0 Views

        เซียวปินอุ้มซูเสียวเสี่ยวไว้ในอ้อมแขนแล้วหมุนกลิ้งหลบมีดวับของศัตรูเอาไว้ได้ เมื่อเขาลุกยืนอีกครั้ง ซูเสียวเสี่ยวก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น แต่เพราะไข้สูง ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนแรง

        ซูเสียวเสี่ยวในอ้อมแขนเซียวปินกล่าวน้ำเสียงหมดแรง “พี่ปิน เกิดอะไรขึ้น?”

        “แค่เจอแมลงโสโครกน่ารังเกียจนิดหน่อยเท่านั้น” เซียวปินหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะมองสำรวจไปทั่วทุกทิศ เขาค่อยๆก้าวถอยหลังไปทีละก้าว   กลางดึกเสียงสงัด   ความมืดเข้าปกคลุมรอบทิศ  เซียวปินไม่อาจแน่ใจว่ารอบๆยังมีคนซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงวางซูเสียวเสี่ยวลง

        ภายในความมืด ชายสองคนปรากฏตัวขึ้น พวกมันเดินมาหาจากฝั่งตรงข้าม ทั้งสองเปลือยกายท่อนบน หัวพวกมันล้านเงาวับ ใบหน้าแลดูเหี้ยมโหด ราวเป็นอสูรกายที่เพิ่งก้าวออกจากนรก

        เซียวปินมองซูเสียวเสี่ยวในอ้อมแขนตนแวบหนึ่ง กล่าวถาม “ยังเรียกสติกลับมาได้หรือเปล่า? เธอขี่หลังฉันไว้ ใช้แขนกอดคอฉันเอาไว้ให้แน่น ต้องกอดเอาไว้ให้แน่นๆเลยนะ”

        ซูเสียวเสี่ยวเองก็ตกใจในชายทั้งสองจนสร่างสติแล้ว แม้ร่างกายจะยังเหนื่อยอ่อนอยู่ แต่เธอก็รู้ว่าในเวลาเช่นนี้ ตนจะมาเป็นตัวถ่วงให้เซียวปินอีกไม่ได้ ดังนั้น เธอจึงขานตอบรับเขาไป

        เซียวปินวางซูเสียวเสี่ยวลง ก่อนจะให้เธอไปอยู่ด้านหลังตน แล้วแบกเธอเอาไว้บนหลัง ซูเสียวเสี่ยวขาทั้งสองข้างคล้องรอบเอวเซียวปิน   ก้อนเนื้อส่วนที่นุ่มทั้งยังมีความเด้งกระชับของเธอแนบติดไปกับแผ่นหลังเซียวปิน พลางแขนทั้งสองข้างก็คล้องกอดคอเซียวปินเอาไว้ เซียวปินถึงขนาดรู้สึกได้ว่าเนื้อนุ่มนิ่มที่หน้าอกเธอ มีความเด้งกระชับมากเพียงใด ก้อนเนื้อนั้นดันแน่นที่หลังเขา แล้วไหนจะกลิ่นหอมอ่อนๆที่แฝงไปด้วยความยั่วยวนอย่างมากมาย…

        บัดนี้ ชายทั้งสองได้ปิดล้อมซ้ายขวาเซียวปินเอาไว้หมดแล้ว เซียวปินมองดูชายทั้งสอง พวกเขาน่าจะแข็งแกร่งไม่เบาเลย น่าจะอยู่ขั้นหมิงจิ้นกันทั้งคู่  คิดไม่ถึงว่าในเจียงเฉิงจะมีนักหมิงจิ้นเยอะขนาดนี้  ราวนักหมิงจิ้นมีอยู่เกลื่อนกราดไปทั่วอย่างนั้นแหละ …ระดับขั้นหมิงจิ้นไร้ค่าขนาดนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

        “แกเองหรอ เซียวปิน?” ชายนักกล้ามที่ข้างซ้ายเสียงราวโลหะหนัก ดังกึกก้องสะกดคนฟังได้ดีเสียจริง

        แม่งเอ้ย… น่าเสียดายที่เสียวเป่ยไม่ได้อยู่ด้วย ไม่งั้นให้เสียวเป่ยมาดูแลเสียวเสี่ยว แล้วตูจะจับพวกมึงสองตัวมาทรมานให้ตายไปเลย..

        เซียวปินเคยบอกกับเสียวเป่ย ว่าหากมีเซียวปินอยู่ด้วยแล้ว ก็ให้เขากลับไปพักได้เลย

        เซียวปินกล่าวมึนงง “เซียวปินเป็นใคร? ฉันไม่รู้จักเขานี่ ฉันไม่ได้ชื่อเซียวปิน!”

        ชายกล้ามนิ่งไปนิดหน่อย ก่อนจะหัวเราะเหี้ยมกล่าว “ทีแรกพวกฉันก็คิดว่าแกจะเก่งกล้าซักแค่ไหนกันเชียว คิดไม่ถึงว่าแกมันก็แค่ไอ้หนูสกปรกจอมขี้ขลาดตัวหนึ่ง ที่แม้แต่ชื่อตัวเองก็ยังไม่กล้ายอมรับเลย”

        “แม่งเอ้ย… ในเมื่อรู้จักแล้วจะถามอีกหาพระแสงอะไรวะ” เซียวปินกล่าว “พวกแกเป็นใคร?”

        “ฉันชื่อต้าเปิน ส่วนนี่น้องฉัน เอ้อเปิน  พวกฉันมาส่งแกกลับบ้านเก่า”

        เซียวปินกล่าวถาม “ใครใช้ให้พวกแกมา?”

        “เรื่องนี้แกยังไม่มีค่ามากพอจะได้รู้  ไปตายเลยก็แล้วกัน!”

        ต้าเปินถือกระบอง ส่วนเอ้อเปินใช้มีดสปาต้าเล่มใหญ่ ทั้งสองจู่โจมเข้าไปยังเซียวปินพร้อมกัน  กระบองของต้าเปินแหวกฝ่าอากาศจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว ก่อนจะพุ่งตรงไปกลางหัวเซียวปินด้วยความเร็วดุจแสง ส่วนมีดใหญ่ในมือเอ้อเปินเองก็สับตรงไปยังกลางเอวเซียวปิน

        ทั้งสองจู่โจมประสานกันได้ดีมาก เซียวปินที่แบกซูเสียวเสี่ยวอยู่ไม่ได้ตอบโต้กลับไป เพียงแค่หลบอาวุธนั้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น

        …เขาก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง เขาไม่กล้าหันกลับไปวิ่ง เพราะเกรงว่าซูเสียวเสี่ยวที่อยู่ด้านหลังจะได้รับอันตรายได้

        ทั้งสองเมื่อเห็นว่าเพิ่งลงมือ เซียวปินก็ถอยกลัวแล้ว จึงเดินหน้าจู่โจมต่อโดยไม่เว้นระยะว่าง ทั้งสองปล่อยกระบวนท่าถี่รัว และเร็วราวคลื่นลมมรสุม เคลื่อนตัวไล่ล่าเซียวปินอย่างไม่ลดละ ดูเผินๆเหมือนกระบวนท่าที่ทั้งสองใช้จะมุ่งจะเน้นไปในด้านเดียวกันหมด จะเปิดช่องหรือจะปิดระวังก็ราวจะทำเช่นเดียวกันทั้งคู่ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นการให้พลังโจมตีที่รุนแรงมากกว่า  แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองกลับมีกระบวนท่าที่ประสานกันได้ดี ทั้งยังคอยปิดระวังจุดอ่อนเมื่ออีกคนเปิดระยะโจมตีเสมอ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลย

        เซียวปินราวเรือเล็กที่ลอยโคลงเคลงอยู่ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำราวกำลังจะจมลง ทุกครั้งที่เจอคลื่นใหญ่ซัดเข้ามา ก็คล้ายจะอับปางลง ทว่าก็ผ่านม้วนคลื่นทุกลูกมาได้โดยดี …แม้ชายทั้งสองจะโจมตีใส่อย่างต่อเนื่องและทรงพลัง  และทั้งที่หลังเซียวปินก็ยังแบกคนๆหนึ่งเอาไว้อีก ทว่าเขาก็ยังหลบหลีกจากกระบองและมีดคมกริบไปได้อย่างสบายทุกครั้ง

        หลายครั้งที่ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกว่ากระบองและมีดนั้นเฉียดหัวตนไปเพียงคืบเท่านั้น แต่สุดท้ายก็รอดมาได้อย่างฉิวเฉียด หัวใจเธอเต้นแรงไม่หยุด จนในที่สุดเธอก็แนบหน้าลงบนแผ่นหลังเซียวปินแล้วหลับตาลง ฝากชีวิตทั้งชีวิตเอาไว้ในมือเซียวปิน

        ต้าเปินและเอ้อเปินยิ่งจู่โจมก็ยิ่งรู้สึกหวั่นใจ ก่อนมาพวกเขาก็ทำใจเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะผู้มอบหมายก็บอกเอาไว้ตั้งแต่แรก ว่านี่เป็นงานหินงานหนึ่ง ดังนั้น ต่อให้ทั้งสองจะพ่ายแพ้ไป พวกเขาก็จะไม่รู้สึกตกอกตกใจอะไร แต่ทว่าตอนนี้ ทั้งที่ทั้งสองก็จู่โจมด้วยความเร็วและพละกำลังเต็มพิกัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งอีกฝ่ายก็ยังแบกคนอีกคนที่หลังอีก แต่เขาก็ยังสามารถหลบหลีกการโจมตีทั้งหมดนั่นไปได้… ทั้งสองหัวใจหนักอึ้งขึ้น นี่เป็นการยืนยันถึงเรื่องหนึ่ง ฝีมือของคนๆนี้อยู่เหนือพวกเขาทั้งสอง

        ต้าเปินและเอ้อเปินมองตากันแวบหนึ่ง นัยน์ตาทั้งสองปรากฏแววอาฆาตสยอง ทั้งสองตะโกนเสียงดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนทั้งกระบองและมีดหนาจะเคลื่อนความเร็วเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด เร็วเสียจนเซียวปินเองก็ยังคาดไม่ถึง ยิ่งไปกว่านั้น กระบองในมือต้าเปินก็ไม่ได้มุ่งไปยังเซียวปิน แต่เป็นซูเสียวเสี่ยวที่ด้านหลังเขาต่างหาก

        เซียวปินสบถคำหยาบ ก่อนยื่นมือออกไปเร็วดุจสายฟ้า เขาใช้ฝ่ามือทั้งสองหนีบมีดหนักเอาไว้ได้ในพริบตา  ขณะเดียวกันก็เบี่ยงตัวออกเล็กน้อย จึงหลบกระบองในมือต้าเปินไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่ทว่า ก็ยังหลบไม่พ้นทั้งหมด เซียวปินเบี่ยงตัวให้ซูเสียวเสี่ยวหมุนไปหลบที่ด้านหลังตน ทำให้ศัตรูมีจังหวะในการโจมตีที่ส่วนหน้าอกเขา หนามจากปลายกระบองสร้างรอยแผลขึ้นที่กลางอกเซียวปิน จนเลือดแดงสดจากแผลไหลนอง

        เซียวปินแววตาครึ้มหนักขึ้น นัยน์ตาราวมีสายฟ้าฟาดระงมไปทั่ว  ความน่าสยดสยองมหาศาลกระจายออกจากตัวเซียวปิน  เขาร้องตะโกนก้องด้วยความโกรธ ก่อนมีดยาวกลางฝ่ามือจะมลายกลายเป็นผุยผง จากนั้นเขาก็กระแทกฝ่ามือโกรธลงบนร่างเอ้อเปินที่อยู่ตรงหน้า แล้วพลังที่น่าสยดสยองก็ก่อตัวขึ้นในร่างเอ้อเปิน ก่อนพลังที่น่าขนหัวลุกจะระเบิดออก  …เสียงราวปะทัดดังลั่นในร่างเอ้อเปิน ก่อนร่างเขาจะแตกกระจายออก แตกออก จนเหลือเพียงไอเลือดลอยคล้ายหมอกอยู่ในอากาศ ก่อนหมอกนั้นจะมลายหายไป แม้แต่ร่างเละเหลวก็ยังไม่หลงเหลือให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

        ต้าเปินเบิกตากว้าง เขาตะลึงอ้าปากค้าง จากนั้นดวงตาก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำไปด้วยความคลั่ง

        “อ้ากกกก!!!”

        เขาร้องตะโกนคลั่ง ก่อนกระโดดขึ้นสูง เตรียมฟาดกระบองในมือลงตรงกลางหัวเซียวปินด้วยพลังทั้งหมดที่มี  และในตอนนั้นเอง เซียวปินก็ร่างหายแวบไปจากสายตา ก่อนจะปรากฏกายขึ้นอีกครั้งที่กลางอากาศตรงหน้าเขา

        เซียวปินจับไปที่เสื้อที่กลางอกเขา ก่อนจะออกแรงทุ่มเขาลงกับพื้นอย่างแรง จากนั้นก็เหยียบเท้าลงที่ตัวเขา เซียวปินกดเท้าลงบนหัวมันหนักๆ  แล้วตวาดโกรธเกรี้ยว “บอกมา ใครใช้ให้แกมา!”

        ร่างแข็งแกร่งของต้าเปินเมื่ออยู่ใต้เท้าเซียวปิน  กลับไม่สามารถต่อต้านอะไรได้เลย ได้แต่ตะโกนกึกก้องราวคนบ้า “มึงฆ่าน้องกู นั่นมันน้องกู!!!”

        เซียวปินถามโกรธ “ใครใช้ให้แกมาฆ่าฉัน?”

        “กูไม่บอกเว้ย  ต่อให้เป็นผีกูก็ไม่บอกมึง”

        เซียวปินถอนหายใจ แววตาเลือดเย็นขึ้นมาทันที กล่าวเย็นเยือก “งั้นแกก็ไปเป็นผีซะเถอะ”

        เซียวปินออกแรงที่ใต้เท้า ก่อนต้าเปินจะเบิกตาโพลง เลือดสีแดงไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด และตายสนิทในที่สุด

        หลังฆ่าคนติดต่อกันถึงสองคน เซียวปินก็กล่าวเสียงเย็นเยียบ “เสียวเสี่ยว อย่าลืมตานะ”

        เขาไม่อยากทำให้เธอตกใจ ไม่อยากสร้างความทรงจำที่เลวร้ายให้เธอ

        แม้ซูเสียวเสี่ยวจะกำลังหลับตาอยู่ แต่เธอก็นึกภาพออก ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอกล่าวเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว ถาม “พี่…พี่ฆ่าพวกมันแล้วหรอ?”

        “อืม”

        “เพราะ…เพราะอะไร? คนที่สอง…คนที่สองเขาต่อต้านอะไรพี่ไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”

        เซียวปินถอนหายใจ  เขาทั้งรู้สึกเสียใจที่ทำ และจนปัญญา “ฉันไม่อยากฆ่ามัน แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้มีแค่ตัวคนเดียวอีกแล้ว ฉันฆ่าน้องชายมัน ต่อให้ต้องตายมันก็ต้องคิดหาทางแก้แค้นฉัน ฉันปล่อยมันไว้ไม่ได้ ถอนรากหากไม่ถอนโคน หญ้านั่นก็จะงอกขึ้นมาใหม่”

        เซียวปินคิดกับตัวเองในใจ หรือจะเหมือนที่พวกเขาว่ากัน ฉันมีจิตใจอาฆาตเลือดเย็นมากเกินไป?

        ไม่ ฉันแค่ต้องการจะปกป้องทุกคนที่อยู่รอบตัว ปกป้องคนดี ให้ไม่โดนทำร้ายรังแก ก็แค่นั้น…

        เขายังคงแบกซูเสียวเสี่ยวเอาไว้ดังเดิม แต่สายตากลับเปลี่ยนเป็นเลือดเย็น เขามองเข้าไปในป่าอย่างฉับพลัน กล่าวเสียงเย็น “ใครอยู่ในนั้น? ออกมาเดี๋ยวนี้!”

        ในพุ่มไม้มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น แต่มันรวดเร็วมาก เพียงแวบเดียว ในนั้นก็กลับสู่ความสงัดอีกครั้ง ราวไม่เคยมีใครอยู่ในนั้นมาก่อน ราวไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเลย

        เซียวปินแอบรู้สึกหนักอึ้งขึ้นในใจ เขารู้สึกได้… ตอนที่ตนกำลังต่อสู้เมื่อครู่ ที่ในดงไม้นั่นมีใครคนหนึ่งแอบมองดูอยู่ตลอด หากเป็นเหมือนที่แล้วๆมา เซียวปินต้องตรงเข้าไปลากตัวมันออกมาแน่ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ เขายังมีซูเสียวเสี่ยวที่หลังอีกคน จึงไม่เหมาะที่จะเข้าไปเสี่ยง

        คนๆนั้นเป็นใครกันแน่? สองพี่น้องต้าเปินและเอ้อเปินได้รับคำสั่งมาจากใคร?

        ตั้งแต่มาเจียงเฉิง เหมือนเขาจะเคยมีปัญหากับเซี่ยหลุนเพียงคนเดียว แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่แน่ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นฝีมือของเซี่ยหลุน …อย่างตอนที่ถูกลอบทำร้ายพร้อมเย่เทียนหมิง ครั้งนั้น คนที่อีกฝ่ายจ้องจะเอาชีวิตก็เป็นเย่เทียนหมิง เป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ต้องการให้จางยีจื่อทำการรักษาให้เย่ปั้นเฉิง ไม่ใช่เพราะเขา…

        ดูเหมือนตั้งแต่มาเจียงเฉิง เซียวปินก็ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับปัญหาต่างๆเรื่องแล้วเรื่องเล่า ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละเรื่องที่เจอก็ดูเหมือนจะหนักและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

        “พี่ปิน ฉัน…ฉันหนาวจัง…ฉันอยากหลับ”

        “อย่าเพิ่งหลับนะ  ฉันจะพากลับบ้านเดี๋ยวนี้แหละ!”

        ขณะเดียวกัน ที่ตำหนักราชาสวรรค์เขตเหนือ หน้าห้องเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี  จูหมิงหยี่เดินมาหยุดที่หน้าประตูห้อง เขาคิดลังเลแวบหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงเซ็กซี่ยั่วยวนของเทพธิดาฯดังมาจากด้านใน “เข้ามาสิ นายก็ใช่ว่าจะมองเห็นอะไร จะลังเลไปทำไม…”

        จูหมิงหยี่ดันประตูก้าวเข้าไป

        เทพธิดาฯนอนสยายกายอยู่บนเตียง ที่หน้าเตียงไม่ได้มีผ้าปิดเอาไว้แต่อย่างใด คงเป็นดังที่เธอพูด จูหมิงหยี่ก็มองอะไรไม่เห็นอยู่แล้ว ใยจะต้องปกปิดอะไรต่อหน้าเขาอีกล่ะ

        เธอสวมชุดนอนสีแดงบาง  บางจนราวจะสามารถมองทะลุชุดไปเห็นสัดส่วนที่เซ็กซี่ยั่วยวนของเธอได้เลือนราง ทั้งยังเผยขาเนียนสวยให้เห็น ทว่าที่ใบหน้าก็ยังมีผ้าบางปิดไว้อยู่ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเธอได้ชัดเจน

        เธอยื่นมือสวยออกมา ก่อนจะกวักนิ้วเรียวยาวยั่วยวน แล้วเปล่งเสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกหมดแรงไปกับมัน กล่าวทรงเสน่ห์ยั่วยวนมากกว่าครั้งไหนๆ “จูหมิงหยี่ มานี่สิ…ขึ้นมาบนเตียงฉัน”

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม