0 Views

        ที่ร้านเล็กๆข้างทาง ซูเสียวเสี่ยวและเซียวปินนั่งลง  เจ้าของร้านวางเมนูลงบนโต๊ะ เซียวปินจึงดันเมนูไปทางซูเสียวเสี่ยว ยิ้มกล่าว “เสียวเสี่ยว เธอสั่งเถอะ”

        ซูเสียวเสี่ยวไม่เกรงใจ เธอหยิบปากกาขึ้น ก่อนจะเริ่มเขียนเมนู เซียวปินเมื่อเห็นเจ้าของร้านมองตนกล้าๆกลัวๆ  เขาจึงยิ้มกล่าว “ยังจำผมได้อยู่หรอครับ?”

        “ใช่…ได้สิ” เจ้าของร้านเป็นชายอายุสี่สิบกว่าๆ เขามองเซียวปิน สายตาเต็มไปด้วยความกลัวและยกย่อง “ครั้งก่อนน้องทั้งเก่งกาจไร้เทียมทาน มีน้ำใจไมตรี เชี่ยวชาญการรบ ยืนหยัดมุ่งมั่น สาวงามรายล้อม…”

        “พอเถอะๆๆ” เซียวปินทำหน้าไม่ถูก กล่าว “พูดอะไรออกมาบ้างเนี่ย พี่ใช้คำผิดขึ้นไปทุกทีแล้วนะ!”

        ซูเสียวเสี่ยวแทบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่ก็แสร้งทำเป็นตั้งใจเลือกเมนู กลั้นขำเอาไว้

        เซียวปินพูดจนปัญญา “อยู่ดีๆมาประจบผมทำไมเนี่ย? ผมไม่ใช่พวกนักเลงอันธพาลสักหน่อย อีกอย่าง ครั้งก่อนเพราะเจ้านักเลงพวกนั้นมาหาเรื่องก่อนต่างหาก จริงสิ แล้วหลายวันมานี้พวกนักเลงนั่นมาที่นี่อีกไหม?”

        “ไม่แล้ว!” ลุงเจ้าของร้านเกาหัวเขินๆ พลางหัวเราะบื้อ “ตั้งแต่คืนนั้นพวกมันก็ไม่มาให้เห็นอีกเลย เมื่อก่อนพวกมันชอบมาเก็บค่าคุ้มครองในแถบนี้ตลอดเลย แต่ตั้งแต่คืนนั้นก็ไม่เห็นพวกมันมาอีกเลยสักคน คงจะกลัวจนเข็ดไปแล้วล่ะมั้ง”

        “กลัว?… พวกมันอยู่แถวนี้หรือเปล่า?”

        “น่าจะใช่ เพราะเมื่อก่อนพวกมันชอบมาหากินหาดื่มแถวๆนี้แหละ ที่อยู่พวกมันก็คงไม่ไกลจากนี่”

        “งั้นก็แปลก แม้พวกมันจะกลัว ก็ไม่น่าหายกันไปทั้งแก๊งแบบนี้…” เซียวปิน

        ซูเสียวเสี่ยวยื่นเมนูอาหารให้เซียวปิน กล่าวตัดบท “ลองดูก่อน ดูว่ามีอะไรที่อยากได้เพิ่มไหม”

        “ไม่เป็นไร” เซียวปินหัวเราะ “เบียร์หน่อยไหม?”

        ซูเสียวเสี่ยวชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “ลังหนึ่ง”

        เซียวปินตะลึงนิดหน่อย “ดื่มเยอะเหมือนกันนี่ คอแข็ง?”

        “ฉันคอไม่แข็งหรอก” ซูเสียวเสี่ยวหัวเราะขึ้น  เธอกำลังหัวเราะ แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความชอกช้ำเจ็บปวด “แต่ก็เพราะคออ่อน ก็เลยต้องดื่มให้มากไง”

        “เธออยากเมา?”

        “เมาบ้างเป็นบางครั้ง พี่ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มีความสุขมากหรอ?”

        เซียวปินหัวเราะร่วน “ได้  เอาเบียร์มาลังหนึ่ง วันนี้ฉันดื่มเป็นเพื่อนเอง”

        เซียวปินเข้าใจความรู้สึกซูเสียวเสี่ยว เธออยากเมาเพื่อปลดปล่อยความกดดัน ความเศร้า และความเสียใจทั้งหลายทั้งปวงที่สั่งสมมา ถือเป็นเรื่องดี ก็เหมือนที่เสี่ยวเป่ยร้องไห้โฮในห้องน้ำน่ะแหละ เป็นการปลดปล่อย

        เจ้าของร้านขานรับ เขายกเบียร์มาให้ก่อน แล้วจึงกลับไปย่างบาบีคิวดังเดิม

        ซูเสียวเสี่ยวเปิดฝาเบียร์สองขวด ก่อนจะยื่นให้เซียวปินขวดหนึ่ง แล้วถือไว้อีกขวด เธอเทเบียร์ลงในแก้ว จากนั้นก็ยกแก้วขึ้น กล่าว “ขอบคุณที่มาดื่มเป็นเพื่อน หมดแก้ว!”

        สำหรับเซียวปิน แม้ซูเพ่ยหย่าจะเซ็กซี่เร่าร้อน ตรงไปตรงมา และมักจะดื่มรวดเดียวหมดแก้วแบบแมนๆ แต่เซียวปินก็ยังเห็นเธอเป็นเพียงเพื่อนสนิทคนหนึ่งเท่านั้น

        เซียวปินมองซูเสียวเสี่ยว หัวเราะกล่าว “ไม่กลัวว่าฉันจะทำอะไรเธอตอนเมาหรอ?”

        “ฉันเกลียดขี้หน้าพี่มาก” ซูเสียวเสี่ยวรินเหล้าลงแก้วใหม่ พลางปากก็พูดไม่หยุด “แต่ฉันรู้ว่าพี่ไม่ใช่คนแบบนั้น”

        “คำพูดเธออยู่เหนือความคาดหมายของฉันนะเนี่ย ฉันคิดว่าเธอเห็นฉันเป็นคนสารเลวที่ทำได้ทุกอย่างเสียอีก”

        “เปล่านี่” ซูเสียวเสี่ยวท่าทางจริงจัง “ถ้าฉันคิดแบบนั้น ก็เท่ากับไม่เชื่อสายตาพี่สาวตัวเองน่ะสิ… เธอชอบพี่ ใช่ไหม?”

        เซียวปินมองซูเสียวเสี่ยวท่าทางตกใจ

        ซูเสียวเสี่ยวพูดต่อ “อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น… เธอยอมบอกสูตรราเม็งต้นตำรับของตระกูลให้ ก่อนตาย เธอขอให้พี่ช่วยดูแลพวกเราแทน  ทั้งหมดนั่นก็ยืนยันความรู้สึกที่มีต่อพี่ได้แล้ว..  ฉันรู้จักพี่สาวตัวเองดี ฉันรู้ว่าพี่เป็นคนที่เธอชอบ ช่วยเล่าเรื่องระหว่างพวกพี่ให้ฟังหน่อยได้ไหม?”

        อันที่จริง เขาไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าหรอก ที่ผ่านมา เขามองเธอเป็นแค่เพื่อนสนิทคนหนึ่ง ซูเพ่ยหย่าเป็นคนตรงไปตรงมา แต่เธอก็เอาใจใส่คนรอบข้าง   …รอบตัวเซียวปินมีผู้หญิงรายล้อมมากมาย แต่กลับมีเพียงซูเพ่ยหย่าที่แค่มองตาก็รู้ใจเขา แค่การกระทำเล็กๆของเขา เธอก็รู้ว่าเขาอยากจะพูด หรืออยากจะทำอะไร มีเรื่องอะไรลำบากใจอยู่

        ทั้งสองเคยร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งสองกล้าที่จะมอบแผ่นหลังให้กันและกันขณะต่อสู้ นั่นเป็นความรู้สึกเชื่อในอีกฝ่ายจากใจจริง…

        ซูเพ่ยหย่ามักจะเล่าเรื่องภายในบ้านให้เซียวปินฟัง เซียวปินก็บอกทุกเรื่องภายในใจให้ผู้หญิงคนเดียวได้รู้ ซึ่งก็คือเธอ…  ซูเพ่ยหย่าถึงขนาดยอมบอกสูตรทำราเม็งของต้นตระกูลตนแก่เขา วินาทีที่เซียวปินเลือกถอนตัวออกจากหลงหยา เธอก็ไม่สนคำห้ามจากใคร ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ถอนตัวออกจากหลงหยาไปพร้อมเซียวปิน… วินาทีนั้น  ซูเพ่ยหย่าทำให้ทุกคนในหลงหยาตกตะลึงกับการตัดสินใจของเธอ และเซียวปินเองก็เช่นกัน…

        พอมาคิดดูแล้ว ก็เหมือนไม่มีอะไรที่พอเล่าได้ แต่พอมาเล่า ก็ราวจะเล่าไม่หมดเสียที  คิดไปพลาง ซูเสียวเสี่ยวก็ราวจะเริ่มเมาแล้ว สองข้างแก้มเธอแดงก่ำ นัยน์ตาก็ส่อแววเมามายออกมา เธอมองเซียวปินเมาๆ ก่อนจะหัวเราะขึ้น

        เซียวปินมองแล้วก็รู้สึกสงสารเธอขึ้นมา เขาตบที่หลังเธอเบาๆ กล่าวเสียงอ่อนโยน “ฉันพาเธอกลับบ้านดีกว่า เธอเมามากแล้ว”

        “ฉันไม่ได้เมา” ซูเสียวเสี่ยวดันแขนเซียวปินให้ออกห่าง แม้จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าร่างกายกำลังโซเซ “เซียวปิน …รู้อะไรไหม ที่จริงนายก็เป็นคนดีนะ ฉันดูออก แต่ฉันเลิกเกลียดนายไม่ได้…”

        เซียวปินสายตาครึ้มหม่นลง พลางกรอกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่ เขาดื่มจากปากขวดเลย “ฉันรู้”

        “ตั้งแต่ยังเด็กฐานะบ้านเราก็ไม่ดี พ่อกับแม่เลยใช้เวลาและความพยายามทั้งหมดที่มีไปกับการหาเงิน พ่อฉันเติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ที่บ้านพ่อเคยเปิดร้านบะหมี่ร้านหนึ่ง เป็นร้านที่มีชื่อเสียงมาก แต่ต่อมา ร้านนั้นก็เกิดไฟไหม้ขึ้น แค่คืนเดียว ทุกอย่างที่พ่อเคยมีก็มลายกลายเป็นเถ้าถ่าน…  ฐานะทางบ้านก็ตกต่ำลงมาก” ซูเสียวเสี่ยวดื่มเบียร์แก้วใหญ่

        “เพราะฉะนั้น พอพ่อกับแม่แต่งงานกัน พวกท่านก็เหมือนเริ่มจากศูนย์ใหม่ ในตอนนั้นพ่อไม่มีเงินเลยสักบาท แต่พ่อมีความฝันว่าอยากจะเปิดร้านบะหมี่ขึ้นมาอีกครั้ง อยากทำตามคำสั่งเสียของญาติผู้ใหญ่ แต่พ่อมีฝีมือ ไม่มีทุน….  แม่ทนต่อสู้ดิ้นรนไปพร้อมกับพ่อ พยายามจนความฝันนั้นเป็นจริง ส่วนฉันกับพี่ พวกเราต้องดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็ก พยายามไม่เป็นภาระให้พวกท่าน …จำได้ว่าตั้งแต่ตอนเด็กๆ คนที่ทำกับข้าวทุกมื้อในบ้านคือพี่สาวฉัน ที่โรงเรียนฝนตก ก็เป็นพี่ที่เดินกางร่มมารับ พอการเรียนฉันแย่ลง ก็เป็นพี่ที่สอนซ่อมให้ เวลาฉันหกล้มเป็นแผล ก็ยังเป็นพี่ที่ทายาให้อีก…”

        ซูเสียวเสี่ยวดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอค้างที่เบ้า “สำหรับฉันแล้ว… พี่มีความหมายและเป็นตัวแทนของหลายสิ่ง…แต่เธอกลับตายไปแล้ว…”

        ซูเสียวเสี่ยวที่มักจะมีบุคลิกเย็นชา ฟุบลงร้องไห้โฮบนโต๊ะในที่สุด

        เซียวปินถอนหายใจเบาๆ เขาทำได้เพียงมองดูซูเสียวเสี่ยวอยู่เงียบๆ สักพักเขาก็ลุกพรวดขึ้น แล้วทำสิ่งไม่คาดคิด

        เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างซูเสียวเสี่ยวช้าๆ  ทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก  เซียวปินค่อยๆดึงเธอมากอดเอาไว้ในอ้อมแขน ซูเสียวเสี่ยวที่ซบลงกลางอกเซียวปินก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด

        ร้องไปสักพัก ซูเสียวเสี่ยวก็รู้สึกหนาววูบวาบขึ้นมา  เธอพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ฉัน…ฉันง่วงจัง”

        เซียวปินแตะไปที่หน้าผากซูเสียวเสี่ยว กล่าวตกใจ “เสียวเสี่ยว เธอไข้ขึ้นนี่.. ฉันจะพาไปหาหมอ”

        พูดจบ เซียวปินก็หยิบเงินหลายแบงค์ออกมาวางบนโต๊ะ แล้วตะโกนก้อง “พี่ครับ เก็บตังค์!”

        จากนั้น เขาก็ช้อนตัวซูเสียวเสี่ยวขึ้นอุ้มในอ้อมแขน แล้วเดินก้าวยาวๆออกจากร้านไป  ซูเสียวเสี่ยวในอ้อมแขนเขาดิ้นตัวเบาๆ  ใบหน้าเธอแดงมากจริงๆ อาจเป็นเพราะดื่มมา บวกกับกำลังเป็นไข้อีก… ซูเสียวเสี่ยวลืมตาหนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก  เธอมองเห็นเซียวปินเพียงลางๆเท่านั้น “ไม่ต้องไปโรงพยาบาล…พาฉันกลับบ้าน”

        “ได้!” เซียวปินอุ้มเธอเอาไว้ เดินไปพลางก็มองหาแท็กซี่ไปด้วย แต่เพราะที่นี่ค่อนข้างจะกันดาร จึงมีรถแล่นผ่านมาน้อยมาก ขณะกำลังรอรถผ่านมา เซียวปินก็รู้สึกเย็นวูบที่ด้านหลัง เขารีบห่อตัว ก่อนจะกลิ้งตัวหลบทั้งอุ้มซูเสียวเสี่ยวในอ้อมแขน  แสงและไอเย็นวาบลงบริเวณที่เซียวปินยืนอยู่เมื่อครู่  แสงวับจากมีดดาบฟาดลงเกลื่อนบริเวณ!

        ขณะเดียวกัน ณ สถานที่กันดารแห่งหนึ่ง   ชายชุดดำหลายคนขุดหลุมใหญ่ลึกขึ้น  ขณะชายนักเลงหลายคนที่เคยมีเรื่องกับเซียวปินและเย่เทียนหมิงต่างอยู่ในสภาพโดนมัดแน่น กำลังยืนอยู่หน้าหลุมนั้น พวกมันโดนปิดปากเอาไว้ นัยน์ตาพวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต เมื่อขุดหลุมเสร็จ ชายชุดดำหนึ่งในนั้นก็เดินไปข้างรถคันสีดำที่จอดอยู่ใกล้ๆ  ก่อนหน้าต่างข้างรถจะถูกเลื่อนลงจากด้านใน ภายใต้แสงจันทร์  บุคคลตาเปล่าจึงสามารถมองเห็นเพียงเงาลางๆของคนในรถเท่านั้น

        ชายชุดดำโค้งตัวลง กล่าวเคารพ “ขุดหลุมเสร็จแล้วครับเจ้านาย… เราควรทำยังไงต่อดีครับ?”

        บุคคลในรถกล่าวเสียงเรียบต่ำ ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่ทำให้ผู้ฟังขนหัวลุก และกลิ่นอายอาฆาตแห่งความตาย… เขาเปล่งคำสั่งเพียงส่งๆราวกำลังแก้ปัญหาเล็กๆเรื่องหนึ่งเท่านั้น “ฝังมันซะ”

        “ครับ”

        ชายชุดดำเดินกลับมาหาเหล่านักเลงซึ่งถูกมัดแน่นจนดิ้นไม่ได้  พวกชายนักเลงต่างส่ายหัวไปมาแรงๆ พลางเบิกตากว้างราวลูกตากำลังจะทะลักออกมานอกเบ้า ก่อนชายชุดดำกล่าวเยือกเย็น “ดันพวกมันลงหลุมไป!”

        หลังจากนั้น พวกชุดดำก็ดันพวกมันลงหลุมไปทีละคน แล้วกลบดินลงหลุมอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วราวไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำเช่นนี้ พวกจางเหลาหวู่ต่างดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ที่ปากซึ่งโดนอุดอยู่ก็ยังร้องอู้อี้ออกมาไม่หยุด ทั้งน้ำตาและอุจจาระต่างก็ไหลราดออกมาหมด พวกเขายังไม่อยากตาย แม้พวกเขาจะเป็นนักเลง ที่ผ่านมาก็เคยทำชั่วมาทุกแล้วรูปแบบ แต่พวกเขาก็ยังเป็นชีวิตๆหนึ่ง ทุกชีวิตล้วนต้องการดำรงต่อ พวกเขายังอยากมีชีวิตอยู่!

        แต่เชือกที่ตัวก็มัดแน่นเหลือเกิน ไม่ว่าพวกเขาจะดิ้นทุรนทุราย พยายามสะบัดมากเพียงใดก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการไปได้อยู่ดี ค่อยๆ… ร่างพวกมันค่อยๆโดนฝังกลบไปเรื่อยๆ ค่อยๆ…พวกมันค่อยๆหมดแรงที่จะดิ้นรนอีกต่อไป ค่อยๆ…พวกมันเหลือเพียงส่วนหัวที่ยังอยู่เหนือดิน และค่อยๆ… ร่างทั้งร่างของพวกมันโดนฝังเอาไว้ใต้ดิน  พวกมันถูกกลบจนหายวับไปทั้งตัว เหลือเพียงพื้นดินที่เรียบสนิทเอาไว้เบื้องบนเท่านั้น

        ในคืนสงัดดาวจันทร์มืดมิด คืนนั้น  ชีวิตมนุษย์หลายชีวิตที่หายตัวไปนานหลายวันก็ได้สาบสูญไปจากโลก….ตลอดกาล

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม