0 Views

        เซียวปินกอดซูเสียวเสี่ยวแน่นอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ก่อนจะกอดเธอกลิ้งลงบนเตียง ซูเสียวเสี่ยวในสภาพเสื้อผ้ารุ่งริ่งในอ้อมแขนเซียวปิน ก็ยังเอาแต่พึมพำไม่หยุด เธอบอกให้เซียวปินกอดตนแน่นๆ  แล้วยิ่งเป็นตอนที่เสื้อผ้าเธอกระเซอะกระเซิงเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความเป็นชายในตัวเซียวปินเพิ่มกระฉูดขึ้น

        ไม่ได้… เธอแค่กำลังไม่สบาย แค่เป็นไข้ตัวร้อน… เธอเป็นน้องซูเพ่ยหย่า ฉันจะทำแบบนี้กับเธอไม่ได้

        เซียวปินกระเสือกกระสนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เขาแกะขาที่คล้องอยู่ของซูเสียวเสี่ยวออก ก่อนจะติดกระดุมที่เปิดอยู่ให้เธอ แล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างเธอไว้ กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน “เสียวเสี่ยว เธอไม่สบายอยู่ ต้องพักผ่อนให้มากๆรู้ไหม… ฉันจะดูแลอยู่ข้างๆเธอนะ”

        เซียวปินลงจากเตียง เขาสงบสติอารมณ์และจัดการกับลมหายใจตัวเอง ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูอีกผืนมาชุบน้ำเย็น แล้วนำไปวางทาบที่หน้าผากเธอ จากนั้นเขาก็หยิบเก้าอี้มาวางข้างเตียงซูเสียวเสี่ยว ปิดไฟในห้อง แล้วจึงนั่งลงบนเก้าอี้ พลางในหัวก็เอาแต่คิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างห้ามไม่ได้ เขาคิดถึงภาพที่ทั้งสองนอนกอดกัน ภาพซูเสียวเสี่ยวในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย และร่างเล็กขาวนวลของเธอ…

        เซียวปินพยายามลบความคิดและภาพพวกนั้นออกจากสมองให้ได้มากที่สุด แล้วเตือนตัวเองซ้ำๆ ว่าเธอเป็นน้องซูเพ่ยหย่า

        คืนนั้น เซียวปินไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เขาคอยเปลี่ยนผ้าขนหนูที่หัวให้เธอ คอยป้อนน้ำอุ่นให้ และคอยเช็ดตัวให้เธอทุกสองชั่วโมง  ทุกๆครั้งที่เขาต้องเช็ดตัวให้เธอ เซียวปินต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการตรึงตัวเองให้สงบจิตสงบใจลง

        หลังลำบากมาทั้งคืน พอใกล้สว่าง เซียวปินก็พบว่าไข้เธอลดลงมากแล้ว หลังถอนหายใจโล่งยาว ความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าใส่ เซียวปินจึงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ที่ข้างเตียง

        ซูเสียวเสี่ยวไข้ขึ้นสูงมาตลอดทั้งคืน จนเมื่อรุ่งสาง เธอจึงลืมตาสะลึมสะลือขึ้นเพราะความกระหายน้ำ เมื่อลืมตาขึ้นเธอก็เห็นแก้วน้ำแก้วหนึ่งที่หัวเตียง จึงยื่นมือไปหยิบเข้ามาดื่มอึกใหญ่จนหมดแก้ว บัดนี้ สายตาจึงเหลือบไปเห็นเซียวปินที่นั่งหลับหันมาทางเธอ เขาแลดูเหนื่อยมาก เมื่อคืน แม้เธอจะหลับไปเพราะไข้สูง แต่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เธอก็พอจะจำเรื่องเมื่อวานได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่กอดเซียวปินเอาไว้แน่น  ตอนที่เซียวปินก็ประคองเธอนอนลง ไม่ได้ฉวยโอกาสทำอะไรเธอเลย หรือจะเป็นเรื่องที่เขาแทบไม่ได้หลับเลยทั้งคืนเพราะดูแลเธอ…

        ซูเสียวเสี่ยววางแก้วน้ำในมือลง เธอมองเบลอไปที่เซียวปิน  ถึงว่า ทำไมพี่สาวเธอถึงหลงในผู้ชายคนนี้ เพราะในตัวเขามีเสน่ห์และน่าค้นหามากจริงๆ  เขาเก่งและความสามารถ เขาสามารถเชิญให้จางยีจื่อเดินทางมาจากปักกิ่งได้ ผู้ชายที่มีความสามารถและเก่งกาจ จะทำให้ผู้หญิงรู้สึกวางใจในตัวเขา …เขามีความรู้และความเข้าใจในทุกเรื่อง เขาทำราเม็งเป็น ทำกับข้าวเป็น แล้วไหนจะขนมไข่อีก… เขารู้วิธีช่วยชีวิตผู้ป่วยยามฉุกเฉิน เช่นตอนที่แม่เธอโรคหัวใจกำเริบ และตอนเธอไข้ขึ้นเมื่อคืนนี้…  และเขายังเป็นสุภาพบุรุษ ทั้งที่เมื่อคืนตนดื่มจนเมามาย แถมยังมีไข้ขึ้นสูง แล้วยังเอาแต่กอดเขาไว้แน่นอีก…หากเป็นผู้ชายคนอื่นล่ะก็…แค่คิดก็รู้สึกกลัวแล้ว

        เขาเป็นผู้ชายที่ดีมากขนาดนี้ แต่ตนกลับยังเอาแต่เกลียดขี้หน้าเขา เหยียบย่ำเขา…หรือเราจะมีอคติกับเขามากเกินไป?

        ขณะซูเสียวเสี่ยวกำลังคิดในใจกับตัวเอง จู่ๆเซียวปินก็ลืมตาขึ้น แล้วสายตาทั้งสองก็ประสานเข้าด้วยกัน ทันใดนั้น ซูเสียวเสี่ยวก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ

        เซียวปินกล่าวดีใจ “เสียวเสี่ยว ฟื้นแล้วหรอ? รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”

        ซูเสียวเสี่ยวกล่าวเขิน “ไข้ลดแล้ว แต่ยังรู้สึกเพลียๆอยู่… พี่ปิน เมื่อคืนนี้ ขอบคุณมากนะ… ฉันว่าจะนอนต่ออีกหน่อย พี่ไม่ต้องอยู่ดูแลฉันแล้วล่ะ”

        เซียวปินหัวเราะไม่แยแส “ตอนออกปฏิบัติภารกิจ ฉันก็ต้องทำงานทั้งคืนอยู่บ่อยๆ แค่อดหลับคืนเดียว เป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับฉัน แค่เธอไม่เป็นไรก็พอแล้ว ฉันกำลังคิดอยู่เลย ว่าจะไปทำงานในร้านหรือจะอยู่ดูแลเธอที่บ้านดี”

        “ไม่ต้องหรอก” ซูเสียวเสี่ยวรีบร้อนกล่าว “พี่กลับไปทำงานที่ร้านเถอะ แม่ก็ยังอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้พี่อีก”

        เซียวปินหัวเราะกล่าว “เธอจะเป็นตัวถ่วงฉันได้ยังไงล่ะ อีกอย่าง เธอเองก็ต้องไปดูแลคุณน้าที่โรงพยาบาลบ่อยๆ คุณน้ามีลูกที่กตัญญูมากขนาดนี้ ก็ถือเป็นความโชคดีที่สุดแล้ว”

        พูดไปพลาง เซียวปินก็แววตาหม่นลง จู่ๆ เขาก็นึกถึงซูเพ่ยหย่าขึ้นมา หากเธอยังอยู่ แม้คุณนายซูจะเสียสามีไป แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีลูกสาวอีกสองคน อยู่กันสามคนครอบครัวก็ถือเป็นเรื่องมีความสุขเรื่องหนึ่งไม่ใช่หรอ

        ซูเสียวเสี่ยวราวดูออกว่าเซียวปินกำลังคิดอะไรอยู่ เธอโพล่งขึ้น “พี่ปิน ขอโทษนะ”

        “อะไร?” เซียวปินชะงัก ก่อนกล่าวยิ้ม “พูดอะไรแบบนั้น… ที่ฉันดูแลเธอเมื่อคืนก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว อย่าว่าแต่เธอเป็นน้องซูเพ่ยหย่าเลย ต่อให้ไม่ใช่ ฉันก็ยังเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งนะ…”

        “เปล่า ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องเมื่อคืน… ฉันหมายถึง เรื่องพี่สาวฉัน… ฉันเอาความโกรธทั้งหมดมาลงที่พี่  แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้ก็จะโทษพี่คนเดียวไม่ได้ เพราะมันเป็นทางที่พี่สาวฉันเลือกเอง”

        เซียวปินแววตาครึ้มลง ก่อนถอนหายใจออกมา “ตอนฉันยังเป็นหัวหน้าทีมของหลงหยาอยู่ พี่สาวเธอเป็นลูกทีมที่เก่งที่สุดในทีมเราเลย แต่ต่อมา เพราะเหตุผลบางอย่าง ฉันเลยถอนตัวออกจากทีม แล้วมาตั้งหน่วยใหม่… ความจริงพี่เธอไม่จำเป็นต้องถอนตัวตามฉันออกมาเลย เพราะถ้าเพ่ยหย่ายังอยู่ในทีม เธอต้องมีอนาคตที่สดใสแน่… แต่เธอกลับเลือกถอนตัวออกมาพร้อมฉัน…  เป็นเพราะฉันไม่สามารถปกป้องพี่สาวเธอให้ดีเอง  มันก็สมควรแล้ว ที่เธอจะเกลียดฉัน”

        “แต่เธอชอบพี่  เพราฉะนั้น นี่เป็นเส้นทางที่เธอเลือกเอง… ไม่ว่าเธอจะยอมติดตามพี่ หรือยอมตายเพื่อพี่ นั่นก็เป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง” ซูเสียวเสี่ยวถอนหายใจ “แม้ตอนนี้ ฉันจะยังรู้สึกเสียใจอยู่ แต่ฉันก็ไม่ได้เกลียดพี่แล้ว ฉันแค่อยากขอให้พี่รับปากเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ฉันเคยขอมาก่อนหน้านี้แล้ว… …พี่ต้องทำตามคำขอของฉันให้ได้นะ”

        “ฉันรู้แล้ว” เซียวปินใบหน้าจริงจัง “ไม่ว่าทำเพื่อเธอ เพื่อคุณน้า เพื่อเพ่ยหย่า หรือเพื่อตัวฉันเอง ฉันก็จะต้องสืบหาความจริงเรื่องนี้มาให้ได้ ฉันจะแก้แค้นให้เพ่ยหย่าแน่นอน”

        ซูเสียวเสี่ยวยอมเข้าใจได้ เซียวปินเองก็ดีใจ  เขาฉวยโอกาสนี้ถามเธอต่อ “เสียวเสี่ยว เธอช่วยคิดให้ดีอีกทีได้ไหม ในตัวเธอมีหลักฐานอะไรบ้างหรือเปล่า?  คนๆนั้นเคยบอกกับพี่เธอก่อนตาย เขาบอกว่าหลักฐานอยู่ที่เธอ แต่จนถึงตอนนี้พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าหลักฐานนั้นมันคืออะไรกันแน่”

        ซูเสียวเสี่ยวส่ายหัว นัยน์ตาว่างเปล่า “ตั้งแต่พี่ถามฉันเมื่อครั้งก่อน ฉันก็คิดมาหมดแล้ว ขนาดที่ห้อง ฉันก็ยังค้นมาแล้วหลายรอบ แต่ก็ยังหาอะไรที่เกี่ยวข้องกับการตายของพี่ไม่ได้เลย”

        เซียวปินถอนหายใจ ก่อนยิ้มเจื่อนๆ “ตอนนี้ฉันกำลังสงสัยอะไรอีกอย่างหนึ่ง… บางที ในทีมอาจไม่ได้มีคนทรยศแบบที่เรากำลังคิดอยู่ก็ได้ บางที คนที่นัดพี่เธอออกไปในวันนั้น อาจแค่ต้องการเงินค่าเปิดปากจากพี่เธอ มันอาจไม่มีหนอนบ่อนไส้อยู่จริงก็ได้ รวมไปถึงหลักฐานอะไรนั่นด้วย… เอาล่ะ พอแค่นี้ก่อนเถอะ  ถ้าเธอคิดอะไรขึ้นมาได้ค่อยมาบอกฉันก็แล้วกัน เพราะฉันยังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานเลย เธอรีบนอนพักเถอะ”

        “อืม  พี่ก็กลับไปหลับสักงีบเถอะ ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย”

        เซียวปินมองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งจะตีสี่ เขาจึงขานรับเธอแล้วกลับเข้าห้องตัวเองไป

        เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแล้วจึงหลับไป

        อาจเป็นเพราะเหนื่อยมาทั้งคืน เซียวปินจึงหลับยาวจนถึงเก้าโมงกว่าๆ  เมื่อตื่น เขาก็เข้าครัวไปทำอาหารเช้า ก่อนจะยกส่วนหนึ่งมาให้ซูเสียวเสี่ยวที่ห้อง ซูเสียวเสี่ยว เมื่อเห็นเซียวปินเดินเข้ามาพร้อมอาหารเช้า ก็กระเสือกกระสนลุกขึ้นนั่ง แล้วกล่าวร้อนรน “ตอนนี้ก็สายมากแล้ว พี่รีบไปกินข้าวแล้วเข้าไปในร้านเถอะ ในร้านคงจะยุ่งวุ่นไปหมดแล้ว เดี๋ยวฉันไปกินในครัวเองก็ได้”

        “ไม่ต้อง  เธอนอนเถอะ ฉันป้อนให้”

        ซูเสียวเสี่ยวจะปฏิเสธ เซียวปินจึงรีบกล่าวขัดหน้าดุ “อย่าลืมสิ ฉันก็นับเป็นหมอคนหนึ่งนะ ฉันเคยเรียนพวกการพยาบาลมาตอนยังอยู่ในทีม บวกกับที่จางยีจื่อเคยสอนอีก แม้จะไม่ได้รู้ลึกแบบหมอจริงๆ แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับฉัน  ตอนนี้เธอต้องพักผ่อนให้มากๆ จะได้มีแรง วันนี้เธอนอนพักอยู่นี่แหละ นอนอิงหมอนไปเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวฉันป้อนให้”

        เมื่อเห็นท่าทางดุๆของเซียวปิน ซูเสียวเสี่ยวจึงได้แต่ยอมทำตามที่เขาบอก เธอนอนพิงกับหมอนตามคำสั่ง ปล่อยให้เซียวปินป้อนข้าวตนตามใจ เธออ้าปากกินข้าวอย่าเชื่อฟัง ก่อนสายตาจะเสยขึ้นมองเซียวปิน จากนั้นก็หลุบตาลงต่ำอีกครั้ง

        ผู้ชายคนนี้…เมื่อคืนเขาดูน่ากลัว แต่วันนี้กลับอบอุ่น…

        เขาดุร้ายกับศัตรู และอ่อนโยนกับคนของตน

        เขาก็คงจะอ่อนโยนแบบนี้กับเย่จื่อเหมือนกันสินะ…  เมื่อนึกถึงเย่จื่อ ซูเสียวเสี่ยวก็อารมณ์แปรปรวนขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด แต่เธอก็พยายามลบความคิดนี้ออกไป เย่จื่อเป็นแฟนเขา เราจะไปเทียบกับเธอได้ยังไงกัน…

        ซูเสียวเสี่ยวกินไปพลางก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สักพัก เธอก็กินอาหารเช้าในถ้วยลงท้องจนหมด เซียวปินประคองเธอนอนลงอย่างอ่อนโยน “เดี๋ยวฉันจะรีบกลับมา เรื่องกิจการถ้าจะเสียหายสักหน่อยก็ปล่อยมันไปเถอะ  สุขภาพของลูกสาวแก้วตาดวงใจสำหรับแม่เธอสำคัญกว่า”

        ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกพอใจอย่างมาก เธอยิ้มกล่าว “รีบไปกินข้าวเถอะ  ไม่ต้องห่วงฉัน”

        “ได้!” เซียวปินเดินไปกินมื้อเช้าที่ในครัว ก่อนจะรีบเดินทางเข้าร้านไป

        ลูกค้าในร้านยังคงแน่นเหมือนเดิม คนพวกนี้ต่างก็แห่กันมาเพื่อกินราเม็งสูตรเด็ดของเซียวปินโดยเฉพาะ เมื่อไม่ได้ราเม็งตามที่ต้องการ พวกเขาจึงสีหน้าไม่พอใจไปตามๆกัน

        หลี่หงเมื่อเห็นเซียวปินเดินมา ก็รีบดึงเขาออกไปคุยที่มุมอื่น เธอกล่าวเสียงแผ่ว “พี่ปิน  ตอนเช้านี้พี่ไปอยู่ไหนมาเนี่ย ทำไม่ถึงมาสายขนาดนี้ วันนี้มีแต่คนบ่นกันเยอะเลย เมื่อกี้ยังเกือบทะเลาะกันเป็นเรื่องเป็นราวไปแล้ว”

        เซียวปินเล่าเรื่องที่ซูเสียวเสี่ยวป่วยให้เธอฟัง หลี่หงได้ฟังก็ตกอกตกใจ “งั้นเสียวเสี่ยวก็สำคัญกว่าจริงๆแหละ”

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “แต่การที่พวกเขามาโวยวายก็เป็นเรื่องดีนะ นั่นเป็นการยืนยันว่าร้านเรามีชื่อเสียงดังออกไปแล้ว คนมากมายก็เลยมาที่นี่เพราะได้ยินชื่อร้านเรา เรื่องนี้มีผลต่อการตัดสินใจขยายร้านมาก เดี๋ยวตอนเที่ยงของวันนี้ฉันจะไปคุยเรื่องขยายร้านกับคุณน้าเสียหน่อย”

        หลี่หงตกใจ กล่าว “ฮะ? พี่จะไปตอนเที่ยงหรอ?”

        เซียวปินหัวเราะ “ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก ถึงแม้จะไม่มีราเม็งสูตรเด็ด พวกเขาก็กินที่ร้านเราอยู่ดีน่ะแหละ น้าหวังของเราฝีมือก็ใช่ว่าจะธรรมดา ทำอร่อยกว่าร้านอื่นตั้งเยอะ ยิ่งไปกว่านั้น  เรื่องราเม็งสูตรเด็ดของร้านเราเนี่ย ฉันยังมีวิธีอื่นอีก… ไว้ฉันคุยกับน้าหลี่เสร็จแล้วจะเรียกประชุมทุกคนอีกที”

        หลี่หงได้ฟังก็ขานตอบรับเซียวปินด้วยใบหน้างงงวยสุดขีด

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม