0 Views

         ภายในห้องพักฟื้นของหลี่ชุนหลาน เซียวปินทำงานในร้านจนพ้นช่วงเที่ยง แล้วจึงเข้ามาเยี่ยมหลี่ชุนหลานในโรงพยาบาล วันนี้หลี่ชุนหลานดูจะอารมณ์ดีมาก ยิ่งเขาบอกเรื่องที่ในร้านกำลังขายดิบขายดีกับเธอ เธอก็ยิ่งอารมณ์ดีมากขึ้นไปอีก

        เมื่อเห็นเธอกำลังอารมณ์ดี เซียวปินจึงคุยเรื่องการขยายร้านกับเธอ หลี่ชุนหลานได้ฟังก็นิ่งเงียบไป เซียวปินคิดว่าหลี่ชุนหลานไม่ต้องการขยายร้าน จึงรีบร้อนกล่าว “บางทีผมอาจรีบร้อนมากเกินไปหน่อย นี่ก็เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น ถ้าคุณน้าไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรครับ”

        “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ” หลี่ชุนหลานมองดูเซียวปินด้วยสายตาพอใจ กล่าวชื่นชม “พวกวัยรุ่นต้องกล้าคิดกล้าทำ ตอนสามีน้ายังหนุ่ม เขาก็เป็นคนกล้าคิดกล้าทำแบบนี้แหละ  เราเลยก่อร่างสร้างตัวมามีทุกวันนี้ได้.. และแม้ว่านน้าจะแก่แล้ว แต่ความคิดน้าก็ยังเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอยู่ เธอพูดถูกแล้ว ฉวยโอกาสขยายร้านตอนที่กิจการทางร้านเรายังดีอยู่ไปเลย… เดี๋ยวน้าขอกลับไปดูเรื่องเงินทุนก่อน ไม่รู้ว่าเงินที่มีอยู่จะพอหรือเปล่า ถ้าไม่พอค่อยไปขอยืมเขา หรือถ้ายังไม่พอจริงๆก็ไปขอกู้กับธนาคารมาก่อน…”

        “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกครับ” เซียวปินหัวเราะ กล่าว “น้าหลี่ครับ  หลายปีมานี้ผมก็ได้เงินจากการปฏิบัติภารกิจมาไม่น้อย เอาอย่างนี้ดีไหมครับ  ครั้งนี้ก็ใช้เงินของผมไปก่อน รอให้ที่ร้านขายได้กำไร  น้าค่อยเก็บสะสมเงิน แล้วค่อยเอามาคืนผมทีหลัง”

        “จะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะ” หลี่ชุนหลานขมวดคิ้ว กล่าวปฏิเสธ “นั่นเป็นเงินที่เธอต้องลำบากกว่าจะหามาได้ แม้กิจการในตอนนี้จะดี แต่น้าให้เธอเอาเงินทั้งหมดมาเสี่ยงกับน้าไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาล่ะก็… น้าทำเรื่องเห็นแก่ตัวแบบนั้นไม่ได้หรอก  เสี่ยวปิน เธออย่าคิดมากไปเลย เดี๋ยวน้าไปกู้เอาที่ธนาคารก็ได้ ดอกเบี้ยก็ไม่ได้มากมายอะไรนักหรอก”

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “น้าหลี่แหละครับ อย่าคิดอะไรมากเลย เงินผมเก็บไว้อย่างเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไร แล้วตอนนี้ร้านเราก็กำลังไปได้ดี เป็นโอกาสเหมาะที่จะขยายร้านเลยนะครับ… หรือไม่ก็เอาแบบนี้ไหมครับ  ถือว่าผมเอาเงินส่วนนี้เข้าไปร่วมหุ้นด้วย ต่อไปก็ถือว่าผมเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ดีไหมครับ?  อืม…ร้านบะหมี่ตอนนี้กิจการดีขนาดนี้  ในอนาคตยังไม่รู้ว่าร้านจะใหญ่ขึ้นมากขนาดไหน หรือว่าคุณน้าไม่อยากให้ผมร่วมหุ้นด้วยครับ?”

        หลี่ชุนหลานหัวเราะ “เจ้าเด็กนี่  พูดอะไรแบบนั้น… แต่ความเห็นของเธอก็ฟังดูไม่เลวเลย ถ้าเธออยากจะร่วมหุ้นด้วยจริงๆ งั้นเธอมาหุ้นด้วยกันก็ได้ พอกลับไปก็ประเมินราคาร้านเราทั้งหมดดู ว่ามีค่าเท่าไหร่ แล้วเอาเงินส่วนของเธอไปเปรียบเทียบกันดู จากนั้นเราค่อยมาทำสัญญากัน แต่น้าเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าพลาดเจ๊งไป อย่ามาโทษน้านะ”

        เซียวปินหัวเราะ “คุณน้าวางใจเถอะครับ ผมมั่นใจว่ามองไม่ผิดแน่”

        หลี่ชุนหลานหัวเราะ “งั้นเรื่องนี้ก็มอบหมายให้เธอไปดูแลแทนน้าแล้วกัน ทั้งเรื่องขยายร้าน แล้วก็เรื่องรับสมัครพนักงานใหม่ หลายวันมานี้ในร้านคงจะเหนื่อยกันแย่เลย รวมทั้งเธอด้วย งั้นเงินเดือนในเดือนนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าก็แล้วกัน”

        เซียวปินหัวเราะ “ใจกว้างสมเป็นเจ๊ใหญ่จริงๆ  แล้วผมจะกลับไปบอกทุกคนนะครับ”

        หลี่ชุนหลานหัวเราะ กล่าว “เอาล่ะ เลิกพูดประจบน้าได้แล้ว อย่าลืมสิ ต่อไปนี้เธอก็เป็นหนึ่งในเจ้าของร้านเหมือนกัน สุขภาพของน้าแย่ลงทุกวัน เสียวเสี่ยวก็ต้องสนใจเรื่องเรียน ส่วนเพ่ยหย่าก็กลับบ้านน้อยเหลือเกิน ร้านบะหมี่นี้เป็นความฝันทั้งชีวิตของน้ากับพ่อพวกเขา  ต่อจากนี้ก็ฝากให้เธอดูแลด้วยก็แล้วกัน…”

        หลังฟังจบ เซียวปินก็รู้สึกถึงภาระหนักอึ้งในตัว  ร้านบะหมี่นั่น ไม่ใช่แค่ร้านธรรมดา แต่ยังเป็นความฝันทั้งชีวิตของคุณอาและคุณน้าซูด้วย แม้พ่อของซูเสียวเสี่ยวจะเสียไปแล้ว แต่ความฝันในส่วนของเขาก็ถูกสืบต่อโดยหลี่ชุนหลาน และตอนนี้ หลี่ชุนหลานก็ฝากความฝันของทั้งสองคนเอาไว้กับเซียวปิน… นี่แสดงถึงความเชื่อใจที่ท่านมีต่อเขา เขาต้องไม่ทำให้ความเชื่อมั่นนี้สูญเปล่าเด็ดขาด ถือเป็นการชดใช้ให้ครอบครัวตระกูลซู…

        เซียวปินคุยเรื่องการขยายร้านกับหลี่ชุนหลานต่อ ส่วนเรื่องที่ซูเสียวเสี่ยวเป็นหวัดและไข้ขึ้นเมื่อคืนนี้ เซียวปินยังไม่กล้าบอกให้เธอรู้ พอออกจากโรงพยาบาลเขาก็ไม่ได้กลับไปที่ร้าน  แต่เดินตรงไปยังตลาดต่างหาก

        เพิ่งเดินมาถึงตลาด เซียวปินก็ได้รับโทรศัพท์จากเย่จื่อพอดี หลังรับสาย เย่จื่อก็กรอกเสียงกลับมา “พี่ปิน ทำไมวันนี้ไม่เข้าร้านล่ะ ตอนเที่ยงฉันยังตั้งใจพาเพื่อนๆไปอุดหนุนพี่อยู่เลย…  ได้ยินว่าเสียวเสี่ยวป่วย?”

        เซียวปินหัวเราะแห้งๆ กล่าว “ใช่… เป็นหวัดแล้วก็มีไข้ด้วย วันนี้ก็ไม่ได้ไปเรียน”

        “อ้อ  งั้นพี่ก็ดูแลเธอไปเถอะ”

        “นี่…  เธอคงไม่ได้กำลังประชดเพราะหึงฉันอยู่ใช่ไหม?”

        เย่จื่อหัวเราะคิกคัก “เปล่านี่  ฉันพูดจริงจัง ตอนนี้คุณน้าก็ยังไม่ออกจากโรงพยาบาล ซูเสียวเสี่ยวก็เป็นผู้หญิง แถมยังอยู่บ้านคนเดียวอีก  พี่ที่เป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านก็ต้องดูแลเธอสิ ฉันเข้าใจดี”

        เซียวปินรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา

        “วันนี้ที่บ้านฉันให้มาเชิญพี่ไปกินข้าว  เดี๋ยวฉันจะปฏิเสธกลับไปให้ รอให้พี่วุ่นเรื่องนั้นให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

        เซียวปินคิดนิดหนึ่ง กล่าว “พรุ่งนี้ก็น่าจะว่างแล้วล่ะ”

            “งั้นก็ได้  งั้นพี่คอนเฟิร์มมาวันพรุ่งนี้แล้วกัน แล้วค่อยบอกพวกที่บ้านก่อนเราจะเข้าไป  ครั้งนี้ที่พี่เชิญจางยีจื่อมารักษาคุณพ่อจนหายได้ คนที่บ้านฉันรู้สึกขอบคุณพี่กันมากๆเลย แต่เพราะหลายวันก่อนพ่อยังลงจากเตียงไม่ได้ ก็เลยยังไม่ได้เชิญพี่ แต่วันนี้ท่านรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นมากแล้วด้วย ก็เลยให้ฉันมาเชิญพี่ไปทานข้าวที่บ้านสักมื้อ  ท่านจะได้ขอบคุณพี่ต่อหน้าเลย”

            เซียวปินหัวเราะ “ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเหตุสุดวิสัยอะไร ฉันต้องไปแน่”

            “พรุ่งนี้ถ้าพี่มั่นใจแล้วก็โทรหาฉันแล้วกัน เดี๋ยวฉันออกไปรับ”

            “อ้อ  ฉันจะไปเจอว่าที่พ่อตาขอตัวเอง ต้องเตรียมของขวัญอะไรไปด้วยไหม?”

            เย่จื่อหัวเราะคิกคัก สบถเสียงใส “หลงตัวเองไปเถอะ ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจจะแต่งกับพี่เลย ไม่แน่ ถ้าวันไหนฉันเจอใครที่ดีกว่า ฉันอาจจะถีบส่งพี่ออกไปเลยก็ได้”

            เซียวปินหัวเราะ “ฉันเป็นคนใจกล้าหน้าด้านแถมยังละเอียดอ่อนอีก อยากถีบส่งฉัน ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”

            “คิกๆ งั้นก็ดูกันไปแล้วกัน…”

            ทั้งสองคุยกระเซ้าเย้าแหย่กันพักหนึ่ง เพราะเซียวปินยังมีธุระต่อ ส่วนซูเสียวเสี่ยวก็ต้องเข้าเรียน ทั้งสองจึงตัดสายกันไป แล้วเซียวปินก็เดินเข้าไปในตลาดต่อ

            หลังผ่านไปหลายวัน เซียวปินก็ยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้ บัดนี้ เซี่ยวหลุนก็นั่งไม่ติดที่อีกต่อไป เขาเดินทางมาหาเทพธิดาแห่งดอกพิโอนีอีกครั้ง

            เทพธิดาฯให้เขาเข้าพบในตำหนัก เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมาต่อว่าตนแน่ แต่ก่อนหน้านี้ เธอก็คิดไม่ถึงว่าเซียวปินจะเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจถึงเพียงนี้  ไม่เช่นนั้น เธอก็คงจะไม่รับงานเขามาง่ายๆแบบนี้หรอก

            เซี่ยหลุนสีหน้าไม่พอใจมาก หลังย่อตัวลงนั่ง เขาก็ไม่สนว่าเทพธิดาฯจะพอใจหรือไม่ เอ่ยปากถามตำหนิเธอทันที “เทพธิดาฯ ท่านเป็นถึงราชาสวรรค์เขตเหนือ ทางเหนือของเจียงเฉิงทั้งหมดก็อยู่ภายใต้การปกครองของท่าน ท่านคงไม่ได้จัดการคนกระจอกๆอย่างเซียวปินไม่ได้หรอกนะ”

            เทพธิดาฯน้ำเสียงราบเรียบ “เซียวปินเป็นคนที่ต่อกรได้ยากมากจริงๆ เขาฝีมือดีมาก จากที่เขาสามารถล้มฉางฮวัยอันได้  ก็ยืนยันแล้วว่าเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์มากขนาดไหน เขาไม่ใช่พวกคนที่ใหญ่แต่ตัว แต่ไม่มีสมอง… จัดการกับคนแบบนี้มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น คือไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเลย หรือหากได้ยุ่งไปแล้ว ก็ต้องตีงูตีให้ตาย ไม่เช่นนั้นมันจะกลับมาแว้งกัดเราได้”

            เซี่ยหลุนสีหน้าเย็นชา “ท่านเทพธิดาฯกำลังรอโอกาส?”

        “สิ่งที่ฉันต้องการคือแผนที่สมบูรณ์แบบ คุณเซี่ย ในเมื่อฉันรับเงินคุณมาแล้ว  ฉันก็ต้องทำงานให้คุณตามคำสั่งแน่นอน เพราะงานนี้ของคุณ ฉันเสียคนมีฝีมือไปตั้งหลายคนแล้ว ขนาดยอดนักหมิงจิ้นยังต้องมาตายในเงื้อมือเขาเลย แล้วแบบนี้ คุณคิดว่าฉันควรจะระวังให้มากขึ้นไปอีกหรือเปล่า?”

        เซี่ยหลุนหัวใจไหววูบ สีหน้าตกใจสุดขีด เซียวปินฆ่าได้แม้กระทั่งยอดนักหมิงจิ้นงั้นหรอ? ถ้าเขารู้ว่าตนคือผู้ว่าจ้างคนพวกนั้นล่ะก็ ตระกูลเซี่ยมีหวังได้เจอกับภัยพิบัติครั้งใหญ่แน่… เมื่อคิดได้ดังนี้ เซี่ยหลุนก็ยิ่งอยากเอาชีวิตเซียวปินมากขึ้นไปอีก เพราะหากเซียวปินไม่ตาย ตนต้องพบจุดจบที่น่าอเนจอนาถแน่

        เทพธิดาฯกล่าวเสียงเรียบ “คุณเซี่ยวางใจเถอะค่ะ ก็เหมือนที่คุณบอก แม้เขาจะเก่ง แต่เขาก็มีเพียงตัวคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ในตัวเขาก็มีข้อจำกัดอยู่มากมาย ฉันเชื่อว่าผู้ชายคนนี้ รอดพ้นจากเงื้อมือฉันไปไม่ได้แน่”

        เซี่ยหลุนสายตาเต็มไปด้วยการล้างแค้น “งั้นก็ฝากท่านเทพธิดาด้วยแล้วกัน”

        เซียวปินเดินซื้อผักที่ตลาดเสร็จก็เดินกลับบ้าน เขาเดินมาจนถึงหน้าบ้าน กำลังจะเข้าไป เสี่ยวเป่ยก็เดินมาหยุดอยู่หลังเขา “พี่ปิน”

        “หืม?” เซียวปินหยุดลง หมุนตัวกลับไปหาเสียวเป่ย ยิ้มกล่าว “หลายวันมานี้ลำบากแกหน่อยนะ”

        เสียวเป่ยใบหน้ายังคงมีแต่รอยยิ้มสดใสอยู่ตลอด ไม่มีใครดูออก ว่าเขามีเรื่องทุกข์ใจอะไรบ้าง ไม่มีใครรู้เลย ว่าในใจเขาซ่อนความเศร้าเอาไว้มากเพียงใด นับตั้งแต่เซียวปินเพิ่งรู้จักกับเขา หลายปีมากนี้ เซียวปินก็ได้เห็นเพียงรอยยิ้มสดใสแสนบริสุทธิ์ใจที่บนใบหน้าเขามาโดยตลอด

        “ผมไม่ได้ลำบากอะไรเลยครับ พี่ปิน เรื่องพี่เพ่ยหย่ามีอะไรคืบหน้ารึยัง?”

        “ยังไม่มีเลย” เซียวปินขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ “เสียวเสี่ยวค้นทุกที่ๆหาได้หมดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้อะไรเลย แล้วเธอก็คิดอะไรเกี่ยวกับกลักฐานในไม่ได้เลยด้วย คำพูดก่อนตายของคนๆนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า  ฉันคิดเรื่องนี้มาโดยตลอด”

        เสียวเป่ยขานรับ ก่อนโพล่งพูด “หรือคนๆนั้นจะแค่ต้องการให้พวกพี่แตกกัน? เขาอาจต้องการให้พี่ไปจากหลงเหมินก่อน เพื่อคนที่อยู่เบื้องหลังเขาจะได้ทำบางอย่าง”

        “ก็อาจจะเป็นไปได้” เซียวปินกล่าวสงสัย “ตั้งแต่ฉันทำงานนี้มา ฉันเคยเจอเรื่องต่างๆมามากมาย แถมยังเคยเจอยอดฝีมือจากหลายประเทศมาแล้ว แต่ฉันยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ตอนนี้เหมือนจะมีหมอกควันปิดล้อมรอบๆตัวฉันเต็มไปหมด ฉันไม่รู้จะไปทางไหนหรือทำยังไงดี ที่ตัวก็ราวโดนใครใช้เชือกมัดไว้ แล้วฉันก็ได้แต่เดินตามแรงจูงนั้นไป”

        “จริงสิ” เซียวปินใบหน้าสงสัย “หลายวันมานี้ฉันเจอเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย มีคนกำลังจ้องทำร้ายฉันอยู่ ฉันเดาว่าผู้อยู่เบื้องหลังน่าจะเป็นตาแก่เซี่ยหลุนนั่น  แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าจะเป็นคนอื่น…นายช่วยไปสืบให้ที คนที่ชื่อต้าเปินกับเอ้อเปินขึ้นกับพรรคไหนกันแน่? หรือถูกใครจ้างมา?”

        เสียวเป่ยพยักหน้ารับรู้

        เซียวปินหัวเราะ “หลังจากนี้เราค่อยหาเวลาว่างๆมาคุยกัน จริงสิ  แกดื่มเหล้าเก่งขึ้นรึยัง?”

        เสี่ยวเป่ยเกาหัว ก่อนหัวเราะอายๆ ท่าทางของเขาทำให้เซียวปินหัวเราะตามไปด้วย “ฮ่าๆๆ  เจ้าเด็กนี่ ทั้งหลงหยา มีแกคนเดียวที่ดื่มแก้วเดียวเมา ฮ่าๆๆๆ”

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม