0 Views

         มื้อเย็นผ่านไปอย่างมีความสุข หลังมื้อเย็น เซียวปินถูกเชิญเข้าไปในห้องเย่ปั้นเฉิง และแน่นอน มีเหลี่ยวเพียวเพียวไปด้วย ส่วนสามพี่น้องตระกูลเย่นั่งรออยู่ข้างนอก

        เย่ซินหยี่มองเย่จื่อแวบหนึ่ง กล่าวถาม “น้องน้อย น้องกำลังคงกับเซียวปินจริงๆหรอ?”

        เย่จื่อพยักหน้า “อืม”

        เย่ซินหยี่เมื่อเห็นเย่จื่อตอบยอมรับ เธอก็มองเย่จื่ออย่างห่วงใย กล่าว “ตอนนี้คุณพ่อชอบเซียวปินมาก คงไม่ขัดขวางเรื่องของพวกเธอสองคน แต่คนในตระกูลใหญ่แบบพวกเรา จะรักกับคนธรรมดาทั่วไปได้จริงหรอ?”

        เย่เทียนหมิงหัวเราะ กล่าว “พี่ครับ พี่พูดผิดแล้ว เซียวปินไม่ใช่คนธรรมดาๆหรอกครับ… ถ้าเป็นคนธรรมดา เขาจะเชิญจางยีจื่อมาได้ยังไง?”

        เย่ซินหยี่กล่าว “ฉันเข้าใจที่นายพูด แต่นายเคยคิดบ้างหรือเปล่า ถ้าเขาไม่ธรรมดาจริงๆ นั่นมันจะยิ่งน่ากลัวนะ… พวกเรารู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง? พวกเรารู้ว่าเขาเคยในกองทัพมาก่อน แล้วรู้ไหมว่าหน่วยไหน?  ใครจะไปรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า  ถ้าเขาไม่ใช่คนธรรมดาจริง  แล้วคนที่พิเศษจนสามารถเชิญจางยีจื่อมาได้ ทำไมต้องมาทำงานในร้านบะหมี่เล็กๆแบบนั้นด้วย พวกเธอไม่รู้สึกว่ามันแปลกเกินไป น่ากลัวเกินไปหรอ?”

        ปฏิกิริยาที่เย่ซินหยี่มี ก็เหมือนที่เย่เทียนหมิงเคยมีมาก่อน..  ไม่แปลกที่เธอจะคิดแบบนั้น แม้แต่เขาเอง ที่เคยคลุกคลีและยอมรับในตัวเซียวปินแล้ว หากจะพูดกันจริงๆ ตอนนี้เขาเองก็ยังแอบเป็นกังวลอยู่เลย

        เมื่อเย่เทียนหมิงไม่ยอมเปิดปากพูดะไร เย่ซินหยี่จึงอ้าปากเตรียมพูด แต่เย่จื่อก็พรวดลุกขึ้นก่อน ตาโตๆดวงสวยของเธอประกายความแน่วแน่มากกว่าครั้งไหนๆ เธอมองเย่ซินหยี่กับเย่เทียนหมิงอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ กล่าวเสียงแน่วแน่ “พี่คะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของหนู พวกพี่ก็มีความคิดความเห็นของตัวเองได้ แต่เซียวปินเป็นผู้ชายของหนู หนูจะไม่ยอมให้พวกพี่มาว่าเขาเสียๆหายๆลับหลังแน่ แล้วหนูก็ไม่มีทางยอมให้พวกพี่มาขัดขวางเรื่องความรักของเราเด็ดขาด”

        เย่เทียนหมิงกำลังจะกล่าวหันเห แต่เย่ซินหยี่ก็พูดไม่พอใจขึ้นก่อน “เย่จื่อ พวกเราหวังดีกับน้องนะ น้องไม่รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ลึกลับเกินไปหรอ?”

        “พี่มีความเห็นอะไร พี่จะเก็บเอาไว้ต่อไปก็ได้” เย่จื่อมองตรงไปยังเย่ซินหยี่ ตั้งแต่เล็กจนโต น้อยครั้งนักที่เธอจะทะเลาะจริงจังกับพี่สาวคนนี้ของเธอ แต่บัดนี้ เพื่อเซียวปิน เธอกลับรู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ  เธอเถียงท่าทีไม่ยอมถอยหรือฟังความเห็นใดๆทั้งสิ้น “ไม่ว่าพวกพี่จะมีความคิดที่ต่างออกไปยังไง พวกพี่ก็เก็บมันต่อไปเถอะ หรือจะพูดลับหลังหนูก็ได้  ตามสบายเลย แต่พวกพี่ห้ามพูดต่อหน้าหนูเด็ดขาด เพราะนี่ถือเป็นการให้เกียรติน้องสาวของพวกพี่!”

        เย่เสี่ยวซีพูดจบก็เดินกระแทกเท้าขึ้นไปบนชั้นสองด้วยความโมโห เธอเปิดประตูออก แล้วเดินเข้าไปในห้อง ก่อนจะกระแทกประตูปิดเสียงดัง

        เย่ซินหยี่ขมวดคิ้วมุ่น กล่าว “ตั้งแต่เล็กจนโต เธอยังไม่เคยโกรธใส่ฉันมากขนาดนี้เลย”

        เย่เทียนหมิงยิ้มบางๆพลางถอนหายใจ “พี่ครับ เย่จื่อก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กจนโตน่ะแหละ พวกเรารักและตามใจเธอมาโดยตลอด แต่เราก็คอยจับตามองเธอ และกำหนดขอบเขตในตัวเธอไปด้วย …พี่ดูไม่ออกหรอครับ นิสัยจริงๆของเธอเป็นคนแข็งกร้าวและหัวดื้อมากกว่าพวกเราเสียอีก หากเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เธอยังไงก็ได้ แต่เธอไม่มีทางยอมให้ใครไปล่วงล้ำหรือแตะต้องพื้นที่ส่วนตัวของเธอเด็ดขาด… ผมว่า เรื่องนี้…หากไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด เราก็อย่าพูดถึงมันอีกเลยจะดีกว่า”

        เย่ซินหยี่ขมวดคิ้วมุ่น กล่าว “นายเชื่อใจเจ้าเซียวปินนั่นหรอ??”

        “ผมไม่รู้” เย่เทียนหมิงหัวเราะพลางส่ายหัว “ผมรู้แค่ว่า ในเมื่อน้องใส่ใจและรักเขามากขนาดนี้  แล้วเขาก็ยังไม่เคยทำอะไรที่แสดงออกว่าเป็นคนจิตใจหยาบช้าหรือเจ้าเล่ห์เพทุบายอะไร น้องฉลาดไม่ได้น้อยไปกว่าเราเลย เรื่องการดูคนก็เช่นกัน …แต่เพราะปกติเรามองว่าเธอเป็นเด็กมาโดยตลอด เราเลยละเลยเรื่องพวกนี้ไปก็เท่านั้น… ดังนั้น ในเมื่อน้องเลือกที่จะเชื่อใจเขา แล้วเราก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาใช้ยืนยันว่าขาเป็นคนไม่ดีได้… ก่อนเราจะมีหลักฐานอะไร ผมก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน”

        เย่ซินหยี่พูดเย็นชา “แม้เขาจะไม่ใช่คนจิตใจหยาบช้าอะไร แต่ลูกสาวตระกูลเย่จะไปแต่งกับคนงานจนๆในร้านบะหมี่ไม่ได้โดยเด็ดขาด นอกจากเขาจะสามารถยืนยันเขาว่ามีฐานะอื่นอยู่ด้วย ไม่งั้นลูกจ้างจนๆอย่างเขา อย่างมากคุณพ่อก็ให้เงินเป็นค่าตอบแทนที่เขาช่วยชีวิตเอาไว้ แต่หากเขาจะขอรักกับน้องน้อยล่ะก็ คุณพ่อต้องไม่ยอมแน่นอน!”

        เย่เทียนหมิงถอนหายใจ  เขารู้นิสัยพ่อของตนดี ใยจะไม่รู้ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไป  …ในสายตาตระกูลที่ร่ำรวย มีเพียงผลประโยชน์กับเงินเท่านั้น ไม่มีคำว่ารักหรอก…

        “ฉันยอม!” ภายในห้องของเย่ปั้นเฉิง  เย่ปั้นเฉิงนอนเอนหลังอิงไปกับหมอน ส่วนเหลี่ยวเพียวเพียวกำลังบีบนวดให้เขาอยู่  เซียวปินอยู่นั่งบนเก้าอี้ภายในห้อง เย่ปั้นเฉิงมองไปยังเขา กล่าวสีหน้าจริงจัง

        เซียวปินทั้งดีใจและตกใจในเวลาเดียวกัน “จริงหรอครับ?”

        เย่ปั้นเฉิงพยักหน้า ยิ้มกล่าว “เซียวปิน เธอช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ลำพังข้อนี้ ฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปขัดขวางเธอกับเย่จื่อ…  ฉันไม่สนว่าเธอจะมีฐานะหรือตัวตนอย่างอื่นอีกหรือเปล่า แต่ตระกูลเย่ก็ร่ำรวยมากขนาดนี้แล้ว ยังต้องสนใจเรื่องทางการเงินของเธออีกหรอ? ไม่ว่าเธอจะเป็นคนรวยหรือจน พวกเธอจะเหมาะสมกันหรือเปล่า ฉันก็ไม่สนใจทั้งนั้น เพราะฉันสนแค่อย่างเดียว”

        เซียวปินถาม “อะไรครับ?”

        “ฉันสนแค่ว่าเธอรักลูกสาวฉันจริงหรือเปล่า  และเธอจะทำดีกับเย่จื่อไหม ถ้าเธอกล้ารับปากสองเรื่องนี้กับฉัน ฉันก็จะไม่ขัดขวางเรื่องเธอกับเย่จื่อ”

        เซียวปินท่าทางแน่วแน่จริงจัง กล่าวสีหน้าจริงใจ “คุณอาครับ ผมกล้าสาบาน เย่จื่อเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมรัก และผมจะดีกับเธอเสมอต้นเสมอปลาย ไม่รังแกหรือทำร้ายเธอแม้เพียงเล็กน้อยแน่นอน และผมจะไม่ยอมให้เธอต้องทุกข์ใจแน่ ถ้ามีใครคิดอยากทำร้ายเธอ ผมจะใช้ร่างกายตัวเองเข้าไปบังเอาไว้ หากมีใครคิดอยากจะแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ ก็ต้องข้ามศพผมไปก่อน”

        ขณะเซียวปินกำลังพูด เย่ปั้นเฉิงก็จ้องมองเขาอยู่ตลอด สายตาที่เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและประสบการณ์คู่นั้น ราวจะมองเซียวปินทะลุปรุโปร่ง  เขายิ้มบางๆอย่างพอใจ ก่อนจะกล่าวยินดี “ฉันวางใจแล้วล่ะ  ได้ยินเธอพูดแบบนี้ ฉันก็วางใจแล้วจริงๆ…”

        เย่ปั้นเฉิงเริ่มไอรุนแรงออกมา เหลี่ยวเพียวเพียวตบไปที่หลังเขาเบาๆ กล่าวเสียงอ่อนโยน “คุณรีบพักผ่อนสักหน่อยเถอะค่ะ จางเหล่าก็บอกแล้วไม่ใช่หรอ ร่างกายคุณต้องค่อยๆรักษากันไป  ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ”

        “ฉันรู้ ฉันรู้แล้ว”

        เซียวปินดูออกว่าเย่ปั้นเฉิงเหนื่อยล้าเต็มที ขนาดตอนพยุงเขาขึ้นบันไดเมื่อครู่ เขาก็ยังแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว ร่างกายของเขาดีขึ้นมากแล้วก็จริง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าหายดีอยู่มาก

        เซียวปินลุกขึ้นยืน “คุณอาครับ งั้นผมไม่รบกวนแล้ว รีบพักผ่อนเถอะครับ”

        “งั้นก็ได้ เซียวปิน ให้คนขับรถส่งเธอกลับไปนะ”

        เหลี่ยวเพียวเพียวยิ้มหวาน “วางใจเถอะค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง  ให้ฉันจัดการเถอะ”

        เหลี่ยวเพียวเพียวหันมายิ้มให้เซียวปิน “ไปกันเถอะ เสี่ยวปิน ฉันพาจะไปส่งข้างนอก”

        แค่รอยยิ้มธรรมดาๆ ก็ทำให้จิตใจวุ่นวายได้ ยัยปีศาจจิ้งจอกแสนยั่วยวนนี่…

        เซียวปินเดินตามเหลี่ยวเพียวเพียวออกจากห้อง พลางสูดดมกลิ่นหอมที่แพร่มาจากตัวเหลี่ยวเพียวเพียว กล่าวชื่นชม “คุณเหลี่ยว น้ำหอมที่คุณใช้ ดูเหมือนจะเป็นน้ำหอมรุ่นLimited Edition ของ  Sisley จากฝรั่งเศสใช่ไหมครับ น้ำหอมกลิ่นนี้เหมาะกับคุณมาก ทำให้คุณมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากขึ้น”

        “อ้อ… คิดไม่ถึงว่าคุณเซียวปินจะรู้จักน้ำหอมดีขนาดนี้”  รอยยิ้มเหลี่ยวเพียวเพียวมีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก แม้เพียงสายตาธรรมดาๆจากเธอ ก็ยังทำให้คนมองรู้สึกอยากเข้าใกล้เธอ อยากกอดเธอ และอยากจะครอบครองเธออยู่ดี

        บวกกับทั้งสองขณะเดินก็ใกล้กันมาก ไหล่กว้างของเซียวปินก็เฉียดถูเข้ากับไหล่บางสวยของเธอหลายครั้ง และทุกครั้งที่สัมผัสกับผิวขาวเนียนนั่น เซียวปินก็ราวโดนไฟช็อต  เขาเริ่มรู้สึกคอแห้งขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะรีบเลี่ยงสายตาออกจากร่างเธอ แสร้งทำเป็นยิ้มนิ่งเรียบ “ผมก็แค่พอรู้เผินๆเท่านั้น”

        ทั้งสองเดินมาจนถึงชั้นล่าง เมื่อเห็นเบื้องหน้ามีเพียงเย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงรออยู่ เหลี่ยวเพียวเพียวจึงเอ่ยถามขึ้น “เสี่ยวซีล่ะ? ให้เธอออกมาส่งคุณเซียวปินเสียหน่อยสิ”

        “ไม่เป็นไรครับ” เซียวปินกล่าว “ลำพังแค่เรียนเธอก็ลำบากจะแย่แล้ว ให้เธอกลับไปพักเถอะครับ…  งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

        “งั้นก็ได้ค่ะ” เหลี่ยวเพียวเพียวมองไปยังชายคนขับรถวัยกลางที่ยืนรออยู่หน้าประตู แล้วออกคำสั่ง “รบกวนช่วยส่งคุณเซียวปินกลับบ้านที  ระหว่างทางระวังให้ด้วยมากนะ”

        “ครับ คุณผู้หญิง”

        เย่เทียนหมิงและเย่ซินหยี่เดินไปส่งเซียวปินที่หน้าประตู เย่ซินหยี่มิได้แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรแบบที่เคยทำลับหลังเขาแต่อย่างใด เธอกลับยิ้มอย่างเป็นมิตรและกล่าวท่าทางนิ่งเรียบ “พี่ปิน  ยินดีต้อนรับกลับมาเสมอนะคะ”

        “ครั้งหน้าฉันจะมาอีกแน่”

        เย่เทียนหมิงกล่าว “ให้ผมไปส่งไหม”

        “ไม่เป็นไร พวกนายกลับไปเถอะ”  เซียวปินโบกมือลาเขา ก่อนจะขึ้นนั่งในรถ เขามองไปยังเหลี่ยวเพียวเพียว เย่เทียนหมิง และเย่ซินหยี่ผ่านหน้าต่างรถ ก่อนจะนึกชมขึ้นมาในใจอย่างอดไม่ได้…  บ้านตระกูลเย่มีแต่คนหน้าตาดีทั้งนั้นเลย เย่ปั้นเฉิงแม้จะอายุมากแล้ว แต่หากนำไปเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน เขาก็ยังดูมีเสน่ห์มากกว่ามาก  ยิ่งสามพี่น้องตระกูลเย่ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง  มีแต่พวกเดือนพวกดาวมหาลัยกันทั้งนั้น แม้แต่เขาที่ทำตัวเป็นควายแก่กินหญ้าอ่อนอยู่  หญ้าเด็กที่เขาเคี้ยวอยู่ ก็ยังเป็นสาวสวยราวยัยปีศาจสาวเลยล่ะ

        พูดถึงปีศาจสาว เซียวปินก็อดนึกถึงจูเลียต… เจ้าของคนใหม่ของร้านอาหารข้างร้านบะหมี่ไม่ได้ ต้องยอมรับ ว่าจูเลียตแม้จะเป็นคนเย็นชามาก แต่ในตัวเธอก็ยังเต็มไปด้วยความยั่วยวนดึงดูดใจ  อ้อ… ไม่ใช่แค่เพราะเธอหน้าตาเหมือนดาราสาวในโลกแห่ง R หรอกนะ…

        รถหรูแล่นออกจากรั้วคฤหาสน์ ก่อนคนขับรถกล่าว “คุณเซียว บ้านคุณอยู่ไหนครับ?”

        “อ้อ บ้านฉันอยู่…” เซียวปินยังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นก่อน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนกล่าวละอาย “ขอโทษด้วยนะครับ คุณขับไปทางร้านบะหมี่เลยก็ได้ครับ บ้านผมอยู่แถวนั้นพอดี  เดี๋ยวผมขอรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ”

        “ครับ คุณเซียว”

        หลังกดตอบรับสายที่ไม่คุ้นเคย คนปลายสายก็กรอกเสียงที่ไม่คุ้นเคยกลับมา  เอ… แต่ฟังๆดูแล้วก็เหมือนจะคุ้นเคยอยู่นะ… เป็นเสียงที่ทั้งเย็นชาและฟังดูเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนหนึ่ง และในความเย็นชานั้น ก็ยังแฝงไปด้วยความเย้ายวนที่ทำให้ผู้ชายรู้สึกอยากเข้าใกล้… ราวเป็นดอกกุหลาบงามที่เต็มไปด้วยหนามอาบยาพิษ แต่คุณก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปสัมผัสมันอยู่ดี

        ทันใดนั้น ในหัวก็ปรากฏใบหน้าเย็นชาทว่าเต็มไปด้วยความเย้ายวนขึ้น  ใบหน้าของหญิงที่สวมแว่นกรอบใหญ่ แลดูสวยสง่าราวราชินีคนหนึ่ง   และเป็นคนเดียวกับที่เขาเพิ่งเจอตอนเมื่อเช้านี้…จูเลียต

        เธอมีเบอร์ฉันได้ยังไง?

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม