0 Views

        หลังเซียวปินกับเสียวเป่ยคุยกันเสร็จ เสียวเป่ยกลับไปพักผ่อน ส่วนเซียวปินก็เข้าบ้านพร้อมผักต่างๆที่ซื้อมา เรื่องเซี่ยหลุนควรมีตอนจบซะที มิเช่นนั้น เขาก็จะเหมือนลูกระเบิด ที่คงจะระเบิดใส่เซียวปินสักวันหนึ่ง และนี่ก็เป็นเหตุผลหลัก ที่เขาให้เสียวเป่ยไปสืบหาเรื่องนี้

        เมื่อเข้าบ้าน เขาก็พบว่าซูเสียวเสี่ยวไม่ได้นอนพักผ่อนแต่อย่างใด แต่เธอกลับกำลังถูพื้นอยู่  เมื่อเห็นเซียวปินกลับมา เธอก็ยิ้มสดใส กล่าว “กลับมาเช้าจัง เอาผักไปเก็บในครัวเถอะ เดี๋ยวฉันทำเอง”

        หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน ซูเสียวเสี่ยวก็เปลี่ยนจากหน้ามือไปเป็นหลังมือ… เมื่อก่อนเธอมักจะปั้นหน้าเย็นชาใส่เขาตลอด แต่มาตอนนี้เธอกลับยิ้มแย้มให้แล้ว

        ภูเขาน้ำเข็งได้ละลายลงแล้ว ซูเสียวเสี่ยวตอนนี้มีแต่ความสดใสแพรวพราว แม้แต่เซียวปินที่เคยเห็นสาวงามมามาก ก็ยังอดไม่ให้หัวใจไหววูบไปกับเธอไม่ได้เลย เขาถอนหายใจ กล่าวชื่นชม “จริงๆแล้ว เวลาเธอยิ้ม เธอดูสวยมากจริงๆ”

        หลังชมจบประโยค เซียวปินถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนพูดผิดไป หากเป็นเวลาปกติ ป่านนี้เธอคงชักสีหน้าใส่เขาแล้ว แต่วันนี้เธอกลับไม่ได้ทำ ยังคงใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเดิม “รีบเอาผักไปเก็บ แล้วรีบไปพักเถอะ”

        “ฉันไม่เหนื่อยหรอก” เซียวปินยิ้มแย้ม “ฉันไปทำงานที่ร้านแค่สองชั่วโมงก็ไปเยี่ยมคุณน้าที่โรงพยาบาล จากนั้นก็แวะซื้อผัก แล้วกลับบ้านมาเนี่ย  วันนี้ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

        “แล้วแม่ฉันเป็นยังไงบ้าง” ซูเสียวเสี่ยวถาม

        “ก็ดีนะ” เซียวปินตอบยิ้มแย้ม อาการที่แท้จริงของคุณนายซูเป็นเหมือนหนามแหลมที่คอยทิ่มตำในใจเขาอยู่ตลอด ที่ผ่านมา บ้านตระกูลซูเกิดเรื่องขึ้นมากมายเหลือเกิน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับเธอยังไงดี จึงได้แต่เก็บเอาไว้คนเดียว

        หลังหิ้วผักต่างๆนาๆเข้าไปในครัว เซียวปินก็ไม่ได้กลับไปพักแต่อย่างใด  เขาล้างมือให้สะอาด จากนั้นก็ลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง ซูเสียวเสี่ยวเมื่อถูบ้านเสร็จก็เดินเข้าไปในครัว  เมื่อได้เห็นแผ่นหลังที่ราวกำลังวุ่นของเซียวปิน เธอก็สติหลุดลอยไปชั่วขณะ จนเมื่อเซียวปินหันมาเห็นเธอกำลังชะงัก และเหม่อมองอยู่ เขาก็เผลอยิ้มออกมา กล่าว “มองฉันทำไมกัน? รู้สึกว่าฉันหล่อมากเกินไป?”

        ซูเสียวเสี่ยวถอนหายใจ “ฉันรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ช่างอบอุ่นเหลือเกิน”

        “หืม  งั้นหรอ?  งั้นไว้ฉันจะทำอาหารให้กินบ่อยๆนะ”

        “นายไม่ไปสนใจแฟนตัวเองแล้วหรอ?”

        เซียวปินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ รู้สึกราวตัวเองกล่าวคำสัญญาเกินตัวไป

        ซูเสียวเสี่ยวพูดเข้าใจ “เวลาคบใคร อย่าให้ผู้หญิงรู้สึกเหมือนโดนละเลยเด็ดขาดเลยนะรู้ไหม ต้องอยู่กับเธอบ่อยๆ  ถึงฉันจะไม่เคยมีแฟน แต่ฉันก็เป็นผู้หญิง  ถือว่ามีประสบการณ์ในด้านนี้”

        “อือ..อืม  เอ้อ จริงสิ พรุ่งนี้ฉันไม่กลับมากินมื้อเย็นที่บ้านแล้วนะ  พอดีครอบครัวเย่จื่อเชิญฉันไปทานข้าวน่ะ”

        “งั้นก็ดีเลย  พี่ก็ไปสิ…” ซูเสียวเสี่ยวยิ้มกล่าว “เย่เสี่ยวซีเป็นถึงดาวประจำมหาลัยฉันเลยนะ นึกไม่ถึงว่าจะโดนพี่สอยลงมาได้ แถมยังพาพี่ไปพบพ่อแม่เร็วขนาดนี้อีก พวกผู้ชายในมหาลัยคงอิจฉาพี่มาก”

        เซียวปินหัวเราะก้อง “ฮ่าๆๆ  ก็เพราะฉันหล่อน่ะสิ”

        ซูเสียวเสี่ยวหลุดขำ “พี่นี่ตลกดีนะ มา ฉันช่วยเป็นลูกมือให้ พวกเรามาทำอาหารด้วยกันเถอะ”

        ให้ตาย ฉันตลกหรอ? เซียวปินลูบใบหน้าคมของตัวเอง พวกผู้หญิงสมัยนี้เจ้าเล่ห์จริง ปากไม่ตรงกับใจเลย

        ฝีมือการทำอาหารของเซียวปินดีมากจริงๆ ยิ่งได้ซูเสียวเสี่ยวมาช่วยเป็นลูกมือให้อีก ทั้งสองจึงทำอาหารเย็นเสร็จอย่างรวดเร็ว อาหารสามอย่างกับแกงอีกหนึ่งอย่างถูกตั้งไว้บนโต๊ะอาหาร   หลังทานมื้อเย็นเสร็จ เซียวปินก็คุมซูเสียวเสี่ยวกินยา จากนั้นจึงเตรียมจะเดินกลับห้อง

        ซูเสียวเสี่ยวโพล่งพูดพลางมองไปที่เซียวปิน “เรื่องติวที่พี่เคยบอก…  คงไม่คิดกลับคำใช่ไหม?”

        “ให้ตายสิ…. ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะ ฉันลูกผู้ชายอยู่แล้ว พูดคำไหนคำนั้น”

        “งั้นพี่ก็เข้ามาติวให้ฉันเลยสิ”

        “สบาย” เซียวปินขานรับทันที

        จำได้ว่าตอนเพิ่งเข้ามาในบ้านซู  ซูเสียวเสี่ยวยังกล่าวเตือนเขาสีหน้าจริงจังว่าห้ามเข้าห้องเธอโดยเด็ดขาด นี่เพิ่งผ่านมาแค่ไม่กี่วันเอง  เซียวปินก็สามารถเข้าห้องเธอได้อย่างสบายๆแล้ว แม้แต่ซูเสียวเสี่ยวเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ หรือผู้ชายที่ทำให้พี่สาวเธอตกหลุมรักคนนี้ จะมีมนต์สะกดบางอย่างอยู่?

        ซูเสียวเสี่ยวส่งหนังสือเรียนให้เซียวปิน ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ เช่นเดียวกับเซียวปิน ที่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆเธอเช่นกัน เขาพลิกหน้าหนังสือ พลางถาม “เริ่มจากตรงไหนดี?”

        “บทที่ห้า”

        เซียวปินพลิกหาอย่างตั้งใจ ซูเสียวเสี่ยวแอบมองชายตรงหน้าเงียบๆ เขามีใบหน้าคมกริบราวผ่านการตัดแต่งมาอย่างดี  หากจะกล่าวว่าเขาหล่ออย่างเดียวก็คงไม่พอ ควรจะบอกว่าเขาเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและกลิ่นอายความเป็นชาย เขามีความเมตตา มีความมั่นใจ และมีความดุดันเด็ดเดี่ยว…ก็ไม่แปลกที่พี่เพ่ยหย่าจะหลงเขาหัวปักหัวปำขนาดนั้น

        เซียวปินพลิกหาจนเจอหน้าบทที่ห้า เขามองซูเสียวเสี่ยวแวบหนึ่ง  ก่อนซูเสียวเสี่ยวจะรีบร้อนเบี่ยงสายตาหลบ  กล่าว “อธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิ”

        “ได้สิ  งั้นขอฉันดูเนื้อหารวมๆของบทนี้ก่อนนะ”  เซียวปินอ่านบทความในหนังสือจนจบ ก่อนจะเริ่มพูดไหลลื่นอย่างมั่นใจ ซูเสียวเสี่ยวบัดนี้ได้ค้นข้อดีและจุดแข็งของเขาอีกอย่างหนึ่งแล้ว เขามีความรู้มากจริงๆ

        ซูเสียวเสี่ยวเดิมก็เป็นคนฉลาดอยู่แล้ว บวกกับได้ครูที่ดีแบบเซียวปินมาช่วยสอนให้อีก เธอจึงเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดของวันที่ขาดเรียน…  และที่ทำให้ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกตะลึงมากกว่าเก่าก็คือ เซียวปินไม่เพียงแค่เก่งในวิชาภาษาจีนเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาจะเข้าใจในวิชาอื่นๆไปเสียหมด ทั้งสองสอนและเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจ ซูเสียวเสี่ยวก็ลืมความคิดฟุ้งซ่านในหัวไปหมด หันมามุ่งมั่นเพียงการเรียนตรงหน้าเท่านั้น สักพัก เข็มนาฬิกาก็หมุนบอกเวลาสี่ทุ่มเสียแล้ว

        เซียวปินปิดหนังสือลง กล่าวยิ้มๆ “เธอเรียนรู้เร็วมาก ถึงว่า เพ่ยหย่าบอกฉันตลอดเลย ว่าเธอมีน้องสาวที่ฉลาดมาก”

        พูดไปพลาง เซียวปินก็ลุกขึ้นยืน “วันนี้เลิกเรียนแล้ว พอแค่นี้ก่อนเถอะ เธอเพิ่งจะหายป่วย แล้วพรุ่งนี้ก็ต้องไปเรียนอีก รีบพักเถอะ”

        “ขอบคุณนะ พี่ปิน… ฝันดี”

        เซียวปินยิ้มแย้ม “ฝันดี”

        เมื่อกลับเข้าห้องของตน เซียวปินก็ได้รับข้อความจากเย่จื่อพอดี เธอถามว่าเขาหลับแล้วหรือยัง เซียวปินปิดประตูห้อง  ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง แล้วโทรกลับไปหาเย่จื่อ  ทั้งสองคุยหวานกันสักพัก แล้วจึงต่างคนต่างหลับด้วยความสุขใจ

        วันต่อมา เซียวปินตื่นนอนแต่เช้า เขาทำอาหารเช้าเผื่อซูเสียวเสี่ยวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเหมือนเคย ขนมไข่ของโปรดเธอ

        ซูเสียวเสี่ยวก็ราวจะชินเสียแล้ว พวกเขากินไปคุยไปพลางก็หัวเราะไปด้วย เมื่อกินเสร็จก็ออกจากบ้านไปพร้อมกัน ทั้งสองเดินเคียงกันไปจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยจึงแยกทางกัน เซียวปินเดินไปยังร้าน ส่วนซูเสียวเสี่ยวเดินเข้ามหาลัย

        ความสัมพันธ์ระหว่างเซียวปินกับซูเสียวเสี่ยวเปลี่ยนเป็นดีต่อกันอย่างสมบูรณ์

        ณ ร้านบะหมี่ เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว เซียวปินก็ประกาศเรื่องการขยายร้านรวมไปถึงเรื่องเงินเดือนที่เพิ่มเป็นสองเท่าของพวกเขา ก่อนเหล่าพนักงานทั้งร้านจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

        เอ้อหั้วไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ และไม่ได้สนใจเลยด้วย หลังโห่ร้องดีใจเสี้ยวหนึ่ง เขาก็ออกไปจ่ายตลาดแล้ว ดูเหมือนเขาจะชอบงานนี้มากที่สุด  ราวกับการที่ได้ผักกลับมาเต็มตะกร้าจะทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจมาก

        เมื่อเห็นทุกคนดีใจมากขนาดนี้ เซียวปินก็ยิ้มกล่าว “ถึงแม้จะเหนื่อยกันสักหน่อย แต่ตอนนี้ทุกคนคงมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นแล้วใช่ไหม? เดี๋ยวฉันจะรีบจัดการเรื่องการขยายร้านให้เสร็จก่อน ตอนนี้เรามีแพลนอยู่สองอย่าง อย่างแรก คือการขยายร้านเดิมออกไป หากเป็นทางนี้ ก็จะเกี่ยวโยงไปถึงร้านข้างๆที่อยู่ติดกันด้วย กลัวก็แต่ร้านข้างๆจะไม่ยอมขายที่ให้เรา… แพลนที่สอง  หาร้านใหม่ที่ทำเลดีๆสักที่  จากนั้นก็ปรับแต่งปรับปรุงอะไรอีกนิด แล้วเราก็ย้ายเข้าไปทำงานในร้านใหม่ได้เลย”

        หวังกุ้ยจือหัวเราะ  กล่าว “เสี่ยวปิน  คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องบังเอิญแบบนี้อยู่ด้วย หลายวันก่อนตอนฉันคุยกับเจ้าของร้านข้างๆ เธอเผลอพูดขึ้นมาว่ากำลังจะปล่อยขายร้านอยู่พอดี ที่ร้านนั้นเป็นร้านอุปกรณ์การเรียนกับพวกเครื่องเขียนต่างๆ  ซึ่งตอนนี้ก็มีร้านเครื่องเขียนไปเปิดในมหาลัย… แล้วในหมาลัยก็มีอยู่หลายร้านด้วย เธอกำลังกะว่าจะวางมืออยู่พอดี ฉันว่า ถ้าเราไปคุยเรื่องราคาตอนนี้ ก็น่าจะได้มาในราคาที่ไม่เลวเลย”

        เซียวปินหน้าตื่นเต้น กล่าว “งั้นก็ดีเลย…  สมกับคำที่ว่าคิดอะไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ… เดี๋ยวผมจะไปคุยกับเขาเสียหน่อย น้าหวังครับ ถ้าครั้งนี้ทำข้อตกลงกันสำเร็จแล้วล่ะก็ ร้านเราคงต้องปิดกันไปสักช่วง รอจนในร้านทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราค่อยกลับมาเปิดร้านใหม่ แต่ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะ เรื่องเงินเดือน ฉันจะบอกน้าหลี่จ่ายตามปกติเอง”

        “พี่ปินจงเจริญ”

        “พี่ปิน  พวกเรารักพี่โคตรๆเลย”

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “พวกเธออย่าเพิ่งตื่นเต้นไปเลย  ฉันจะไปคุยกับเขาเดี๋ยวนี้แหละ”

        เมื่อเซียวปินมายังร้านเครื่องเขียนข้างๆ ก็พบว่าในร้านมีคนกำลังช่วยกันขนของออกอยู่  ของในร้านก็ถูกเอาออกไปเยอะจนร้านแทบจะโล่งไม่เหลืออะไรแล้ว เห็นดังนี้แล้ว จู่ๆ เซียวปินก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา

        “พวกคุณกำลังทำอะไรกัน? เจ้าของร้านเขาไม่ขายแล้วหรอ?” เซียวปินถามหัวหน้าคนงาน

        “อ้าว คุณยังไม่รู้หรอ? ร้านนี้มีเจ้าของคนใหม่แล้ว เห็นว่ากำลังจะเปิดร้านอาหารอะไรนี่แหละ เจ้าของร้านเดิมเขาใช้ให้เรามาขนของออกให้น่ะ”

        คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาช้าไปก้าวหนึ่ง เซียวปินถอนหายใจ กำลังจะเดินกลับ พลันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงสั่งการคนงานที่หน้าร้านดังเข้าหูเสียก่อน  หัวหน้าคนงานชี้นิ้วออกไปด้านนอก  กล่าวกระซิบ “คนข้างนอกนั่นเป็นเจ้าของร้านใหม่  เป็นสะใภ้อายุน้อยคนหนึ่ง  หน้าตาสะสวยใช่เล่นเลย…”

        เซียวปินไม่สนใจสองประโยคหลัง พลางความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้น…  เขาอยากคุยกับเจ้าของคนใหม่คนนี้เรื่องซื้อร้านต่อ เผื่ออาจจะมีโอกาสได้ร้านนี้จากเธอ แม้ความคิดนี้จะฟังดูลมๆแล้งๆก็ตาม

        เซียวปินในขณะนี้มองว่าร้านบะหมี่เป็นภาระและหน้าที่ๆเขาจะต้องรับผิดชอบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน้าหลี่ที่เหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงสองปี หรือเพื่อซูเพ่ยหย่าที่ตายไปแล้ว เขาก็ต้องทำร้านบะหมี่ให้ดีและใหญ่ยิ่งๆขึ้นไป  ถือเป็นการทดแทนให้ครอบครัวตระกูลซู ดังนั้น เขาจึงให้ความสำคัญกับการขยายร้านในครั้งนี้มาก

        เขาเดินออกจากร้าน แล้วเดินไปตามเสียง ในที่สุด เขาก็รู้ซึ้งถึงประโยคสุดท้ายของหัวหน้าคนงาน…

        แม้จะเป็นในสายตาคนเลือกมากเพียงใด เจ้าของร้านคนใหม่คนนี้ก็ยังสวยมากๆอยู่ดี เธอสวมเสื้อแขนยาวกับกระโปรงยาวเรียบร้อย สัดส่วนเธอดีมาก ทั้งส่วนเว้าส่วนโค้งก็สมบูรณ์แบบ เธอสวมรองเท้าส้นสูงคู่หนึ่ง เมื่อมองทะลุถุงน่องไป ก็จะเห็นรอยสักรูปดอกไม้ดอกงามที่ข้อเท้าเธอลางๆ ดูๆแล้วช่างเย้ายวนเหลือเกิน

        ขณะนี้ เซียวปินมองเห็นเพียงใบหน้าหันข้างของเธอเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังดูออกว่าเธอเป็นหญิงวัยประมาณสามสิบ และใบหน้าของเธอสวยงามมากจริงๆ แต่ขณะเดียวกัน ใบหน้านั้นก็เย็นชามากเช่นกัน

        เดิม เธอกำลังคอยคุมคนงานขนของอยู่   แต่ขณะเซียวปินกำลังมองประเมินเธออยู่ เธอก็หันมาเจอเสียก่อน สาวงามก้าวยาวๆมาหาเซียวปิน เมื่อได้เห็นหญิงตรงหน้าชัดๆแล้ว เซียวปินก็หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ใบหน้าเธอสวยงามมากจริงๆ ทุกส่วนบนใบหน้าช่างไร้ที่ติ  เธอมีประกายสง่างามราวหญิงสูงศักดิ์อยู่ แม้ใบหน้าเธอจะเย็นชามาก แต่เธอก็ยังแลดูเย้ายวนผู้พบเห็นมากอยู่ดี ที่สำคัญ เธอยังมีหน้าตาเหมือนนักแสดงสาวผู้โด่งดังในโลกแห่งหนัง R…อายากะ โทโมดะ… สำหรับผู้ที่ชมหนังจาก*ประเทศบนเกาะบ้างอย่างเขา ทันทีที่ได้เห็นเธอ เขาก็เริ่มรู้สึกมีอะไรบางอย่างแอบปะทุที่ข้างในทันที

        แม่เจ้า  อยู่ๆเขาก็รู้สึกเสียดายที่ต้องขอให้เธอย้ายออกไป …นี่มันปีศาจสาวเจ้าสวาทชัดๆ

       ——————————–

        *ประเทศบนเกาะ  หมายถึงประเทศญี่ปุ่นค่ะ

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม