0 Views

เซี่ยกู้เฉิงถูกจับตัวไปโดยไม่มีใครในคฤหาสน์ตระกูลเซี่ยรู้เลยแม้แต่คนเดียว จนเมื่อถึงตีสามกว่าๆ  เรื่องนี้จึงจะแพร่งพรายไป

ชายถึกหนึ่งในนั้นรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบๆก็พบแต่ห้องว่างเปล่า เมื่อมองไปยังรถเข็นก็พบเพียงรถเข็นโล่งๆ มันตกใจเสียจนเหงื่อแตก รีบปลุกชายอีกคนที่ยังนอนนิ่งอยู่ให้ตื่นขึ้น แล้วทั้งสองจึงวิ่งกุลีกุจอออกไปเคาะทุบที่หน้าห้องเซี่ยหลุน

เซี่ยหลุนและภรรยากำลังนอนหลับอยู่ เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังก็ตกใจตื่นขึ้น เซี่ยหลุนสะดุ้งลุกมานั่งบนเตียง ขณะลุกมือก็จับเข้าที่หน้าอกภรรยาพอดี พลางเซี่ยหลุนรู้สึกเปียกชุ่มที่มือ ทั้งยังได้กลิ่นคาวเลือดอีกด้วย… เขายื่นมือออกไปเปิดไฟในห้องอย่างกล้าๆกลัวๆ และทันทีที่ห้องสว่างขึ้น เซี่ยหลุนก็เบิกตากว้าง พลางที่ปากก็เปล่งเสียงร้องผวาออกมา และในที่สุด เขาก็กรอกตาขาวแล้วสลบเหมือดไป

ทางด้านเมียของเซี่ยหลุนเองก็ตกใจสะดุ้งพลางขนลุกไปทั้งตัว เมื่อเธอยื่นมือออกไป ก็พบว่าทั้งแขนเต็มไปด้วยเลือด เธอปรายตามองที่เตียง ก่อนจะพบศีรษะสุนัขซึ่งเต็มไปด้วยเลือดวางอยู่ตรงกลางระหว่างหมอนของเธอและเซี่ยหลุน จากนั้นเธอก็ตกใจสุดชีวิต พลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้าตัวเองเอาไว้

“กรี๊ดดดดด”

เธอกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและผวาสุดขีด ก่อนจะนั่งฉี่ราดอยู่บนเตียง และสลบเหมือดไปในที่สุดเช่นกัน

ชายล่ำใหญ่ทั้งสองพังประตูห้องเข้าไปหลังได้ยินเสียงกรีดร้อง ก่อนจะเจอเซี่ยหลุนและภรายาที่กำลังสลบเหมือดอยู่บนเตียง ที่ตัวทั้งสองก็มีเลือดสุนัขเปรอะเลอะเต็มไปหมด เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสองก็หัวใจหล่นไปที่ตาตุ่ม รีบร้อนตะโกนปลุกทุกคนในคฤหาสน์ใหญ่ให้ตื่นขึ้น และเรียกรถพยาบาลเข้ามาทันที

วันต่อมา ข่าวใหญ่นี้กระหึ่มไปทั่วทั้งเจียงเฉิง  ข่าวทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเซี่ยแสดงโชว์ อวดร่างเปลือยที่แถบหรูหราในเจียงเฉิงตอนกลางดึก ถูกสำนักพิมพ์ตีพิมพ์ออกมากระจายต่อสายตาคนทั้งเมือง  คุณหญิงและคุณเซี่ยถูกนำเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจากโรคหัวใจกำเริบ ขณะนี้ยังไม่รู้เป็นตาย

หลังจากตื่นนอนตอนเช้า เซียวปินก็เดินไปเคาะเรียกซูเสียวเสี่ยวที่ประตูห้องเธอ ไม่นาน ซูเสียวเสี่ยวในชุดนอนก็เดินมาเปิดประตูให้ โดยที่ตาเธอเต็มไปด้วยเส้นเลือดเล็กๆสีแดง

“สีหน้าเธอดูไม่ค่อยดีเลย” เซียวปินสีหน้าเป็นห่วง “วันนี้อย่าเพิ่งออกไปไหน พักผ่อนอยู่ในบ้านก่อนเถอะ เธอน่าจะยังตกใจเรื่องเมื่อวานอยู่”

“อืม….” ซูเสียวเสี่ยวถอนหายใจเฮือก กล่าว “พี่ปิน ฉันคิดไม่ออกจริงๆ ว่าเพื่อนร่วมห้องคนนั้นจะมาทำร้ายฉันทำไม ฉันอุตส่าห์ไปร่วมงานวันเกิดเธอแท้ๆ แต่หลังจากดื่มเหล้าที่เธอส่งให้ฉันก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย”

“ใจมนุษย์ยากแม้หยั่งถึง” เซียวปินถอนหายใจเฮือกเช่นกัน “ตระกูลเซี่ยมีเงินทองเยอะขนาดนั้น พวกมันซื้อเพื่อนคนนั้นของเธอได้ง่ายๆเลย ไม่แน่ เขาอาจเป็นแค่ผู้หญิงโลภมากก็ได้ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเธอถูกพวกมันใช้อำนาจบังคับ  เอาล่ะ…ทีแรกฉันกะจะแก้แค้นให้เธออยู่เหรอกนะ แต่พอมาคิดอีกที เรื่องแบบนี้ ให้เธอเป็นคนจัดการเองน่าจะดีกว่า เพราะวิธีที่ใช้จัดการคนแบบนั้นของฉัน คงไม่เหมาะนำไปใช้กับนักศึกษาสาวที่หลวมหลงผิดคนหนึ่งสักเท่าไหร่”

“ฉันเข้าใจ” ซูเสียวเสี่ยวถอนหายใจ “ฉันจะจัดการแน่”

“เธอพักผ่อนเถอะ ฉันออกไปก่อนล่ะ เรื่องในครั้งนี้ยังต้องจัดการอะไรอีกหน่อย… เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ฉันรับปากพี่สาวเธอว่าจะดูแลเธอให้ดี ฉันไม่มีวันปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับเธออีกแน่”

“ขอบคุณนะ” ซูเสียวเสี่ยวมองไปยังเซียวปิน สีหน้าจริงจัง “เมื่อวานถ้าไม่ได้พี่ล่ะก็”

“อย่าขอบคุณเลย ฉันไปก่อนล่ะ”

เมื่อมองตามแผ่นหลังของเซียวปิน ซูเสียวเสี่ยวนัยน์ตาก็ประกายระยับไปด้วยน้ำตา

 

เซียวปินเดินเข้าไปในร้านบะหมี่ เขาเดินตรงเข้าไปในครัว ก่อนจะตบบ่าเอ้อหั้วที่กำลังก้มหน้าก้มตาเด็ดผักอยู่ กล่าว “ไปกัน วันนี้ฉันให้นายหยุดวันหนึ่ง ฉันจะพาไปเล่นอะไรสนุกๆ”

เอ้อหั้ววางผักในมือลงทันที ดวงตาเป็นประกาย “จริงเหรอ ไม่ได้หลอกเราใช่ไหม? ไม่หักเงินเดือน หรือไม่ให้เรากินข้าวใช่ไหม?”

เซียวปินหัวเราะ “เงินเดือนได้ตามปกติ แล้วคืนนี้จะพาไปเลี้ยงมื้อใหญ่ด้วย”

เอ้อหั้วตบอกรับคำทันที “พี่ปินจะให้เราทำอะไร เราก็จะทำ จะให้เราเล่นอะไร เราก็จะเล่นอันนั้น”

เซียวปินกล่าวกับหวังกุ้ยจือ “น้าหวัง วันนี้พวกเราจะไปทำธุระสักหน่อย ทุกคนลำบากกันหน่อยนะครับ”

“มีธุระก็ไปเถอะ ไม่เป็นไร”

เซียวปินคิดนิดหนึ่ง ก่อนกล่าว “จริงสิ แล้วก็ร้านข้างๆ… ผมว่าเรื่องโอนต่อให้เราคงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”

จูเลียต บัดนี้ก็ไม่อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็ยังติดหนี้เซียวปินอยู่อีกหนึ่งแสนหยวน ทั้งยังมีสัญญายืนยันอีก ว่าหากครบกำหนดแล้วเธอยังหาเงินมาคืนให้ไม่ได้ เธอก็ต้องขายร้านต่อให้เขาในราคาที่ต่ำกว่าราคาจริงหนึ่งแสนหยวน แต่บัดนี้เธอก็ตายไปแล้ว เรื่องคืนเงินคงเป็นไปไม่ได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสัญญาและกฎหมาย เซียวปินก็พร้อมทำตามสัญญา จ่ายเงินที่เหลือให้เธอไป แล้วร้านนั้นจะได้ตกเป็นของเซียวปินอย่างสมเหตุสมผล

หวังกุ้ยจื่อตาเป็นประกาย “จริงเหรอ?”

เธอคาดหวังอยากให้ร้านนี้ขยายมานานแล้ว ตอนนี้แม้ร้านจะไม่ใหญ่ แต่ทุกวันกลับมีลูกค้ามากมายเข้ามาอุดหนุน พวกเขาเองก็ทำงานกันแทบไม่ทันด้วยซ้ำ เมื่อร้านขยายใหญ่ขึ้น แน่นอนว่าต้องหาคนเข้ามาเพิ่ม จะได้แบ่งเบางานของพวกเขาด้วย หลายวันที่ผ่านมา เมื่อกลับบ้านไป พวกเธอก็มักจะปวดเมื่อยตามตัวไปหมด แม้จะเพิ่มเงินเดือนให้ก็จริง แต่ถึงกระนั้น ใครก็คงไม่อยากทุ่มเทให้งานแบบแทบเป็นแทบตายแบบนี้เหรอก จริงไหม?

เซียวปินพยักหน้า จากนั้นก็ตบไปที่หลังเอ้อหั้ว แล้วพาเขาออกจากร้านไป ระหว่างทาง เสียวเป่ยตรวจสอบและสืบทุกอย่างมาหมดแล้ว เขาบอกรายละเอียดและข้อมูลต่างๆของราชาสวรรค์เขตเหนือแก่เซียวปิน

ราชาสววรค์เขตเหนือ เพศหญิง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี เป็นขาใหญ่ของแถบทางหนือในเจียงเฉิง  มีลูกน้องใต้อาณัติมากมาย ปกติมักจะอาศัยอยู่ในตำหนักเหนือ ในแต่ละเขตของเจียงเฉิงจะมีตำหนักอยู่เขตละหลัง ซึ่งมีราชาสวรรค์ของแต่ละเขตเป็นเจ้าของ โดยชื่อตำหนักจะตั้งตามเขตของแต่ละคน คือตำหนักเหนือ ตำหนักใต้ ตำหนักตะวันออก และตำหนักตะวันตก ภายในตำหนักเหนือมีตำหนักราชาสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ๆใช้ในการประชุมหรือหารือกันระหว่างราชาสวรรค์ทั้งสี่ ทั้งยังมีที่ประทับราชาสวรรค์ ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของเทพธิดาแห่งดอกพิโอนีด้วย

ตอนนี้ เซียวปินกำลังพาเอ้อหั้วไปเล่นสนุกที่ตำหนักเหนืออยู่

เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าตำหนักเหนือ เพราะผู้เฝ้าประตูไม่ยอมให้เข้าไป เเท็กซี่จึงจำต้องจอดลงตรงหน้าตำหนักเท่านั้น หลังจ่ายค่าโดยสาร เซียวปินและเอ้อหั้วก็ลงจากรถ

เมื่อมองดูประตูเหล็กสูงลิ่วตรงหน้า เอ้อหั้วก็หัวเราะบื้อพลางกล่าว “พี่ปิน  พวกเขาไม่ยอมให้เราเข้าไปเลย แล้วเราจะทำยังไงดี เราต้องหาทางกระโดดข้ามไปใช่ไหม?”

เซียวปินหัวเราะ กล่าว “มีเราสองคนอยู่ ยังจำเป็นต้องปีนเข้าไปอีกเหรอ?”

เอ้อหัวเบิกตาแบ๊ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความมึนงง พลางเซียวปินเดินไปหน้าประตูเหล็กสูง เคาะไปที่แท่งเหล็กตรงหน้า ก่อนกล่าวถามคนเฝ้าประตูสองคนด้านใน “ไม่ยอมเปิดให้จริงๆเหรอ?”

ผู้ถูกถามโบกมือไปมา กล่าวอย่างรำคาญเต็มที “รีบไสหัวไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆแกจะเข้ามาได้ง่ายๆนะ”

“งั้นก็ได้” เซียวปินชี้ไปที่ประตูเหล็กหนัก ก่อนหันกลับไปกล่าวกับเอ้อหั้ว “เอ้อหั้ว นายมีแรงมาก มาพังประตูนี้ให้ฉันหน่อยสิ”

เอ้อหั้วกล่าวตกใจ “แม่เราเคยบอก คนที่เข้าไปโดยไม่ได้รับเชิญเป็นเด็กไม่ดี”

“เหอะๆ… ถ้าไม่พังประตู งั้นคืนนี้ก็ไม่มีข้าวให้กินแล้วล่ะ”

ปัง ปัง ปั้ง

เอ้อหั้วราวควายถึกคลั่ง วิ่งชนเข้าที่ประตูไม่ยั้ง…

แกรก

กลอนประตูขาดออกจากกัน ทั้งคนเฝ้าเมื่อครู่และคนเดินตรวจตราต่างก็ยืนอึ้งอ้าปากค้าง ก่อนประตูเหล็กหนาจะเปิดออก

เซียวปินกล่าวถาม “ไหนบอกว่าคนที่เข้าโดยไม่ได้รับเชิญเป็นเด็กไม่ดีไง”

เอ้อหั้วยิ้มตาหยีด้วยท่าทางซื่อบื้อ “แม่เราบอกว่า เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็กอีก”

เซียวปินหัวเราะเสียงดัง “ดี ไป  เข้าไปกัน”

คนเฝ้าประตูทั้งสองต่างก็รีบร้อนเข้ามาห้ามเอาไว้ ในใจก็กลัวแทบตาย แต่ยังต้องแสร้งเป็นสุขุมอยู่ “หยุดเดี๋ยวนี้นะ หากไม่มีคำสั่งจากราชาสวรรค์ ใครก็ห้ามเข้า”

เอ้อหั้วหันมองเซียวปินแวบหนึ่ง กล่าวถาม “ทำไงดี?”

“ใครห้ามนาย นายก็อัดมันซะ”

เอ้อหั้วไม่พูดพร่ำทำเพ เขาพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองราววัวบ้า ก่อนจะจับคนทั้งสองไว้ด้วยแขนคนละข้าง พลางยกพวกมันขึ้นจากพื้น แล้วเหวี่ยงโยนคนทั้งสองลอยละลิ่วออกไปราวลูกกอล์ฟ พวกยามที่กำลังวิ่งมาทางพวกเขา ต่างก็ชะงักฝีเท้าลง พลางมองลูกกอล์ฟทั้งสองตาค้าง มองดูมันลอยละลิ่วเป็นเส้นโค้งพาราโบล่าที่สมบูรณ์แบบ ก่อนจะร่วงลงบนพื้นหนักๆ

เซียวปินยิ้มตาหยีพลางเดินสาวเท้าเข้าไปหาศัตรู ส่วนเอ้อหั้วเมื่อเห็นคนมากมายพุ่งตัวเข้าหา ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เขากระโดดโลดเต้น กล่าว “พี่ปิน พี่บอกว่าจะพามาเล่นเกมใช่ไหม นี่เรียกว่าเกมอะไรเหรอ?”

“เรียกว่าเซียวปินผู้กล้าหาญทลายตำหนักสวรรค์  เอ้อหั้วกระทืบเทพเฝ้าประตู”

เอ้อหั้วได้ฟังก็ยิ่งตื่นเต้นไปใหญ่ ถึงขนาดร้องออกมาเป็นเสียงโทนเดียวกับนักแสดงงิ้วเลย “อ้า ย้ายายายา”

จากนั้น เอ้อหั้วก็ราวฉากงิ้วในเรื่องสามก๊ก เขาราวเคลื่อนไหวโดยมีจังหวะประกอบ พุ่งตัวเข้าไปกลางฝูงคน คนพวกนี้เป็นพวกนักเลงฝีมือใช้ได้ที่ราชาสวรรค์รวบรวมมา ทว่า เมื่อเทียบกับเอ้อหั้วแล้ว ฝีมือก็ช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน และต่อให้หมัดของพวกมันจะซัดโดนร่าง สำหรับเอ้อหั้วที่มีร่างดุจเหล็กหนาแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเกาตามตัวเท่านั้น

คนเหล่านั้นลอยละลิ่วออกไปทีละคนๆ เซียวปินเพียงแค่เดินตามไปทีละก้าว จนเมื่อถึงตำหนักราชาสวรรค์แล้ว ขาก็ยังไม่ได้แม้แต่กระดิกนิ้วเลยด้วยซ้ำ

ขณะนั้นเอง คนสองคนก็พุ่งออกมาจากในตำหนัก สองคนนี้ก้าวเดินมั่นคงหนักแน่น แววตาก็ดูมีพลัง พวกมันยืนอยู่บนบันไดหน้าตำหนัก พลางยืดเส้นยืดสายไปด้วย ขณะทำ ร่างกายก็มีเสียงดังกรอบของกระดูกและกล้ามเนื้อดังออกมาไม่หยุด ดูท่า สองคนนี้น่าจะอยู่ระดับยอดฝีมือ

ทั้งสองประสานมือเคารพแบบคนจีน ก่อนจะกล่าวรายงาน “จางเฟยและจางหยางในขั้นหัดกระดูก ยอดฝีมือทั้งสอง โปรดแนะนำด้วย”

เอ้อหั้วตาเป็นประกาย “ในที่สุดเราก็เจอยอดฝีมือตตัวจริงแล้ว”

เงาดำเงาหนึ่งแวบผ่านไป เซียวปินเคลื่อนไหวด้วยความเร็วยิ่งสายฟ้าฟาด เขาเคลื่อนตัวไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง ก่อนจะกระแทกฝ่ามือหนักๆเข้าที่อกพวกเขา

ทั้งสองกระอักเลือดออกมาพร้อกัน ก่อนร่างจะลอยละลิ่วกลับเข้าตำหนักไป ไม่รู้เป็นระยะทางกี่เมตรกันแน่ สุดท้ายจึงร่วงหนักๆลงบนพื้น และสลบเหมือดไป

“ให้ตายสิ ไม่ให้โอกาสเราเลย”

เซียวปินหัวเราะ “ถ้ายังไม่สะใจ อีกเดี๋ยวยังมีโอกาสอีกเยอะเลย ไป เข้าไปกับฉัน!”

เซียวปินก้าวหนักๆเข้าไปในตำหนักราชาสวรรค์ กลิ่นอายชวนผวาแผ่ซ่านออกจากร่างเขา พวกนักเลงมากมายที่ด้านใน ต่างก็รู้สึกถึงความน่าหวาดผวาและความสยดสยองมากมายที่ทำให้พวกเขาแทบหายใจไม่ออก กำลังพุ่งเข้าตรงหน้า

ภายในตำหนักนี้ มีเพียงพวกนักเลงมากมายรออยู่เท่านั้น แม้แต่ยอดฝีมือจริงๆสักคนก็ยังไม่มี ยิ่งเป็นยัยเจ้ใหญ่เทพธิดาฯนั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เซียวปินแววตาประกายน่าขนหัวลุก เมื่อกวาดตามองไปจนทั่วแล้ว เขาก็กระทืบเท้าหนักๆลงบนพื้น

ตึง ง

พื้นดินเบื้องล่างแตกระแหงเป็นแว่นราวใยแมงมุม ความน่าผวาและความดุดันของเขาทำให้พวกนักเลงต่างก็ก้าวถอยหลังไป

เซียวปินใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความดุดัน เขากล่าวเสียงดังด้วยน้ำเสียงมั่นใจมากมายอย่างหาที่สุดไม่ได้ “เทพธิดาอยู่ไหน เซียวปินมาพังตำหนักแล้ว!”

หากเป็นคนอื่นคงบอกว่ามาเยี่ยมเยือน ทว่าเซียวปินกลับพูดว่ามาพังตำหนัก

มั่นใจ กล้าหาญ ดุดัน น่าเกรงขาม เมื่อเซียวปินกริ้วโกรธ แรงผู้ใดจะทัดเทียมได้!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม