0 Views

จางกุ้ยครางออกมาดังลั่น จากนั้นก็ราวได้ปลดปล่อยความใคร่ออกมาจนหมด ผู้หญิงคนนั้นรีบดันเขาออก ก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมกาย… จางกุ้ยอุทานตกใจ ก่อนจะสวมกางเกงอย่างเงียบๆ  พลางผู้หญิงดังกล่าวก็กล่าวเสียงแง่งอน ช่วงนี้นายไม่ยอมติดต่อมาหาฉันเลย  หลายวันก่อนฉันเห็นนายอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายคิดว่าฉันไม่รู้เรื่องหรือไง? ผู้หญิงคนนั้นทั้งสวยกว่า สูงสง่ากว่า แล้วยังดูดีมากกว่าฉันอีก…. ฉันมันก็แค่หญิงค้าบริการธรรมดาๆคนหนึ่ง ถ้านายจะไม่เห็นค่าในตัวฉัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

จางกุ้ยตวาด ยิงจื่อ  เธอแม่งพูดเหี้ยอะไรวะ?”

หากเซียวได้เห็นสีหน้าจางกุ้ยในขณะนี้ เขาต้องรู้สึกตกใจมากแน่ๆ เพราะผู้ชายที่ทั้งขี้ริ้วขี้เหร่  รูปร่างต่ำเตี้ย บ้ากามแล้วยังปอดแหกอย่าเขา บัดนี้ที่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยอารมณ์ทั้งโกรธและน้อยใจในเวลาเดียวกัน ไหนจะยังความรักเต็มเปี่ยมจนไม่สามารถเก็บกลั้นนั่นอีก!

ฉันเจอเธอตอนอายุยี่สิบแปด ตอนนั้นเธอเพิ่งจะยี่สิบสอง ตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา เธอก็เป็นผู้หญิงของฉัน จางกุ้ย! หลายปีมานี้ ฉันอยากหาเงินมาไถ่ตัวเธอ แต่ฉันแม่งไม่ได้เรื่องเองแหละ! แต่ถึงฉันจะไม่ได้เรื่อง แต่อย่างน้อยฉันก็มีหัวจิตหัวใจ ฉันมีจิตสำนึกดี หลายปีมานี้ ที่เธอทำดีกับฉันมา ฉันล้วนจำมันได้ทั้งนั้น ฉัน…จางกุ้ย ไม่ได้เป็นคนไม่มีหัวใจ ไม่ใช่ไม่มีจิตสำนึกนะ!

พอแล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว…ยิงจื่อร้องไห้ออกมา เธอร้องหนักจนเครื่องสำอางบนใบหน้าเปรอะไปหมด

จางกุ้ยกระโจนเข้าหา ก่อนจะมุดตัวลงไปใต้ผ้าห่ม แล้วกอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขน จางกุ้ยเป็นคนรูปร่างเล็กเตี้ย แต่บัดนี้ ทุกๆสิ่งที่เขาทำล้วนส่งผลให้เขาแลดูเป็นคนสูงส่ง และยิ่งใหญ่ขึ้นมา

จางกุ้ยก็ราวจะร้องตาม หลายปีมานี้เธออยู่ข้างฉันมาโดยตลอด คนอื่นๆต่างก็มองว่าฉันทั้งขี้เหร่แล้วยังเตี้ยด้วย  มีแต่เธอที่ไม่เคยรังเกียจฉันเลย เธอดูแลเอาใจใส่ฉัน ทั้งยังอบอุ่นกับฉันมากๆ แม้เราจะยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่เธอกลับดีกับฉันเสียยิ่งกว่าคนเป็นเมียเสียอีก เธอเสแสร้งแกล้งทำดีต่อหน้าผู้ชายคนอื่น แต่ต่อหน้าฉัน เธอก็มีแต่ความจริงใจทั้งนั้น  เรื่องพวกนี้มีหรือฉันจะไม่รู้?”

จางกุ้ยพูดพลางน้ำเสียงขาดห้วง แต่ก็เป็นเพราะฉันมันไร้ปัญญาเอง ไม่งั้นฉันคงไถ่ตัวเธอจากฉางจื่อ ไม่ให้เธอต้องอยู่ขาย… ฉันก็เคยคิดอยากจะพาเธอหนีไปด้วยกัน  แต่พวกมันล้วนไม่ใช่คน… ถ้าหนีไปไม่รอด พวกเราก็ต้องตายกันทั้งสองคน…

ไม่ต้องพูดแล้ว  เลิกพูดได้แล้ว”  ยิงจื่อร้องจนราวดอกไม้ร่วงโรย ฉันไม่โทษนาย ไม่ใช่ความผิดนาย… ฉันขอโทษ  เป็นเพราะฉันคิดฟุ้งซ่านไปเอง  ตั้งแต่คืนนั้น เมื่อสี่ปีก่อน ฉันก็เป็นผู้หญิงของนายแล้ว แต่เพราะช่วงนี้ฉันเจอกับแรงกดดันมากเกินไป เลยชอบคิดอะไรไปเรื่อย… ฉันก็คิดว่าเพราะฉันไม่เหมาะสมกับนาย นายก็เลยอยากจะหาผู้หญิงคนใหม่

อย่าคิดฟุ้งซ่านไปสิจางกุ้ยกอดยิงจื่อเอาไว้ พลางทั้งร้องทั้งตะโกนกล่าว ฉันมีสารรูปแบบนี้ นอกจากเธอแล้ว จะมีใครที่รักฉันจริงอีก? ก็มีแต่เธอคนเดียวที่ไม่เคยคิดรังเกียจฉันเลย… เพราะฉะนั้น หากจะมีใครไม่เหมาะสม คนๆนั้นก็ต้องเป็นฉัน เป็นฉันที่ดีไม่พอ ไม่ใช่เธอ… ทุกครั้งที่เราออกไปเดินข้างนอก เธอคิดว่าฉันไม่รู้เหรอ ว่าคนภายนอกเขาพูดวิจารณ์เรากันยังไง?  พวกมันทุกคนต่างก็หัวเราะเยาะที่เธอมาอยู่กับคนหน้าตาขี้ริ้วอุบาทว์แบบฉัน! แล้วแบบนี้ ใครกันแน่ที่ไม่เหมาะสมกับอีกคน?”

เลิกพูดได้แล้ว…จริงๆนะ…พอเถอะ  รอสักวัน ตอนที่เรามีเงินมากพอที่จะไถ่ตัวฉันจากฉางจื่อ ฉันจะแต่งงานกับนาย แล้วเป็นผู้หญิงของนายอย่างแท้จริง… ดีไหม?”

ดี…ดีจางกุ้ยกอดยิงจื่อแนบแน่น นัยน์ตาก็ฉายแววที่ยากจะอธิบายขึ้น ยังเหลืออีกอาทิตย์เดียวก็จะเป็นวันเกิดของเธอแล้ว ถึงตอนนั้น ฉันจะให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับเธอ  และเธอต้องลืมไม่ลงไปตลอดชีวิตแน่…

หนึ่งสัปดาห์….อีกแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น…

 

ตลอดสองวันจากวันนั้น หลังเลิกงาน เซียวปินก็จะออกไปหาร้านทำเลดีกับเย่จื่อทุกวัน และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เซียวปินก็ไม่ได้เจอจูเลียตอีกเลย แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น เซียวปินก็เริ่มค่อยๆลืมมันไปเรื่อยๆแล้ว

ด้านการเรียนของซูเสียวเสี่ยว ก็ถือว่าตามเพื่อนร่วมชั้นได้ทันแบบร้อยเปอร์เซ็นแล้ว ทว่าเธอก็ยังเอาแต่เซ้าซี้ให้เซียวปินติวหนังสือให้อยู่ดี เซียวปินเองก็อดชื่นชมในความมุ่งมั่นด้านการเรียนของเธอไม่ได้… ดังนั้น เขาจึงตั้งใจติวให้ซูเสียวเสี่ยวเหมือนเดิมทุกคืน ส่วนหลี่ชุนหลาน  แม่ของซูเสียวเสี่ยว ก็ใกล้วันออกจากโรงพยาบาลเข้าไปทุกทีแล้ว

สามวันต่อมา ในเวลาเช้า เซียวปินและซูเสียวเสี่ยวแยกทางกันที่หน้ามหาลัยซือฟ่านเช่นเคย เมื่อเซียวปินเดินไปจนใกล้ร้านบะหมี่ ก็ดันเจอกับจูเลียตที่เดินตรงมาทางเขาพอดี ขณะกำลังคิดจะหลบเลี่ยงเธอ จูเลียตก็ดันเหลือบมาเห็นเขาเสียอย่างนั้น เธอมองเขา พลางสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นร้อนรนกระวนกระวาย  แล้วสุดท้ายจึงรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวจากไป

นี่มันเรื่องอะไรกัน?

เซียวปินงุนงงไปหมด การกระทำของเธอไม่เพียงแต่ทำให้เซียวปินไม่คิดจะหนี กลับกัน ด้วยความสงสัย เซียวปินกลับยังเดินตามเธอไปเสียอีก เขาเดินเร็วๆตามเธอ จนเมื่อถึงตัวเธอแล้ว จึงตะโกนกล่าว จูเลียต!

จูเลียตชะงักฝีเท้าลง พลางเซียวปินเดินก้าวยาวๆไปหยุดอยู่หน้าเธอ ก่อนจะพบว่าเธอสวมแว่นดำกรอบใหญ่ปิดบังดวงตาอยู่ เมื่อเห็นเซียวปินหยุดลงตรงหน้า   เธอก็รีบหันหน้าหนีไปอีกทาง หรือเธอจะยังโกรธเราอยู่? โกรธที่เราฉวยโอกาสเธอคืนนั้น? หรือโกรธที่เราฉวยโอกาสแต่ไม่ฉวยให้สุด?

เซียวปินเริ่มรู้สึกเสียใจที่เดินตามหลังเธอมา  ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ถึงตายได้จริงๆด้วย เราจะตามเธอมาทำไมกันเนี่ยเพราะเกิดเรื่องในคืนนั้น ทำให้เซียวปินในขณะนี้รู้สึกอึดอัดและไม่เป็นธรรมชาติเหมือนเก่า

แต่ไม่ว่าจะยังไง เซียวปินก็เป็นคนที่ผ่านอะไรมามาก  เมื่อตอนเขายังอยู่ที่ปักกิ่ง รอบกายมักจะมีผู้หญิงมากมายรายล้อมอยู่เสมอ  ดังนั้น เมื่อเจอกับสาวๆ เขาจึงไม่ได้รู้สึกประหม่าอะไรมากจนเกินไป  จะมีก็แต่เย่จื่อ ที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับเขา…

เพียงแวบเดียว เซียวปินก็กลับมามีท่าทีปกติอีกครั้ง เขายิ้มกล่าวทักทาย ลี่หย่า ทำไมเจอกันแล้วไม่เข้ามาทักทายกันเลยล่ะ หลบหน้ากันทำไมเนี่ย?”

อ้อ…เซียว…เซียวปิน  พอดีฉันเพิ่งคิดได้ว่าที่บ้านยังมีเรื่องอะไรอีกนิดหน่อย เลยอยากกลับไปสะสางเท่านั้นเอง

งั้นก็ได้  งั้นฉันกลับไปทำงานในร้านก่อน เธอก็กลับบ้านเถอะ

อืม… ได้  ไว้คุยกันใหม่นะ

ไว้คุยกันใหม่

เซียวปินแอบหัวเราะในใจ  ทีแรกเธอก็เดินไปตามทางซึ่งตรงข้ามกับทางไปบ้าน แต่พอมาเห็นเราก็เดินกลับไปอีกทาง แล้วยังอ้างว่ากำลังจะกลับบ้านอีก…  เซียวปินคิด ทว่าไม่ได้พูดเปิดโปงเธอ จนตอนที่ทั้งสองเดินผ่านกันไป เซียวปินจึงสังเกตเห็นรอยเขียวช้ำบางๆที่ใต้กรอบแว่นนั่น…

เซียวปินกำลังจะตั้งใจมอง เธอก็เดินผ่านไปเสียแล้ว เมื่อคิดถึงรอยช้ำและท่าทีร้อนรนของจูเลียตเมื่อครู่ เซียวปินก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ผู้หญิงที่สวยขนาดนั้น ที่หน้าจะมีรอยช้ำง่ายๆแบบนั้นได้ยังไงกัน? ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้แค่อย่างเดียว…. แต่นั่นก็เป็นเรื่องในครอบครัวของเธอ จะยังไงก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาอยู่ดี  สุดท้ายเซียวปินก็ได้แต่เก็บกลั้นความโกรธ แล้วเดินสาวเท้าจากไป

เมื่อเดินมาถึงที่หน้าร้าน เซียวปินก็พบว่าเอ้อหั้วกำลังกล่าวท่าทางซื่อบื้อกับคนที่เดินผ่านไปมาอยู่ บะหมี่ร้านเราอร่อยมาเลยนะ เข้ามากินราเม็งหน่อยสิเขาพูดไปพลางก็หัวเราะซื่อบื้อไปด้วย

พวกคนที่เดินขวักไขว่ก็มีแต่จะวิจารณ์นินทาเอ้อหั้วเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลย ที่ใครจะยอมฟังคำเชิญของเขา พวกคนที่จะมากินที่ร้านก็จะเข้ามากินเอง ส่วนพวกคนที่ไม่สนใจ แม้เอ้อหั้วจะพูดชวนอีกสักแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี ก็เขาไม่ใช่สาวสวยเสียหน่อย จะได้มีแรงดึงดูดมากขนาดนั้น

เซียวปินมองพลางในใจก็รู้สึกขำไปด้วย ทำไมเอ้อหั้วมาเรียกลูกค้าที่นี่?

เซียวปินเดินเข้าไปหา พลางเอ้อหั้วเมื่อเจอเซียวปินก็ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างเขินอาย

คิดว่าตัวเองเป็นสาวเรียกแขกหรือไงร้านบะหมี่ที่ไหนเขาออกมาเรียกลูกค้าแบบนี้บ้าง… ไป  กลับไปกัน

ไม่กลับเอ้อหั้วกล่าวหัวรั้น หลี่หงบอกเรามา เขาบอกว่าเราหน้าตาใสซื่อจริงใจ พูดอะไรใครก็เชื่อ ถ้าเราออกมาเรียกลูกค้า ที่ร้านต้องขายดีมากขึ้น

เซียวปินกลั้นหัวเราะ กล่าว เธอพูดกับนายแบบนั้นจริงๆเหรอ?”

จริงสิ… แล้วหลี่หงยังชมว่าเราหล่ออีกด้วย

เซียวปินมองสำรวจเอ้อหั้ว ก่อนพยักหน้าหงึกหงัก งั้นเธอต้องตาบอดไปแล้วแน่ๆ

หลี่หงตาดีมากๆ มากๆเลยนะ ก็แค่อ้วนไปนิดหน่อยเอง

เซียวปินเองก็จนปัญญากับเอ้อหั้วแล้ว เขาเลิกสนใจเอ้อหั้ว พลางเดินเข้าไปในร้าน เพราะตอนนี้ยังเช้าอยู่ ในร้านจึงยังไม่มีลูกค้ามา เมื่อเห็นจางจิ้งและหลี่หงกำลังนั่งเล่นคุยเล่นกันอยู่ เซียวปินก็เดินเข้าไปหา พลางถามกล่าว น้องหง  ทำไมให้ไล่เอ้อหั้วออกไปเรียกลูกค้าแบบนั้นล่ะ?”

หลี่หงเงยหน้าขึ้นมองเซียวปิน กล่าวระคนหัวเราะ คุณผู้จัดการ  คุณไม่รู้สึกว่าเอ้อหั้วน่ารักมากเหรอ? ไม่แน่ ถ้าให้เขาออกไปเรียกลูกค้า กิจการในร้านเราอาจจะดีขึ้นอีกก็ได้

เซียวปินกล่าวระคนหัวเราะ เมื่อวานพวกเธอสองคนยังบ่นว่าทำงานไม่ทันอยู่เลย ทำไมวันนี้เริ่มมาสนใจเรื่องกิจการร้านอีกแล้วล่ะ? อย่ามาเหลวไหลหน่อยเลย

หวางกุ้ยจือขณะนั้นก็เดินออกมาจากในครัว หัวเราะกล่าว เสี่ยวปิน อย่าไปฟังเธอพูดไร้สาระเลย รีบไปเรียกเจ้าบื้อนั่นเข้ามาเถอะ ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะเมื่อเช้านี้เอ้อหั้วดันไปทักว่าหลี่หงอ้วนขึ้นน่ะสิ เธอโกรธ ก็เลยหลอกให้เอ้อหั้วออกไปขายขี้หน้าชาวบ้านก็เท่านั้นเอง

หลี่หงแลบลิ้น ก่อนจะเปล่งเสียงงอนในลำคอ ส่วนจางจิ้งก็ฟุบลงกับโต๊ะ พลางแอบหัวเราะไปด้วย เซียวปินก็ได้แต่หัวเราะอย่างจนปัญญา พลางชี้ไปที่หลี่หงหลายครั้ง เธอนี่นะ เอาแต่รังแกเอ้อหั้วอยู่นั่นแหละ ยังไม่รีบไปเรียกเขาเข้ามาอีก?”

หลังจากเซียวปินช่วยปกป้องเธอในวันนั้น หลี่หงก็ตามใจเซียวปินแทบทุกอย่าง เมื่อได้ยินเซียวปินพูดเช่นนั้น ก็ได้แต่หยัดตัวยืนขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก พลางก็บ่นไปด้วย เข้ามาก็เข้ามาสิ ชิ ฉันว่า เจ้านั่นไม่ได้บื้อเหรอก เขาแค่ตาบอดก็เท่านั้นเอง

รอจนหลี่หงเดินออกไปนอกร้าน จางจิ้งก็หลุดขำออกมา กล่าว หลายวันมานี้หลี่หงดูอ้วนขึ้นก็จริง แต่เจ้าบื้อนั่นก็บื้อเสียเหลือเกิน ผู้หญิงที่ไหนชอบให้คนอื่นมาด่าว่าอ้วนกันล่ะ

แต่ยังไงก็ไม่ควรไล่เขาออกไปนี่นา ยังดีที่เอ้อหั้วเป็นคนง่ายๆ ใช่ไหมล่ะ? ต่อไปอย่าไปรังแกเขาอีกนะ!

จางจิ้งหัวเราะประจบ กล่าว แหะๆ ฉันรู้แล้วล่ะ อันที่จริงเราก็แค่สนิทกับเอ้อหั้ว ก็เลยแหย่เขาเล่นเท่านั้นเอง เห็นหลี่หงชอบแกล้งเขาแบบนี้ แต่เวลามีเรื่องอะไรดีๆเข้ามา หลี่หงก็เป็นคนนึกถึงเขามากที่สุดอยู่ดี

สักพัก หลี่หงกับเอ้อหั้วก็เดินเข้ามาในร้าน ทว่าเอ้อหั้วที่เดินอยู่ข้างหลัง เดินไปพลางก็บ่นอย่างไม่พอใจ ทั้งยังกล่าวใบหน้าจริงจัง ไหนเธอบอกว่าเราหล่อไง นี่ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาเลยสักคน เธอก็บอกให้เราเข้ามาแล้ว แบบนี้ก็เท่ากับสิ้นเปลืองความหล่อของเราไปเปล่าๆน่ะสิ

เอ้อหั้วเพิ่งพูดจบ ทุกคนในร้านก็หัวเราะครืนขึ้น แม้แต่หลี่หงก็ยังอดไม่ได้ หลุดขำออกมา   ทว่าเอ้อหั้วกลับยังเอาแต่ยืนบื้ออยู่กับที่ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความมึนงง และไม่เข้าใจกับสถานการณ์

เซียวปินกล่าวกับหวางกุ้ยจือ พรุ่งนี้เป็นวันหยุด ผมกะว่าจะใช้วันหยุดสองวันนี้ไปหาร้านใหม่ที่ทำเลดีๆกับเย่จื่อ เพราะฉะนั้น ผมคงไม่ได้เข้าร้าน

วางใจเถอะ พวกเรารับมือกันได้ เดี๋ยวค่อยบอกพวกลูกค้าว่าวันหยุดสองวัน ร้านเราไม่ทำราเม็งก็พอ

ได้ครับ!

 

ตกดึก ขณะเซียวปินเดินทางกลับบ้าน เขาก็เจอใบหน้าที่คุ้นเคยอีกครั้ง… ไม่ใช่ใครที่ไหนเหรอก แต่เป็นผู้หญิงที่เดินโอบกับจางกุ้ยเมื่อวันก่อนนั่นเอง แม้จะเคยเจอเพียงครั้งเดียว ทว่าอดีตหัวหน้าทีมหลงหยาอย่างเซียวปินก็ยังจำเธอได้ในทันที เซียวปินเลือกที่จะไม่สนใจเธอ แต่จู่ๆ ก็มีป้าแก่ๆคนหนึ่งส่งเสียงเรียกอยู่ไม่ไกล ยิงจื่อ มารับลูกค้าเร็ว

จ้า!หญิงจัดจ้านขานรับ ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวเข้าไป

เซียวปินคิดขึ้นในใจ.. ที่แท้เธอก็ชื่อยิงจื่อนี่เอง  แล้วยังเป็นสาวขายบริการอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆด้วย…


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค: https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม