0 Views

        “คุณมีเรื่องอะไรกับฉันหรือเปล่า?”  ผู้หญิงคนนี้มีเซนส์ดีมาก แค่ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเซียวปินมาเพื่อหาเธอ… และเมื่อเธอมาเข้าใกล้ เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นแว่นกรอบใหญ่ที่บนสันจมูกเธอ เธอดูมีพลังราวราชินี แลดูสูงสง่าเหลือเกิน

        เซียวปินยื่นมือออกไป พลางยิ้มบางๆ “หวัดดีครับ ผมเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ข้างๆ ชื่อเซียวปิน  คุณเป็นเจ้าของคนใหม่ของร้านนี้หรอครับ?”

        “อืม” หญิงสง่าผู้มีใบหน้าคล้าย อายากะ โทโมดะ ยื่นมือออกมาจับทักทายเซียวปิน กล่าวเสียงธรรมดา “ฉันชื่อจูเลียต เป็นเจ้าของคนใหม่ของร้านนี้”

        มือจูเลียตทั้งเนียนทั้งนุ่ม แต่ก็เย็นเฉียบ  สมกับบุคลิกของเธอจริงๆ สูงส่ง เย็นชา รูปงาม หากในมือถือแส้ไว้อีกล่ะก็ เธอก็ไม่ต่างอะไรกับแม่เสือสาวคนหนึ่งเลย

        “คุณมีเรื่องอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ?”

        เซียวปินไม่สนท่าทางร้อนๆหนาวๆของเธอ กล่าวยิ้ม “สะดวกไปคุยที่ๆ เงียบกว่านี้ไหมครับ?”

        “ไม่สะดวกค่ะ” จูเลียตพูดตรงเป็นขวานผ่าซาก ไม่ไว้หน้าเซียวปินเลยแม้แต่น้อย “มีอะไรก็พูดที่นี่เลยเถอะ ฉันยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น”

        เท่าที่จำได้ ยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนไม่ไว้หน้าเขามากขนาดนี้มาก่อน เธอเป็นคนแรกเลย ที่ขนาดแค่รอยยิ้มก็ยังไม่ให้เขาเห็นเลยสักครั้ง ซูเสียวเสี่ยวเองก็เคยเย็นชาใส่เขา แต่เธอเย็นชาโดยที่สายตาเต็มไปด้วยอคติ และมองเขาเป็นดังเขาศัตรูคนหนึ่ง แต่จูเลียตนั้นแตกต่าง ในสายตาเธอไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆออกมาเลย ราวกับเขาเป็นเพียงคนธรรมดาๆคนหนึ่งสำหรับเธอ ราวกับเธอไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลย

        เมื่อจูเลียตพูดตรงเช่นนี้ เซียวปินก็ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป “งั้นผมขอพูดตรงๆเลยแล้วกัน คุณจูครับ ก่อนคุณจะมา ทางร้านเราก็กะจะซื้อร้านนี้เอาไว้เหมือนกัน ก็อย่างที่คุณเห็น ทางร้านเรามีลูกค้าเยอะมาก  แต่ร้านเรากลับแคบมากไป รับลูกค้าได้ไม่หมด พวกเราก็เลยมีความคิดว่าอยากจะขยายร้านออกไป คิดไม่ถึงว่าคุณจูจะมาชิงซื้อตัดหน้าไปเสียก่อน”

        จูเลียตพูดราบเรียบ “แล้วไง?”

        “ผมกำลังคิดว่า ในเมื่อร้านนี้ถูกคุณจูซื้อไปแล้ว จะเป็นไปได้ไหม ให้คุณกำหนดราคาขึ้นมาสักราคา แล้วขายร้านนี้ต่อให้ผม… คุณจะเรียกเงินให้มากขึ้นไปอีกก็ได้  ขายให้ผม คุณจะได้กำไรเป็นเงินอีกไม่น้อยเลย”

        “เหอะๆ” จูเลียตแสยะหัวเราะ เซียวปินเมื่อเห็นดังนั้นก็เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา จูเลียตหัวเราะเยือกเย็นแบบนั้น…

        “นายคิดว่าแค่มีเงินก็สามารถจัดการปัญหาทุกอย่างได้งั้นหรอ?”

        เป็นดังที่คิด เธอกล่าวตอบเสียงเหยียดกลับมาทันที

        เซียวปินสีหน้าจริงจัง “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น  ผมพูดจริงใจนะ”

        “งั้นก็ดี ฉันก็จะบอกแบบจริงใจจากใจกับนายเลย ร้านนี้เป็นร้านที่ฉันสำรวจวางแผนมานานมากกว่าจะตัดสินใจซื้อ ไม่ว่านายจะให้เงินมากสักเท่าไหร่ ฉันก็ไม่ขาย… ยังมีเรื่องอื่นอีกไหม? ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นฉันคงต้องขอตัวก่อน ที่บ้านยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะเลย”

        เซียวปินลอบถอนหายใจ กล่าวยิ้มๆ “ไม่เป็นไรครับ ถึงจะซื้อร้านไม่สำเร็จ แต่ก็หวังว่าเราจะยังเป็นมิตรต่อกันอยู่ เพราะอีกหน่อย เรายังต้องอยู่ข้างกันอีกนานเลย… ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

        “อืม” จูเลียตพยักหน้า “ต่อไปแม้จะอยู่ติดกัน  แต่ก็เป็นแค่คู่แข่งกันเท่านั้น… ถ้าไม่มีเรื่องอะไรอีก งั้นฉันขอตัวก่อน”

        จูเลียตพูดจบ ก็หมุนตัวเดินด้วยรองเท้าส้นสูงจากไป บ้านของเธอคงจะอยู่ไม่ไกลจากนี่ เพราะเธอเลือกที่จะเดินกลับไป

        เซียวปินมองตามแผ่นหลังของเธอ เขากลับรู้สึกว่าท่าทางของเธอกำลังตอนเดินน่าดูมาก โดยเฉพาะบั้นท้ายกลมๆที่กระดกขึ้นนั้น เมื่อมันส่ายไปส่ายมา ช่างน่ามองนัก แลดูยั่วยวน แต่ไม่เกินงาม

        ผู้หญิงคนนี้ ช่างเป็นอะไรที่พิเศษเสียจริง…

        เซียวปินเลิกคิดฟุ้งซ่าน  เขาเดินกลับร้าน ก่อนจะบอกข่าวที่ไม่สู้ดีนักแก่พวกจางจิ้ง จากนั้นงานอันสุดแสนจะเร่งรีบของทุกคนก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

        ตกเย็น พวกนักศึกษาเลิกเรียนกันหมดแล้ว รถหรูของเย่จื่อแล่นมาจอดที่หน้าร้าน ก่อนเย่จื่อจะกระโดดลงจากรถ แล้ววิ่งเข้าไปหาเซียวปินในร้าน

        เซียวปินพูดทิ้งท้ายกับเหล่าพนักงานในร้าน ก่อนจะจากไปพร้อมเย่จื่อ

        “โรคหวัดของซูเสียวเสี่ยวเป็นยังไงบ้าง?”

        “หายดีแล้ว” เซียวปินกล่าว “พวกวัยรุ่นนี่ร่างกายดีกันจริงๆ อ้อ…จริงสิ ฉันไม่ต้องซื้ออะไรเข้าไปด้วยจริงๆหรอ? ในฐานะผู้น้อยคนหนึ่ง ฉันไปพบผู้ใหญ่ในบ้านเธอเป็นครั้งแรกโดยไม่มีอะไรไปด้วยแบบนี้ ฉันว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

        “พี่เชื่อฉันเถอะ” เย่จื่อพูดเสียงใส “พี่เป็นถึงผู้มีพระคุณของบ้านเรา ที่เราเชิญพี่ไปในครั้งนี้ก็เพื่อขอบคุณ แล้วพี่ยังจะซื้อของขวัญเข้าไปทำอะไรอีก? ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาแต่ละคนก็รวยซะขนาดนั้น ทำไมต้องให้พี่ไปเสียตังค์กับพวกเขาอีกล่ะ”

        เย่จื่อพูดจบจึงพบว่าเซียวปินกำลังมองตนพลางอมยิ้มแปลกๆ เธอจึงอดถามแปลกใจไม่ได้ “พี่มองฉันด้วยสายตาแบบนั้นทำไม?”

        “พวกผู้หญิงชอบเข้าข้างคนนอกมากกว่าจริงๆด้วย  เมียฉันนี่ดีจริงๆเลย ยังไม่ทันได้แต่งก็เริ่มเข้าข้างฉันซะละ”

        “บ้าหรือไง!” เย่จื่อดันเซียวปินทีหนึ่ง กล่าวดุเสียงใส “พอมีคนชอบเข้าหน่อยก็เหลิงใหญ่เลยนะ เริ่มพูดโมเมเก่งขึ้นเรื่อยๆเลย”

        “ฉันเปล่าซะหน่อย…” เซียวปินทำหน้าน่าสงสาร “ใครชอบฉัน?”

        เย่จื่อมองเซียวด้วยสายตาแปลกๆ ทำเอาเซียวปินรู้สึกไม่สบายใจไปด้วยเลย เธอกล่าวราวหัวเราะ แต่ก็ราวกำลังบึ้งตึง “อย่าบอกนะว่าพี่ไม่รู้  ก็ซูเสียวเสี่ยวเธอชอบพี่อยู่”

        “เป็นไปไม่ได้หรอก!” เซียวปินเมื่อได้ยินเย่จื่อพูดถึงซูเสียวเสี่ยวก็เริ่มสีหน้าจริงจังขึ้นมา “เสียวเสี่ยวเป็นน้องสาวเพ่ยหย่า ฉันก็เลยทำดีกับเธอเหมือนที่พี่ชายคนหนึ่งทำดีกับน้องสาวตัวเอง… ฉันต้องช่วยดูแลเธอแทนเพ่ยหย่า แม้ตอนนี้เธอจะเริ่มรู้สึกดีต่อฉันขึ้นมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพราะฉันเคยช่วยชีวิตแม่เธอเอาไว้ ก็เท่านั้นเอง”

        “เฮ้อ… พวกผู้ชายนี่นะ ช่างไม่เข้าใจเรื่องรักๆใคร่เอาเสียเลย เรื่องพวกนี้ ยังไงผู้หญิงก็ยังฉลาดกว่าจริงๆล่ะนะ… พี่รอไปเถอะ… แล้วก็ ถ้าพี่ไม่ได้คิดอะไรกับเธอล่ะก็ อย่าทำให้เธอถลำลึกไปมากกว่านี้เลย อย่าให้เธอต้องไปซ้ำรอยเดิมแบบเพ่ยหย่าอีก…”

        เซียวปินราวคิดอะไรในใจ เขาเริ่มคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่เพิ่งจะเปลี่ยนไปจากเดิม ปฏิกิริยาของซูเสียวเสี่ยวที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไปจริงๆน่ะแหละ  เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะชอบเขานี่ บางทีเย่จื่ออาจคิดมากเกินไป พวกผู้หญิงก็มักจะชอบคิดมากแบบนี้แหละ

        เย่จื่อหัวเราะ กล่าว “ว่าแล้วเชียวว่าพี่ต้องไม่เชื่อ อย่าคิดว่าฉันทำไปเพราะหึงพี่นะ… ผู้ชายของเย่จื่อ ถ้าเป็นของฉันจริง ยังไงก็ต้องเป็นของฉัน แต่ถ้าไม่ใช่ ฉันก็จะไม่ดันทุรังแย่งมาเหมือนกัน… ฉันแค่กลัวจะมีผู้หญิงมาตกหลุมพรางพี่เพิ่มเท่านั้นเอง”

        “วางใจเถอะ ฉันจะระวัง”

        เย่จื่อซบลงกลางอกเซียวปินเบาๆ  ซบหน้าลงที่ตัวเขา เมื่อได้กลิ่นหอมจางๆจากตัวเธอ เซียวปินก็ราวสติหลุดลอยไป ราวคนเมา เขายื่นมือออกไปเงียบๆ ก่อนจะโอบเข้าที่เอวบางของเย่จื่ออย่างระมัดระวัง

        เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ หลังลงจากรถ เย่เทียนหมิงและเย่ซินหยี่ต่างก็เดินออกมาต้อนรับเขา เหลี่ยวเพียวเพียว แม่เลี้ยงของเย่จื่อก็พยุงเย่ปั้นเฉิงที่เดินสั่นเทาออกมาด้วยเช่นกัน พวกเขาต้อนรับการมาถึงของเซียวปินอย่างดีเช่นนี้  แสดงว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการมาในครั้งนี้ของเขามากจริงๆ

        เย่เทียนหมิงยิ้มให้เซียวปินอย่างเป็นมิตร ก่อนทั้งเขาและเย่ซินหยี่จะหลบไปยืนข้างๆ แล้วเหลี่ยวเพียวเพียวจึงพยุงเย่ปั้นเฉิงเดินผ่านทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าเซียวปิน  เซียวปินรีบร้อนกล่าว “คุณเย่ครับ ร่างกายคุณยังไม่หายดีเลย รีบออกมาทำไมกันครับ”

        เซียวปินกำลังแสร้งทำอยู่ จำได้ว่าตอนยังอยู่ปักกิ่ง แม้จะได้รับการต้อนรับโดยคนใหญ่คนโตผู้อยู่เบื้องบนโดยตรง เซียวปินก็ยังไม่เคยมีท่าทีเกรงอกเกรงใจและประหม่าเช่นนี้มาก่อนเลย แต่นี่คงเป็นเพราะเห็นว่าเป็นว่าที่พ่อตา ก็เลยแสร้งทำให้เกียรติท่านไป หากเขาเข้าวงการบันเทิงล่ะก็ คงได้รางวัลตุ๊กตาทองเป็นแน่

        เย่ปั้นเฉิงยืนอยู่ต่อหน้าเซียวปิน ที่ตาเขามีสีแดงขึ้น นัยน์ตาก็ระยิบระยับไปด้วยน้ำตา หลังจากอ้าปากหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็แข็งใจพูดออกมา “เซียวปิน  ขอบคุณ…ขอบคุณมากที่…ที่ช่วยชีวิตฉันไว้”

        เซียวปินเดินเข้าไปพยุงที่แขนเย่ปั้นเฉิง กล่าวยิ้มๆ “คุณพูดเกรงใจเกินไปแล้วครับ เย่จื่อเป็นเพื่อนผม เทียนหมิงก็เป็นเหมือนพี่น้องคนหนึ่งของผม ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่นิ่งดูดายหรอกครับ!”

        เย่ซินหยี่ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จนเมื่อฟังเซียวปินพูดจบ รอยยิ้มนั้นก็เริ่มเกร็งๆขึ้น  เซียวปินพูดถึงเย่จื่อและเย่เทียนหมิงไปหมด ทว่ากลับละตัวไว้ เช่นนี้ จะให้เธอไม่รู้สึกระแคะระคายเลยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเธอแล้ว นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องเธอจะสบายใจหรือไม่ ระแคะระคายหรือเปล่าเท่านั้น  แต่มันยังรวมไปถึงอะไรๆที่มากกว่านั้น…

        เซียวปินและเหลี่ยวเพียวเพียวช่วยกันพยุงเย่ปั้นเฉิงเข้าไปภายใน บัดนี้ เซียวปินถึงรู้ชัด ว่าระหว่างเย่ปั้นเฉิงกับเย่จื่อนั้น ไม่ลงรอยกันมากขนาดไหน ตอนที่เย่ปั้นเฉิงมองไปยังเย่จื่อ เขาราวกำลังจะพูดบางอย่างออกมา ทว่าเย่จื่อกลับหันหน้าหนีไปอีกทางอย่างเย็นชา หลังจากนั้น เย่ปั้นเฉิงจึงได้แต่ปิดปากเงียบ แต่จากสีหน้าและท่าทางของเขาแล้ว เย่ปั้นเฉิงก็ยังรักและห่วงใยลูกสาวคนนี้มาก

        เซียวปินเริ่มหันไปสนใจแม่เลี้ยงของเย่จื่อแทน วันนี้เหลี่ยวเพียวเพียวแต่งกายสุภาพเรียบร้อยมาก แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังเปล่งประกายความยั่วเย้ายั่วยวนออกมาอยู่ดี ขนาดเซียวปินยังต้องยอมรับ จากผู้หญิงมากมายที่เขาเคยเจอมา  มีน้อยคนนักที่จะแลดูยั่วยวนมากเท่าเหลี่ยวเพียวเพียว

        เมื่อเดินไปจนถึงหน้าโต๊ะอาหาร ทุกคนจึงนั่งลงประจำที่ของตน มีเพียงเย่จื่อที่ยังคงยืนอยู่ รอจนทุกคนนั่งลงกันหมดแล้ว เย่จื่อจึงกล่าวออกมา “ทุกคนกินกันไปก่อนเลย ฉันยังไม่หิว กลับไปพักที่ห้องก่อนล่ะ”

        เย่จื่อกำลังจะจากไป แต่เซียวปินเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอเอาไว้ก่อน นัยน์ตาเขาส่อแววตำหนิลึกๆ ขณะที่ใบหน้าก็ยังยิ้มแย้ม  กล่าว “ตอนนี้เพิ่งกี่โมงเอง จะรีบไปนอนทำไมกัน ฉันมาบ้านเธอทั้งที เธอคงไม่ใจร้ายทิ้งฉันไว้คนเดียวหรอกใช่ไหม?”

        เขาพูดไปยิ้มไป ขณะเดียวกันก็ยังออกแรงดึงให้เย่จื่อนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเขาอีกด้วย

        เย่ปั้นเฉิงเห็นเหตุการณ์นั้นทุกอย่าง เมื่อเห็นว่าเย่จื่อไม่ได้แสดงท่าทีโกรธแต่อย่างใด นัยน์จาเขาก็สว่างขึ้น เขาหัวเราะมีความสุข ก่อนจะชี้นิ้วไปยังอาหารมากมายบนโต๊ะ “เสียวปิน หลายวันมานี้ฉันอยากจะเชิญเธอมาทานข้าวที่บ้านมาโดยตลอด แต่ร่างกายฉันก็ยังไม่หายดีสักที วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจให้เย่จื่อเชิญเธอมาที่บ้าน ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องขอบคุณเธอด้วยตัวเองให้ได้…  หวังว่าอาหารพวกนี้คงจะถูกปากนะ”

        “มีเยอะมาก มีเยอะมากจริงๆครับ”

        “งั้นก็ดี งั้นก็อย่ามัวเกรงใจอยู่เลย พวกเรามาเริ่มกินกันเถอะ เริ่มกินกันเลย” หลังจากเย่ปั้นเฉิงเริ่มกินเป็นคนแรก คนอื่นๆก็เริ่มกินตาม

        เย่เทียนหมิงรินเหล้าให้เซียวปิน ยิ้มกล่าว “คุณพ่อร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ยังดื่มเหล้าไม่ได้ ให้ผมเป็นคนดื่มแทนนะครับ”

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม