0 Views

        เซียวปินเดินเข้าไปในห้องจางยีจื่อ หลังปิดประตู เขาก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “จางเหล่า คุณป้าตะกี้หน้าตาไม่เลวเลยนะ หรือนายกำลังซ่อนกิ๊กในบ้านหรู?”

        “เจ้าเด็กนี่ พูดไปเรื่อยอยู่ได้” จางยีจื่อด่าขำ ก่อนสีหน้าจริงจัง “เซียวปิน นายมานั่งลงก่อนเถอะ”

        แม้ภายนอกจางยีจื่อจะดูเป็นคนเคร่งขรึม ไม่ว่าจะต่อหน้าใคร เขาก็มักจะวางมาดอยู่ตลอด แต่ในเวลาที่อยู่กันสองคนแบบนี้  น้อยครั้งนัก ที่เซียวปินจะได้เห็นสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังแบบในครั้งนี้ของเขา หรือเขาจะชอบป้าคนเมื่อกี้เข้าแล้วจริงๆ กำลังจะบอกข่าวดีกับเรา?

        เมื่อเซียวปินนั่งลงตามคำสั่ง จางยีจื่อกล่าว ส่งมือมาให้ฉัน”

        เซียวปินชะงัก “จะแต๊ะอั๋งฉัน?”

        จางยีจื่อปรี๊ดจนอยากยกตีนถีบ แต่ก็ยังระงับอารมณ์โกรธเอาไว้ เขาแตะนิ้วหนึ่งลงจับชีพจรเซียวปิน  ก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วหลับตาลงท่าทางหนักใจ เซียวปินเห็นดังนั้นจึงได้แต่นั่งดูเหตุการณ์เงียบๆ

        ผ่านไปได้สักพัก เขาก็คลายมือออก ก่อนกล่าวสรุป “อาการบาดเจ็บที่นายได้รับเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้ดูเหมือนจะกลับมากำเริบอีกแล้ว ครั้งก่อน ตอนเราไปดื่มด้วยกันในร้านบะหมี่ ฉันก็เดาไว้แล้ว ว่าบาดแผลของนายจะต้องกำลังกำเริบแน่ เพราะงั้นฉันถึงเรียกนายมาวันนี้… พรุ่งนี้ฉันก็จะกลับปักกิ่งแล้ว ก่อนไป ฉันจะต้องระงับอาการบาดเจ็บของนายให้ได้ก่อน ไม่งั้นฉันคงไม่สบายใจ”

        “สามปีก่อน ตอนฉันช่วยชีวิตนายเอาไว้ก็ได้บอกกับนายไปแล้ว ถ้าขืนนายยังต่อยตีฆ่าฟันอยู่แบบนี้ อาการบาดเจ็บในตัวจะต้องกำเริบขึ้นมาอีกแน่นอน”

        เซียวปินหัวเราะไม่แยแส กล่าว “ก็ฉันมันพวกอยู่ว่างๆไม่เป็น… จะอยู่หรือตาย จะรวยหรือจนก็ให้ขึ้นอยู่กับสวรรค์เถอะ”

        “นายจะคิดแบบนั้นก็ได้ แต่เย่จื่อล่ะ?” จางยีจื่อมองดูเซียวปิน “เมื่อก่อนแกพูดแบบนี้ ฉันก็ว่าอะไรแกไม่ได้ แต่ตอนนี้ล่ะ แกไม่มีห่วงแล้วงั้นหรอ?” ฉันดูออกว่าแกชอบเด็กนั่นมาก แกทิ้งเธอไปได้หรอ?

        เซียวปินเงียบไป นั่นสิ เย่จื่อล่ะ…เซียวปินเงยหน้าขึ้น กล่าวอ้อนวอนจริงจังต่อจางยีจื่อ “จางเหล่า… นายมีวิธีอะไรหรือเปล่า?”

        “เฮ้อ… เจ้าหนุ่มเอ้ย ว่าแล้วเชียว ว่ามีแค่วิธีนี้เท่านั้นที่จะสยบแกได้” จางยีจื่อหยุดคิด ก่อนกล่าว “ตอนนี้ฉันมีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือสกัดจุดบางจุดในร่างกายนายเอาไว้ พลังในตัวนายมีมากเกินไป หากเป็นตอนที่ร่างกายแข็งแรงดีย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่ตอนนี้ ร่างกายนายกำลังได้รับบาดเจ็บ หากนายต้องใช้กำลังแล้วปล่อยพลังทั้งหมดออกมา มันอาจจะทำให้ร่างกายนายได้รับบาดเจ็บหนักได้”

        เซียวปินขมวดคิ้ว “ความหมายของนายคือ… ต้องการผนึกพลังในตัวฉันเอาไว้?”

        “ฉันจำเป็นต้องผนึกพลังในตัวนายเอาไว้ก่อนบางส่วน รอจนอาการบาดเจ็บนายหายดี แล้วฉันจึงจะปลดออกให้ ทีนี้ พลังของนายก็จะกลับมา และนายก็จะใช้มันได้เหมือนเก่า เพียงแต่ ระหว่างที่โดนผนึก พลังในตัวนายจะลดลงกว่าเดิมมาก”

        “ลดลงขนาดไหน?” เซียวปิน

        จางยีจื่อคิดจริงจังพักหนึ่ง  เมื่อเขาคิดจนละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงกล่าวตอบ “น่าจะอยู่ที่ระดับอั้นจิ้น”

        เซียวปินหัวเราะแห้งๆ “ไม่มีทางอื่นแล้วหรอ”

        “ไม่มีแล้ว” จางยีจื่อพูดหนักใจระคนสงสัย “หรือแกอยากจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง?”

        เซียวปินสูดหายใจลึก นี่เป็นทางเลือกที่แสนจะเจ็บปวดสำหรับเขา… ที่เขาถ่อมาถึงที่นี่ก็เพื่อปกป้องซูเสียวเสี่ยวจากไอ้คนทรยศที่อาจคิดทำร้ายหรือถึงขั้นฆ่าปิดปากเธอ แต่หากเขาโดนผนึกพลังเอาไว้ แล้วไอ้หนอนบ่อนไส้นั่นปรากฏตัวขึ้นมา  เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง…

        จางยีจื่อรู้ทันเซียวปิน จึงกล่าวเตือนสีหน้าจริงจัง “ฉันคิดว่ายังต้องเตือนแกอีกครั้ง… จากสภาพร่างกายแกในตอนนี้แล้ว ถ้าไอ้คนทรยศนั่นปรากฏตัวขึ้นจริง แล้วแกต้องใช้พลังในตัวทั้งหมด ร่างกายแกในตอนนี้ก็รับพลังที่มากมายขนาดนั้นไม่ไหวอยู่ดี แล้วสุดท้าย จุดจบของแกก็คือความตาย… ถ้าแกยังไม่หายดี แม้แต่ตัวแกเองยังยากที่จะเอาตัวให้รอดเลย แล้วแกจะไปปกป้องใครได้”

        เซียวปินลังเล กล่าว “บาดแผลของฉัน ต้องใช้เวลารักษานานเท่าไหร่?”

        “เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่รู้” จางยีจื่อส่ายหัว ก่อนจะหยุดคิดจริงจังอีกที “ถ้าไม่ให้คำตอบแกไป แกก็คงทำใจได้ลำบาก… งั้นก็ครึ่งปีแล้วกัน หลังจากครึ่งปี ไม่ว่าร่างกายแกจะหายดีหรือยัง ไม่ว่ายังไงฉันก็จะปลดผนึกในตัวออกให้ แกคิดว่าไง?”

        “ครึ่งปี…” เซียวปินทอดถอนใจเสียงต่ำ “งั้นก็ครึ่งปีแล้วกัน”

        ในระยะเวลาครึ่งปีนี้  เขาก็อยู่ที่นี่อย่างสงบไปก่อนแล้วกัน หลังผ่านครึ่งปีนี้ไป ค่อยคิดเรื่องการแก้แค้นให้ซูเพ่ยหย่า …ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็คิดมาโดยตลอด …เซียวปินมาที่นี่ก็หลายวันแล้ว ทั้งยังเคยให้ซูเสียวเสี่ยวนึกย้อนกลับไป แต่ก็ยังไม่มีเบาะแสของหนอนบ่อนไส้นั่นเลยสักนิด จะเป็นไปได้ไหมว่าคนที่นัดซูเพ่ยหย่าออกไปในวันนั้น อาจแค่ต้องการได้เงินค่าจ้าง เลยพูดอะไรมั่วๆออกมา บางทีในทีมอาจไม่มีคนทรยศแบบที่เขาคิด… ส่วนเรื่องที่พวกเขาโดนศัตรูตามทัน ก็อาจเป็นเพราะความบังเอิญเท่านั้น

        เซียวปินไม่กล้าสรุป แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้น เพราะไม่ว่าใคร ก็คงไม่หวังให้พี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาทรยศตัวเองหรอก

        จางยีจื่อหยิบเข็มยาวออกมาแท่งหนึ่ง พลางเซียวปินก็ถอดเสื้อผ้าออกแล้วขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียง ก่อนจางยีจื่อจะเริ่มการฝังเข็ม เมื่อเห็นรอยสักรูปมังกรตัวใหญ่ของเซียวปิน เขาก็สติหลุดลอยไปชั่วขณะ กล่าวชื่นชม “ มังกรตัวนี้  ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ”

        เซียวปินหัวเราะ “นี่เป็นผลงานของเพื่อนในหลงเหมินคนหนึ่ง  ผอ. ศูนย์เด็กกำพร้าที่ฉันอยู่บอกว่า ตอนเด็กที่ตัวฉันมีรอยสักรูปมังกรเล็กๆอยู่ตัวหนึ่ง ต่อมาเธอก็วาดรูปมันเก็บเอาไว้ …เป็นมังกรแบบนี้แหละ… พอฉันค่อยๆโตขึ้น มังกรตัวนั้นก็ค่อยๆหายไป จนเมื่อโตเต็มวัย มังกรตัวนั้นก็หายไปหมดแล้ว ฉันก็แค่ให้เพื่อนคนนั้นสักตามรูปมังกรในตอนเด็กเท่านั้นเอง”

        จางยีจื่อกล่าวตะลึง “ตอนเด็กที่ตัวนายมีรอยสัก? ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมพ่อแม่นายถึงได้สักบนร่างกายบอบบางของเด็กทารก…”

        “ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ในเมื่อตัดสินใจว่าจะทิ้งฉันแล้ว ทำไมยังต้องมาลงทุนทำแบบนั้นอีก” เซียวปินหัวเราะ เพียงแต่รอยยิ้มนั้น ผสมกลิ่นอายแห่งความเจ็บปวดเอาไว้ด้วย “แต่พอดีฉันมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง… คือถ้าคิดไม่ออกก็ไม่ต้องไปคิด”

        “เอาล่ะ  เตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม  ระหว่างฝังเข็มอาจจะเจ็บสักหน่อยนะ”

        เซียวปินหัวเราะเสียงดัง “ตอนโดนลงทัณฑ์เมื่อสามปีก่อนฉันยังไม่ร้องสักคำ นี่โดนเข็มทิ่มแค่ไม่กี่เข็ม จะเป็นอะไรไป”

        จางยีจื่อไม่พูดพร่ำทำเพ ลงมือฝังเข็มทันที เมื่อเข็มทิ่มลงร่าง  ความเจ็บปวดที่นำมาก็ทำให้แทบขาดใจ ทว่าเซียวปินกลับไม่ร้องเลยแม้สักแอะ ทั้งบนใบหน้าก็ยังมีรอยยิ้มปรากฏให้เห็นอยู่ตลอด จะมีก็แต่เหงื่อบนหน้าผากเขา ที่เริ่มจะซึมออกมา และผิวหนังตามตัวที่สั่นไม่หยุด

        เมื่อโดนฝังไปหลายเข็ม ความเจ็บปวดในร่างก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเข็มเล็กฝังเข้าไปในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดที่มีก็ราวจะทำให้ร่างกายแหลกสลายไป จุดตันเถียนได้ชื่อว่าเป็นจุดแห่งความตายของผู้ฝึกยุทธ์ หากเป็นหมอคนอื่น เซียวปินคงจะดันมืออีกฝ่ายออกไปในทันที แต่นี่เป็นจางยีจื่อ เป็นคนที่เขาพร้อมจะฝากชีวิตเอาไว้ได้

        จางยีจื่อมองท่าทีสงบของเซียวปินแวบหนึ่ง พลางรู้สึกนับถือเขาอย่างมาก จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เคยลืมเรื่องในคืนนั้น เมื่อสามปีก่อน ที่เซียวปินนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด ส่วนจางยีจื่อก็กำลังช่วยชีวิตเซียวปินอยู่ และก็เป็นเหมือนดังครั้งนี้ ไม่ว่าการรักษาจะเจ็บปวดมากเพียงใด เซียวปินก็ไม่ร้องให้ได้ยินเลยสักแอะ …การรักษาในครั้งนั้น เจ็บปวดมากกว่าในครั้งนี้อีกนับสิบเท่า…เขาเป็นหมอมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นใครที่อดทนและเก็บกลั้นความเจ็บปวดได้มากเท่าเซียวปินมาก่อนเลย

        จนเมื่อเข็มเล่มสุดท้ายฝังลงร่าง เซียวปินก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่าพลังในร่างกายตนลดลงไปมากกว่าครึ่ง ราวพลังส่วนที่มากกว่าถูกดูดไปไว้รวมกัน จากนั้นก็ถูกอะไรบางอย่างห่อหุ้มเอาไว้อีกที จนตอนนี้ มีเพียงพลังส่วนน้อยมากๆเท่านั้น ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย

        จางยีจื่อดึงเข็มออกทีละอันจนหมด ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก แล้วจึงเช็ดเหงื่อที่หน้าตัวเองออก

        เซียวปินลุกยืนขึ้น ก่อนจะต่อยหมัดออกไปในอากาศ

        ครืน น

        มวลอากาศรอบๆต่างก็สั่นสะเทือนด้วยแรงจากหมัดนั้น แต่ทว่าเซียวปินกลับไม่พอใจกับมันเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก เขาสัมผัสได้อย่างชัดแจ้ง ว่าพลังในร่างกายตัวเองเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้น

        ระดับอั้นจิ้น…คิดไม่ถึงว่าตนจะกลับมาเหลือพลังเพียงระดับอั้นจิ้นอีกครั้ง ทั้งยังเป็นพลังเพียงระดับกลางในขั้นอั้นจิ้นเท่านั้น

        จางยีจื่อยันไม้เท้าพลางลุกยืนช้าๆ เขามองไปที่เซียวปิน กล่าว “อย่าคิดอะไรให้มากเลย ของที่เป็นของแกก็ยังเป็นของแกอยู่ แกแค่ตั้งใจรักษาสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงเร็วๆก็พอ… แม้พลังที่ยังใช้ได้ในตัวแกตอนนี้ จะมีไม่มากพอให้ทำอันตรายกับร่างกายแกได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเลี่ยงการใช้พลังได้ ให้เลี่ยงไปจะดีกว่า… เพราะถ้าแกกลับมาแข็งแรงเร็ว ฉันก็จะปลดผนึกให้แกเร็วๆเหมือนกัน”

        “ฉันรู้แล้ว” เซียวปินหัวเราะแห้งๆ “แต่พลังที่อุตส่าห์มุมานะฝึกมาอย่างยากลำบากตั้งหลายปี ตอนนี้กลับเหลือแค่นี้ มันก็เลยรู้สึกแปลกๆไป ถ้าบังเอิญเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งล่ะก็…”

        จางยีจื่อกรอกตามองบน กล่าว “ขั้นอั้นจิ้นยังไม่ถือเป็นยอดฝีมืออีกหรอ? ทั้งประเทศจะมีนักอั้นจิ้นสักกี่คนเชียว แค่ฉันไม่ผนึกพลังแกจนลดไปอยู่ในขั้นหมิงจิ้นหรือขั้นหัดกระดูก แกก็ควรจะพอใจได้แล้ว”

        เซียวปินหัวเราะไม่มีทางเลือก ก่อนจะมีความคิดให้เหล้าดับทุกข์ขึ้นมา “เลิกพูดเถอะ ไปดื่มกัน”

        “ได้ ดื่มกัน!”

        อาจเป็นเพราะกำลังจะจากกัน คืนนั้น ทั้งสองจึงดื่มกันเยอะมาก จางยีจื่อแม้จะอายุมากแล้ว แต่นิสัยติดเหล้าของเขาก็ยังแก้ไม่หาย เพียงแต่ น้อยครั้งเท่านั้นที่เขาจะดื่มมากขนาดนี้  ในยามปกติ เมื่อดื่ม เขาก็ดื่มเพียงถ้วยเดียวเท่านั้น …นอกเสียจากจะมีคนมาดื่มด้วย แต่ทั่วทั้งประเทศ คนที่มีคุณสมบัติมากพอที่จะดื่มกับคนระดับเขาได้ ก็มีน้อยเหลือเกิน

        ยังไงเสีย เซียวปินก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ทางด้านร่างกายก็ดีมากกว่าเขามาก เมื่อตาเฒ่าจางดื่มจนเมาแล้ว เซียวปินจึงให้ฟรอยและแม่บ้านช่วยกันพยุงเขากลับไป ตอนเดินขึ้นบันได จางยีจื่อก็ยังเอาแต่พูดบ่นอะไรไม่รู้เรื่องไม่หยุด  จะคนอายุมากหรือยังวัยรุ่น พอเวลาเมา ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย

        เมื่อถึงบ้านซู เขาก็ล้างหน้าลวกๆก่อนจะกลับไปนอนที่ห้อง ขณะกำลังจะปิดไฟ สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษโพสต์อิทที่หัวเตียง

         ‘อาหารเย็นอยู่ในหม้อ ยังร้อนอยู่’

        อ่านจบ เซียวปินก็รู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา …ความรู้สึกของบ้าน…

        ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา… ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้  ว่าบ้านคืออะไร…

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม