดออกจากห้องแล้ว เทพธิดาฯก็ถามขึ้น “นายรู้ไหม ว่าทำไมฉันถึงฟังนาย?”

“ไม่รู้”

“เพราะนายเคยบอก ว่านายดูไม่ออกว่าเขาฝีมืออยู่ระดับไหน… และวันนี้ฉันก็ได้เห็นแล้ว ฝีมือที่แท้จริงของเขา ฉันเองก็ดูไม่ออก… ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากเป็นไปได้ ทำไมไม่เลือกสันติเอาไว้ก่อนล่ะ… ถือเป็นการป้องกันราชาสวรรค์อีกสามคนจะฉวยโอกาสตอนเรากำลังอ่อนแอด้วย”

จูหมิงหยี่กล่าวปิติ “พิโอนี  จริงๆแล้ว ฉันว่าเราไม่ควรเข้ามาพัวพันกับวงการมืดนี่เลย บอกตามตรง หลายปีมานี้ เธอฆ่าคนมามากขนาดนั้น มีผู้ชายตั้งมากมายตายในเงื้อมือเธอ แล้วเธอรู้สึกดีบ้างไหม? เพราะคนๆนั้นเพียงคนเดียว เธอถึงกับเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ มันคุ้มกันแล้วเหรอ?”

“ไสหัวไป!” เทพธิดาฯจู่ๆก็ราวเป็นบ้าขึ้นมา เธอชี้ไปที่ประตูอย่างบ้าคลั่ง แม้จูหมิงหยี่จะมองไม่เห็นก็ตาม เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีแผดเสียงตวาดลั่น “ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!”

จูหมิงหยี่เดินหมดแรงไปยังประตูทางออก หลังเปิดประตู เขาก็เดินหายเข้าไปในเงามืดช้าๆ

 

เซียวปิน เมื่อตะโกนติดต่อกันหลายครั้งแล้วยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ จู่ๆเขาก็หัวเราะดังก้องออกมา “ไม่เลวๆ  สมเป็นราชาสวรรค์เขตเหนือ ช่างใจกว้างเสียจริง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันก็ไม่เกรงใจแล้ว เอ้อหั้ว พัง!”

“อ้อ ได้ พังอะไร?”

“นอกจากคนพวกนี้ เห็นอะไรก็พังให้หมด ขอแค่เป็นของที่พังทำลายได้ ก็พังอย่าให้เหลือ ถ้าคนพวกนี้อยากลงไม้ลงมือ งั้นก็พังมันไปทั้งคนทั้งของนี่แหละ”

เอ้อหั้วตอบตกลงอย่าตื่นเต้น ก่อนเกมทำลายล้างจะเริ่มขึ้น… เดิม เขาเองก็มีพละกำลังมหาศาลอยู่แล้ว เมื่อเห็นอะไรก็จึงทำลายไปหมดเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ แกจันดอกไม้ ขอแค่ยกขึ้นมาได้ เขาก็ทุบพังเสียเละเทะไปหมด พวกนักเลงทั้งหลายต่างก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่กล้ากระดิกนิ้วเสียด้วยซ้ำ ปล่อยให้เอ้อหั้วพังทำลายตำหนักเหนือเสียจนไม่มีชิ้นดี

เมื่อทำลายข้าวของที่เคยสมบูรณ์จนเละไปหมด เอ้อหั้วก็กล่าวอย่างตื่นเต้น “พี่ปิน เรายังทุบของไม่สะใจเลย มีอะไรให้เราพังอีกไหม?”

เซียวปินหัวเราะ ก่อนจะเดินก้าวไปข้างหน้า เขาเงยหน้ามองเสาๆหนึ่งในตำหนัก ก่อนจะถอนหายใจออกมา

ตุ้บ บ แกรก ก

เขาปล่อยหมัดเข้าใส่เสา จนเสานั้นหักลงตรงกลาง ก่อนจะล้มระเนระนาดไปกองอยู่บนพื้นอย่างแรง เหล่านักเลงทั้งหลายต่างก็มองพลางอ้าปากตาค้าง ราวตากำลังจะหลุดออกจากเบ้า แล้วมีหรือ ที่พวกเขาจะอยู่นิ่งกันต่อ พวกมันรีบร้อนวิ่งกุลีกุจอออกจากตำหนักกันอย่างพร้อมเพรียง

เอ้อหั้วหัวเราะร่วน “ดูเรานะ”

เอ้อหั้ววิ่งเข้าไปโอบรอบเสาอีกอัน พลางเปล่งเสียงดังแสบแก้วหูออกมา จากนั้นเขาก็ลงมือหักเสาดังกล่าว

แกรก ก

เสานั้นหักเป็นสองท่อนที่ตรงกลาง ก่อนจะถล่มลงกองกับพื้น

บัดนี้ ตำหนักเหนือเริ่มโคลงไปมาแล้ว เซียวปินหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินไปยังเสาต้นที่สามอีก และเป็นดังเดิม เขาปล่อยหมัดออกไปยังเสา ก่อนมันจะหักลง ตำหนักเหนือสั่นโคลงอีกครั้ง เซียวปินมองไปยังเอ้อหั้ว ตะโกนกล่าว “เอ้อหั้ว กลับ!”

ทั้งสองเดินออกจาตำหนักเหนือ เมื่อเซียวปินและเอ้อหั้วเดินออกไปได้ไม่ไกล ตำหนักทั้งหลังก็พังทรุดลงอย่างแรง จนเกิดเสียงดังกระหึ่ม ตำหนักใหญ่โต บัดนี้กลับเหลือเพียงเศษฟุ่นละอองเท่านั้น

ครืน น น

ปัง ง

เทพธิดาฯที่กำลังดูจอภาพตบลงบนพนักวางมืออย่างแรง เธอโพล่งลุกขึ้น เดิมเธอยังคิดว่าเซียวปินจะแค่ทุบทำลายข้าวของเพื่อระบายอารมณ์โกรธเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าเขาจะทำลายตำหนักทั้งหลังไปเช่นนี้ นี่มันเป็นการเหยียดหยามกันชัดๆ การหยามศักดิ์ศรีในครั้งนี้ ต่อให้ตายเธอก็ไม่มีวันลืมแน่

เทพธิดาตะโกนกร้าว “คนที่ข้างนอกน่ะ!”

ผู้ดูแลความปลอดภัยสองคนพุ่งเข้ามาจากด้านนอก เทพธิดาฯบัดนี้นัยน์ตาประกายเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้น และแรงสังหาร เธอหยุดคิดแวบหนึ่ง คิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของจูหมิงหยี่ ก่อนจะโบกมือไล่พวกเขาในที่สุด เซียวปิน ฉันจะรอโอกาสในการฆ่าแก

 

เซียวปินพังทำลายตำหนักเหนือ ก่อนจะพาเอ้อหั้วเดินเฉิดฉายออกไป ตำหนักที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดอำมหิตก็กลับปล่อยทั้งสองออกไปโดยง่าย ไม่มีแม้ผู้รั้งห้ามเลยแม้แต่คนเดียว เอ้อหั้วกำลังร้องโหวกเหวกด้วยความตื่นเต้น ทว่าเซียวกลับไม่ได้รู้สึกดีใจนัก เพราะเป้าหมายในวันนี้ยังไม่สมบูรณ์ อย่างน้อยเทพธิดาฯก็ยังควบคุมอารมณ์ ทำใจเย็นอยู่ได้ เธอไม่ได้ปรากฏตัวออกมา

แต่ไม่ว่ายังไง อย่างน้อยเขาก็ทำลายตำหนักเหนือของเธอไป ก็ถือว่าได้ระบายความโกรธในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องอื่นๆ เอาไว้ค่อยว่ากันใหม่อีกทีก็แล้วกัน

เซียวปินไม่ได้คิดจะค้นหาเธอที่ตำหนักนั่นอีกต่อไป เพียงแต่ หลังได้ระบายความแค้นสมองก็โล่งสงบลงมาก เซียวปินบัดนี้จึงเพิ่งคิดไว้ ว่าการกระทำในวันนี้ของเขาเป็นการกระทำที่ประมาทมากเกินไปจริงๆ เพราะตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ถึงพละกำลังและสิ่งที่ราชาสวรรค์เขตเหนือสามารถทำได้ทั้งหมด บวกกับที่นั่นก็เป็นถิ่นของอีกฝ่าย ตัวเองก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่หากตัวมัวแต่เอ้อระเหยจนเอ้อหั้วต้องลำบากล่ะก็ แบบนั้นคงไม่ดีแน่

เซียวปินเดินจากมาพร้อมเอ้อหั้ว  จนเมื่อออกมาไกลมากแล้ว จึงหารถแท็กซี่ได้ จากนั้นเซียวปินก็ทำตามสัญญา พาเอ้อหั้วไปเลี้ยงมื้อใหญ่จริงๆ ทั้งสองนั่งลงที่ห้องเหมาพิเศษ เซียวปินสั่งบาบีคิวและเบียร์มาลังหนึ่ง ก่อนทั้งสองจะเริ่มลงมือทั้งดื่มทั้งกิน

“พี่ปิน ขอบคุณที่พาเราไปทำเรื่องสนุกแบบนั้นนะ เราไม่ได้ทำอะไรสะใจแบบนั้นมาตั้งนานแล้ว อยากพังอะไรก็พัง อยากตีใครก็ตี… พี่ปิน ต่อไปเราจะตามนาย แล้วยกให้นายเป็นลูกพี่เลย เราไปกับนายแล้วสนุก สะใจดี”

เซียวปินยกแก้วขึ้น ก่อนทั้งสองจะดื่มรวดเดียวหมด เซียวปินหัวเราะกล่าว “นายคิดจะติดตามฉันจริงๆเหรอ? ไม่อยากไปที่อื่นเลย?”

“ใช่สิ เรามาจากหมู่บ้าน ไม่รู้จักใครเลย แถมยังไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่รู้จักสถานที่เลยด้วย นอกจากตามนายแล้วยังไปตามใครได้อีกล่ะ? ต่อไปเราจะฟังแค่นายคนเดียวเลย นายชี้ไปทางขวา เราก็จะไปอัดทางขวา ชี้ไปทางซ้าย เราก็ไปอัดทางซ้าย เราไม่รู้เรื่องเหตุผลหรือวิธีการอะไรเหรอกนะ แต่เราดูออกว่านายดีกับเราจริงๆ ดังนั้น ต่อไปเราจะฟังนายนะ”

เซียวปินถอนหายใจ ยิ้มบางๆกล่าว “งั้นต่อไปนายก็มาติดตามฉันเถอะ หางานอะไรในร้านทำไปพลางๆก่อน รอให้ร้านเราขยาย ตอนนั้นฉันจะหาคนมาเพิ่ม แล้วนายก็ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว แค่ระวังไม่ให้มีคนมาสร้างความวุ่นวายในร้านก็พอ”

“เป็นบอดี้การ์ดเหรอ? นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดเลย”

เซียวปินหัวเราะร่วน ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น สุขุม “ตอนนี้ฉันก็ไปมีเรื่องมีราวกับคนบางคนแล้ว ต่อไปอาจจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย คงมีคนมาหาเรื่องที่ร้านบ่อยเลย บอดี้การ์ดแบบนายก็ทำงานลำบากนะ”

“แม่เราบอกไว้ ว่าความสามรถที่เรามีเยอะแยะพวกนี้  มีไว้เพื่อทำความดี”

เซียวปินหัวเราะ “แล้วแม่นายเคยบอกไหม ว่านายต้องหาผู้หญิงแบบไหนมาเป็นเมีย?”

เอ้อหั้วจับไปที่หัว พลางหัวเราะบื้อ “แหะๆ แม่เราบอกว่า เราหน้าตาซื่อบื้อ แต่คนซื่อก็มีลาภของตัวเอง ไม่แน่ บางทีอาจจะมีผู้หญิงหน้าตาสวยๆมาหลงรักเรา เพราะถูกหน้าตาซื่อบื้อเรียบร้อยของเราหลอกเอาก็ได้ แม่เราบอกไว้ ในประเทศจีนมีผู้หญิงสวยๆตั้งเยอะขนาดนั้น คงมีคนตาบอดบ้างแหละ”

เซียวปินเพิ่งจะรินเหล้าลงแก้ว กำลังดื่มเองเงียบๆ เมื่อฟังเอ้อหั้วพูดจบก็รีบหันกลับไปอีกทาง แล้วพ่นเหล้าในปากออกมา ก่อนหัวเราะร่วนยาว “เอาไว้ฉันจะไปเยี่ยมท่านเป็นเพื่อนนายนะ คุณน้านี่คิดได้รอบคอบดีจริงๆ”

เอ้อหั้วแววตาเคว้งว้าเหว่ เขาก้มหน้าลง ก่อนใช้มือปิดไปที่หน้าตัวเอง กล่าวผสมเสียงร้อง “แม่เราตายแล้ว”

 

————————————————

*ท่านโหวเย : เป็นศักดิ์ค่ะ ใช้เรียกลูกชายขององค์ชาย

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม