0 Views

        วันต่อมา เซียวปินไปส่งจางยีจื่อที่สนามบิน ก่อนจะกลับมาทำงานภายในร้านต่อ เพราะต้องเข้าเรียนเรียน ลูกค้าในร้านจึงลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้น้อยไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ จริงอยู่ที่พวกเขาต้องเข้าเรียน แต่ตอนช่วงเที่ยงและช่วงเย็น พวกนักศึกษาก็ยังพากันเข้าร้านอยู่ดี บวกกับฝีมือการทำราเม็งของเซียวปินก็ถูกเล่าต่อๆกัน จึงทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่มาอุดหนุนเพราะได้ยินชื่อเสียงของเขา ดังนั้น กิจการในร้านจึงยังขายดิบขายดีเหมือนเก่า

        เมื่อขาดเย่จื่อไป งานภายในร้านจึงยุ่งขึ้นมาก ทุกคนในร้านยุ่งกับงานมาทั้งวัน จนตกเย็น เย่จื่อก็เข้ามาช่วยงานคนในร้าน ซูเสียวเสี่ยวเองก็ด้วย…

        เมื่อเห็นซูเสียวเสี่ยวและเย่จื่อเดินตามกันเข้ามา เซียวปินก็หัวเราะกล่าว พลางนวดแป้งไปด้วย “ไม่เลวนี่ แรงงานฟรีมากันทั้งสองคนเลย พวกเธอคนหนึ่งไปช่วยงานน้องหง ส่วนอีกคนไปช่วยน้าหวังกับเอ้อหั้วในครัวเถอะ ทำงานยุ่งกันมาทั้งวันแล้ว คงเหนื่อยกันมากแล้ว”

        เย่จื่อและซูเสียวเสี่ยวกล่าวกับหลี่หงพร้อมกัน “ฉันช่วยเธอเอง…”

        จากนั้นทั้งสองจึงหันมองกันและกัน เย่จื่อนัยน์ตาราวมีอะไร ส่วนซูเสียวเสี่ยวก็ราวจะไม่ยอมถอยให้เลยเช่นกัน

        หลี่หงยืนทำอะไรไม่ถูก คนหนึ่งก็เป็นแฟนผู้จัดการ ส่วนอีกคนก็เป็นลูกสาวเจ้าของร้าน แล้วเธอควรจะฟังคำใครดีล่ะเนี่ย?

        ซูเสียวเสี่ยวก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมตนถึงมามีเรื่องกับเย่จื่อได้ …คนหนึ่งทำงานในครัว อีกคนทำงานในร้าน  งานสองงานนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ต่างอะไรกันเลย แต่ความจริง งานทั้งสองนี้แตกต่างกันมากเลยล่ะ เพราะหากได้ทำงานที่หน้าร้าน ก็จะมีโอกาสได้คุยกับเซียวปินบ้างในตอนที่ว่าง…

        ซูเสียวเสี่ยวแววตาแข็งไม่ยอมถอยให้ ขณะที่เย่จื่อกลับยังอมยิ้มอยู่ เธอกล่าวเสียงหวาน “ตั้งแต่เด็กเค้าก็ไม่เคยทำงานพวกล้างผักหรือทำผักเลย ที่ครั้งนี้เค้ามาก็เพราะเห็นว่างานในร้านยุ่ง เค้ากลัวทุกคนจะเหนื่อย เลยตั้งใจมาช่วยงานเฉยๆ เสียวเสี่ยวคงไม่ใจร้ายไล่เค้าไปในครัวหรอก ใช่ไหม?”

        เมื่อเย่จื่อพูดเช่นนี้ ซูเสียวเสี่ยวก็เริ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นมา เพราะแม้เธอจะพูดมีมารยาท แต่ความหมายที่สื่อก็ชัดเจนมาก …นี่เป็นร้านของเธอ เงินที่ได้มาก็ให้คนของเธอ ข้อแรก ฉันมาทำงานโดยไม่เอาเงินเธอเลยสักบาท ข้อที่สอง ฉันอุตส่าห์อาสามาช่วยงานเธอแล้ว ถ้าเธอยังจะบังคับให้ฉันทำในสิ่งที่ไม่ชอบอีก แบบนั้นคงจะเกินไปหน่อย?

        ซูเสียวเสี่ยวเองก็เป็นคนฉลาด แน่นอนว่าเธอเข้าใจความหมายนั้นได้ทันที ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกโมโหขึ้นมา เมื่ออีกฝั่งจับจุดอ่อนเธอได้ แล้วเธอยังต้องมาแพ้ราบคาบเช่นนี้อีก  คิดไม่ถึงว่าฉันจะมาพลาดไม่เป็นท่าแบบนี้… ทำเสียอย่างกับฉันเป็นคนใจแคบ ชอบเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างนั้นแหละ

        ซูเสียวเสี่ยวก็ไม่ใช่คนที่จะปล่อยวางไม่เป็น จึงไม่ได้มัวแต่กลัวจะเสียหน้า จนไม่ยอมรับความจริง เธอแอบถอนใจ ก่อนจะยิ้มละอายน้อยๆ กล่าว ฉันก็แค่กลัวว่างานหน้าร้านจะหนักเกินไป จนอาจทำให้เธอเหนื่อยได้ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นฉันไปช่วยน้าหวังที่หลังร้านเองก็แล้วกัน”

        เย่จื่อยิ้มหวาน “งั้นพวกเราแยกย้ายกันไปทำงานเถอะ”

        เมื่อได้ผู้ช่วยเพิ่มอีกสองคน งานทุกคนจึงสบายขึ้นไม่น้อย มีเพียงเซียวปินที่ยังคงเหนื่อยไม่ต่างจากเดิมเลย เพราะราเม็งสูตรเด็ดของร้าน ก็ยังคงมีเขาทำอยู่คนเดียวเช่นเดิม…

        ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ ทุกคนกำลังรอให้ลูกค้าชุดสุดท้ายทานเสร็จ จะได้ปิดร้านกันสักที  แต่ในตอนนั้นเอง ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็เดินเข้ามาในร้าน

        ชายดังกล่าวเพิ่งจะก้าวเข้ามาในร้าน เซียวปินก็เงยหน้าขึ้นมองดูเขา ชายคนนี้อายุน่าจะประมาณสามสิบกว่าๆ ทั้งเสื้อและกางเกงของเขาล้วนเป็นสีเหลือง ทั้งยังเก่ามากแล้วด้วย ที่เท้าสวมรองเท้าผ้าใบ และที่ตามีผ้าปิดอยู่

        สายตาผู้คนมากมายถูกดึงดูดด้วยผ้าปิดตาสีดำของเขา มันเป็นผ้าที่หนามาก  หากเป็นคนตาเปล่า ไม่มีทางมองทะลุมันออกมาได้แน่ แม้กระทั่งแสงเพียงนิดเดียวก็ยังไม่สามารถทะลุผ่านเข้าไปได้เลย

        หลี่หงและจางจิ้งมองชายคนดังกล่าวแปลกๆ ขณะที่เย่จื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ราวจะไม่ธรรมดาจากตัวเขา แต่เซียวปินกลับยังคงสายตาใจเย็นอยู่

        ราวเขาสามารถมองทะลุผ้าปิดตานั่น แล้วมองเห็นรอบๆได้ เขา ‘มอง’ มาที่เซียวปินแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปยังแคชเชียร์ กล่าว “รบกวนช่วยทำราเม็งให้ผมถ้วยหนึ่งครับ”

        หลี่หงมองดูเขา ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกเย็บวูบวาบไปทั้งตัว เธอกล่าวยากลำบาก “ได้ค่ะ คุณไปหาที่นั่งรอก่อนนะคะ”

        ชายดังกล่าวไม่ได้กล่าวอะไรตอบ เขาหมุนตัวกลับ กำลังจะเดินไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ ทว่าหลี่หงกลับถามคำถามที่ไม่คาดคิดออกมา “คุณสวมผ้าปิดตาไว้แบบนั้น มองเห็นได้ชัดหรอคะ?”

        ชายคนเดิมชะงักฝีเท้าลง กล่าวเย็นชา “ตาผมบอดไปแล้ว จะมองชัดหรือไม่ชัด แล้วมันจะต่างกันยังไง?”

        ต่างกันยังไง?

        ไม่ต่างกันเลย

        หลี่หงกลับรู้สึกขนลุกมากกว่าเก่า นี่เธอกำลังคุยกับคนตาบอด? คนตาบอดคุยกับเธอได้ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่การที่เขาคุยพลางมองหน้าเธอไปด้วยนี่สิ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาเดินไปไหนมาไหน เขาก็ไม่ได้ใช้ไม้เท้าคลำหาทางเลย ราวทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏชัดอยู่ตรงหน้าเขาอย่างนั้นแหละ …ช่างน่ากลัว น่าขนลุกจริง

        แน่นอนว่าชายคนนี้คือจูหมิงหยี่   ชายตาบอดแสนลึกลับที่มักจะอยู่ข้างกายเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี หรือราชาสวรรค์เขตเหนือนั่นเอง

        จูหมิงหยี่นั่งลงช้าๆ ราวทุกคนต่างก็รู้สึกได้ถึงความเย็นชาที่มีในตัวเขา เย่จื่อเดินไปหาเซียวปิน กล่าวเสียงเบา “คนๆนี้แปลกจัง…”

        เซียวปินมองดูจูหมิงหยี่แวบหนึ่ง กล่าวกับเย่จื่อพลางนวดแป้งไปด้วย “อย่าไปยุ่งกับคนๆนี้ อย่าคิดว่าเขามองไม่เห็น ..เพราะความจริงแล้ว เขาเห็นทุกสิ่งชัดแจ้งมากกว่าคนปกติทั่วไปเสียอีก แม้เขาจะตาบอด แต่ใจเขาไม่ได้มืดบอดไปด้วย”

        จูหมิงหยี่ราวได้ยินในสิ่งที่เซียวปินพูด เขาเริ่มหันมองเซียวปิน ขณะที่เซียวปินก็ยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำราเม็งต่อไป เขารู้ดี จุดประสงค์ของจูหมิงหยี่ก็คือเขา… …ตอนเพิ่งก้าวเข้ามา คนที่เขามองเป็นคนแรกก็คือเซียวปิน เพียงแต่เซียวปินไม่อยากจะเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน ..หากศัตรูไม่กระดิก ฉันก็จะไม่ดิ้นเช่นกัน

        ไม่นาน เซียวปินก็ทำราเม็งเสร็จสิ้น เขาบรรจุราเม็งลงถ้วย ก่อนจะให้เย่จื่อนำไปเสิร์ฟแก่จูหมิงหยี่

        เย่จื่อวางถ้วยราเม็งลงบนโต๊ะหน้าจูหมิงหยี่ กล่าว “กินเถอะ”

        “ขอบคุณ” จูหมิงหยี่น้ำเสียงนิ่งเรียบ ขานรับเย็นชา เขาหยิบตะเกียบขึ้น กล่าวเรียบ “ฝากบอกพ่อครัวของพวกเธอด้วย ไทเก๊กของเขาไม่เลวเลย”

        “ขอบคุณค่ะ พี่ปินพูดถูก.. แม้คุณจะตาบอด แต่ใจคุณไม่ได้บอดไปด้วย”

        “อ้อ งั้นหรอ? เขาพูดประเมินฉันว่าแบบนั้นหรอ…ฝากขอบคุณเขาด้วย”

        “ค่ะ” เย่จื่อขานรับ ก่อนจะเดินกลับมาอยู่ข้างเซียวปินอีกครั้ง เธอเล่าเรื่องราวและบทสนทนาต่อจางหมิงหยี่ให้เซียวปินฟัง  เซียวปินฟังจบก็ตั้งใจมองจูหมิงหยี่จริงจังแวบหนึ่ง

        เดิมเซียวปินยังคิดว่าจูหมิงหยี่จะมาเพื่อหาเรื่อง แต่เขากลับก้มหน้าก้มตาตั้งใจกินราเม็งในถ้วย ค่อยๆเคี้ยวทีละคำๆจนละเอียดแล้วจึงกลืน เขากินช้าๆจนเสร็จ ก่อนจะจ่ายเงินค่าราเม็งแล้วเดินออกจากร้านไป

        เขาเดินออกจากร้านทีละก้าวช้าๆ เมื่อมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของเขา เซียวปินก็เริ่มรู้สึกตื่นตัวขึ้น เขาหยักยิ้มมุมปากขึ้น  เจ้าคนตาบอดนี่…น่าสนใจดี  ดูเหมือนฝีมือเขาจะนับได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้เราได้เลย…

        งานที่แสนจะยุ่งและวุ่นวายจบลงในที่สุด หลังทำงานหนักมาทั้งวัน ทุกคนก็ขี้เกียจที่จะกลับไปทานมื้อเย็นที่บ้าน พอดีกับหวังกุ้ยจือก็ทำมื้อดึกเสร็จพอดี ทุกคนจึงพากันมานั่งล้อมรอบโต๊ะภายในร้าน เพื่อรอทานอาหารอย่างพร้อมเพรียง

        เซียวปินข้างซ้ายเป็นซูเสียวเสี่ยว ข้างขวาเป็นเย่จื่อ ส่วนคนอื่นๆก็นั่งประจำที่ของตน เมื่อคิดถึงบรรยากาศตอนเย่จื่อและซูเสียวเสี่ยวจ้องปะทะกันเมื่อครู่… จางจิ้งมองไปยังพวกเธอ พลางก็รู้สึกแปลกๆขึ้น ราวพวกเธอมีอะไรที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ หรือพวกเธอกำลังเขม่นหึงหวงพี่ปิน?

        ซูเสียวเสี่ยวกลับคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะคิดกันไปเช่นนี้ หากเธอรู้ เธอต้องไม่ยอมรับแน่ เพราแม้จะมีใจให้เซียวปินอยู่บ้าง แต่อย่างไรเสีย เธอก็ยังมีความคิดที่ว่าเซียวปินก็คือนายวายร้ายตัวดีตนหนึ่ง เพียงแต่ตอนนี้ บางที คำว่านายวายร้ายในใจเธออาจต้องเพิ่มเครื่องหมายวงเล็บบ่งบอกความพิเศษเอาไว้ด้วยแล้ว เพียงแค่เธอยังไม่รู้ตัวเองเท่านั้น

        บรรยากาศมื้อดึกมื้อนี้ดูเหมือนจะแปลกๆไป  เซียวปินและเย่จื่อต่างก็ปกติดี เซียวปินคีบอาหารให้เย่จื่อตลอด เย่จื่อเองก็พูดฉอดๆไม่หยุด ซูเสียวเสี่ยวก็พูดน้อยมาก เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินท่าเดียว ยังคงเย็นชาและนิ่งเงียบเหมือนเดิม  ส่วนหลี่หงและจางจิ้งก็เอาแต่แอบชำเลืองมองซูเสียวเสี่ยวเป็นระยะๆ ขณะที่เอ้อหั้วก็ยังคงกินตายอดตายอยากเหมือนเดิม ยัดอาหารเข้าปากถ้วยแล้วถ้วยเล่า…

        ทุกคนเพิ่งจะกินไปได้ครึ่งเดียว เซียวปินก็กินเสร็จแล้ว เขาวางตะเกียบลง กล่าวยิ้มๆ “จากที่ดูมา ฉันว่าร้านเราจุลูกค้าเยอะขนาดนี้ไม่ได้แล้ว ฉันว่าเราควรจะขยายร้าน ปรับเปลี่ยนอาณาเขตของร้านให้ใหญ่ขึ้น”

        ซูเสียวเสี่ยวตอนนี้จึงยอมเปิดปากพูด เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทั้งยังแฝงไปด้วยความหยามเหยียด “พูดง่ายนะ แต่จะขยายร้านต้องใช้เงินทุน!”

        เซียวปินหัวเราะ “เรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วง ฉันมีวิธีจัดการ  สิ่งสำคัญในตอนนี้คือทุกคนคิดกันยังไงต่างหาก”

        หวังกุ้ยจือกล่าว “ฉันว่าดี หลายวันมานี้ทุกคนก็คงเห็นแล้ว พอได้เวลากินข้าวทีไร ที่หน้าร้านก็มีคนมาต่อแถวยาวทุกที เพราะแถวนี้ก็เป็นมหาลัย พวกนักเรียนยังต้องไปเข้าเรียน ทำให้พวกเขาไม่มีเวลามารอกิน สุดท้ายเลยได้แต่ไปกินที่ร้านอื่นแทน หลายวันมานี้ฉันก็คิดคำนวณรายได้มาดีแล้ว ตอนนี้ แค่วันเดียวก็ขายได้มากกว่าสองถึงสามเท่าในแต่ก่อนแหน่ะ  ฉันคิดว่า อีกไม่นานกิจการร้านเราจะดีมากกว่าตอนนี้อีกมากเลย”

        จางจิ้งถอนหายใจ กล่าว “ฉันไม่ได้กลัวเหนื่อยอะไรหรอก แต่ตอนนี้คนในร้านเราก็มีกันอยู่แค่นี้ จะทำกันทันได้ยังไง ที่ครัวก็มีน้าหวังแค่คนเดียว เอ้อหั้วก็ทำได้แค่ช่วยไปซื้อผัก หรือไม่ก็เป็นลูกมือให้เท่านั้น ให้คนเดียวดูแลลูกค้าเยอะขนาดนั้นมันก็เหนื่อยมากจริงๆ… ฉันมีหน้าที่เก็บตังค์ก็ยังพอได้ แต่น้องหงคนเดียวคงดูแลลูกค้าเยอะขนาดนั้นไม่ไหว ฉันว่า ไม่ใช่แค่ร้านที่ต้องขยายใหญ่ เราควรจะจ้างคนเพิ่มด้วย”

        เซียวปินยิ้มกล่าว “ความเห็นของเธอ ไว้ฉันจะไปปรึกษากับน้าหลี่อีกที… งั้นก็พอแค่นี้ก่อนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปเยี่ยมน้าหลี่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นค่อยคุยเรื่องการขยายร้าน แล้วก็เรื่องเพิ่มเงินเดือนให้ทุกคนกับน้าหลี่ เดือนนี้ทุกคนทำงานกันหนักมาก เรื่องเงินเดือนสามสิบเปอร์เซ็นที่รับปากไว้ ไม่เปลี่ยนแน่”

        ไม่ว่าเซียวปินจะพูดอะไร ซูเสียวเสี่ยวก็อดไม่ได้ อยากจะพูดจาแดกดันประชดประชันกลับไป แต่เมื่อได้ฟังน้ำเสียงเชื่อมั่นและความมั่นใจขณะพูดของเขา เธอก็กลืนคำที่อยากจะพูดลงคออีกครั้ง ในใจก็ยังเอาแต่หาข้ออ้างให้ตัวเอง ยังไงเสียก็เป็นกิจการของบ้านเรา เงินที่หามาได้ก็ลงกระเป๋าคนบ้านเรา อีกอย่าง การขยายร้าน เงินที่ต้องใช้เขาก็บอกว่าจะเป็นคนคิดหาทางเอง  มีแต่ได้กับได้ แถมเรายังไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วแบบนี้ฉันจะไปเดือดร้อนทำไม…

        หลังทานอาหารเสร็จ เพราะซูเสียวเสี่ยวอยู่ด้วย เย่จื่อจึงเดินไปขึ้นรถกลับคนเดียว คนอื่นๆก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป  ส่วนเซียวปินและซูเสียวเสี่ยวก็เดินกลับบ้านด้วยกัน

        ขณะทั้งสองเดินด้วยกัน เพราะซูเสียวเสี่ยวเป็นคนเย็นชา เลยทำให้บรรยากาศแลดูน่าอึดอัด เซียวปินจึงเป็นคนเริ่มพูดก่อน “ยังดีที่เธอมาช่วย ไม่งั้นในร้านคงทำงานกันไม่ทัน” เขายิ้มกล่าว

        “อืม… ฝีมือการทำราเม็งของนายดีมาก ดีกว่าพ่อฉันเสียอีก” ซูเสียวเสี่ยวกล่าวชม ซึ่งน้อยครั้งจะได้ยินสักที หลังจากนั้นเธอก็ปิดปากเงียบเหมือนเดิม

        กว่าจะได้ยินคำพูดดีๆออกจากปากแม่สาวนี่สักที  ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เซียวปินจึงคิดจะหาเรื่องคุยอีกสักหน่อย เขากำลังจะพูดเปิดเรื่อง ซูเสียวเสี่ยวก็กล่าวขึ้นเสียก่อน “ไปดื่มด้วยกันหน่อยเถอะ”

        “หืม?”

        “ไปร้านบาบีคิวข้างทางก็พอ”

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม