0 Views

        เซียวปินเพิ่งเดินถึงถนน ก็ได้รับโทรศัพท์จากจางยีจื่อ หลังกดรับสาย จางยีจื่อก็กรอกเสียงกลับมา “คืนนี้มาหาฉันหน่อย แถบเจี้ยนเป่ยถนนผิงหาง ห้องเบอร์ 123 เลิกงานก็มาเลย พรุ่งนี้ฉันจะกลับปักกิ่งแล้ว”

        เซียวปินกล่าวตอบรับ ดูท่าว่าคืนนี้คงไม่ได้กลับไปกินข้าวที่บ้านอีกตามเคย

        เซียวปินเดินทางไปร้านบะหมี่ต่อ ระหว่างทางก็ไม่ลืมที่จะโทรบอกกับซูเสียวเสี่ยวด้วย ซูเสียวเสี่ยวเอง เมื่อรู้ว่าเขาโดนจางยีจื่อนัดออกไป เธอก็เข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี ทั้งยังสั่งย้ำว่าอย่าลืมกล่าวขอบคุณจางยีจื่อแทนเธอ…

        กิจการทางร้านดีมาก หากเป็นปกติ เวลานี้ไม่น่าจะมีลูกค้าเข้ามาเยอะมากขนาดนี้ เพราะนี่มันเพิ่งเก้าโมงเช้า ยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวันเลย แต่วันนี้เมื่อเซียวปินก้าวเข้าร้านไป เขาก็ต้องสะดุ้งตกใจ แม่เจ้า…นี่มันวันอะไรเนี่ย  ในร้านมีคนมานั่งจนเกือบเต็มแล้ว ตอนนี้เนี่ยนะ?

        คิดมาคิดไป หรือพวกลูกค้าจะรู้ว่าดาวมหาลัยซือฟ่านจะมาช่วยงานที่ร้านในวันหยุด? ตั้งแต่เมื่อวานลูกค้าก็เยอะผิดปกติ มีผู้ชายไม่น้อยที่ตั้งใจมาเพื่อเจอเย่จื่อโดยเฉพาะ… เย่จื่อ

        เพิ่งก้าวเข้าประตูมา สายตาทุกดวงในร้านก็หันเหมาทางเซียวปิน จากนั้นจึงมีเสียงซุบซิบระงม “เห็นรึยัง เขาก็คือพ่อครัวนักกังฟูไง”

        “อ้อ..นี่หรอ พ่อครัวนักกังฟูที่เธอว่า หน้าตาเขาหล่อจัง”

        “พวกเธอสองคนนี่บ้าผู้ชายจริง”

        “ชิ  นายไม่ได้มาเพื่อดูพ่อครัวนักกังฟูหรือไง?”

        “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย ฉันมาเพื่อดูนางฟ้าในใจฉันต่างหาก…เธอเป็นดาวที่มหาลัยพวกเราล่ะ ดูสิ เธอสวยมากขนาดไหน น่ารักขนาดไหน ดูใสสะอาดขนาดไหน ทรงเสน่ห์ขนาดไหน… พวกผู้ชายในมหาลัยฉันต่างก็ชอบเธอกันทั้งนั้น”

        ไอ้พวกผู้ชายชีกอทั้งหลาย เพื่อที่จะได้คุยกับเย่จื่อ พวกมันกินถ้วยแรกเสร็จก็สั่งถ้วยที่สอง ถ้วยที่สองหมดก็เอาถ้วยที่สามต่ออีก แต่ละคนกินเยอะกว่าตอนกินบุฟเฟ่ซะอีก  ขนาดตอนที่พวกมันกินอีกไม่ไหวแล้ว ก็ยังจะเอาถ้วยที่สี่ใส่ถุงกลับไปอีก สุดท้ายถึงจะยอมประคองผนังเดินออกจากร้านไป

        เซียวปินมองดูเหตุการณ์ พลางด่าพวกมันว่าไร้ปัญญาในใจ ทำไมพวกหน้าหม้อมันเยอะแบบนี้นะ ด่าจบก็เบี่ยงสายตามาดูทางฝั่งผู้หญิง แล้วกล่าวใจในอีกครั้ง รักนวลสงวนตัวเสียจริง ทำไมไม่เข้ามาลูบไล้พี่เสียหน่อย…

        อันที่จริง เมื่อตอนอยู่ปักกิ่ง เซียวปินเอง ก็เป็นที่เลื่องชื่อเรื่องความกะล่อนเจ้าชู้ เขามักมีผู้หญิงล้อมรอบกายอยู่เสมอ แต่เขาก็ยังแยกแยะความรู้สึกรักใคร่แบบคนรักกับความรู้สึกแบบนั้นออกจากกันมาโดยตลอด จนกระทั่งมาเจอเย่จื่อ…

        เมื่อมาถึงเจียงเฉิง ก็เกิดเรื่องขึ้นไม่ได้หยุดได้หย่อนเลย ทั้งปมการตายของซูเพ่ยหย่าก็ยังคอยวนเวียนในใจ เขาจึงต้องหยุดความเจ้าชู้ลง เพราะไม่มีกระจิตกระใจจะไปคิดอะไรแบบนั้นอีก จนกระทั่งเย่จื่อมาแก้ปมในใจเขาออก…. ต่อหน้าเย่จื่อต้องรักษาภาพพจน์  ต้องเรียบร้อย สุขุม… คิดดังนั้น แต่ความเจ้าชู้ในใจกลับค่อยๆทำตุกติกมากขึ้นเรื่อยๆ

        เย่จื่อยกบะหมี่ไปเสิร์ฟให้ผู้ชายคนหนึ่ง พลางปฏิเสธที่จะให้เบอร์เขาไป เมื่อกลับมา เย่จื่อก็ตวัดสายตามองเซียวปินแวบหนึ่ง กล่าวร้อนๆหนาวๆ “ไม่เลวนี่  สาวๆเยอะขนาดนี้มาเพื่อพี่เลยนะ”

        “เธอก็เหมือนกันนี่…” เซียวปินหัวเราะอารมณ์ดี “หึงหรอ?”

        เย่จื่อหัวเราะยักไหล่ “พี่รู้ไหม ถ้าฉันหึงขึ้นมา พี่ต้องโดนอะไรบ้าง”

        เมื่อเห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ของเย่จื่อ เซียวปินก็รู้สึกเย็นวูบไปทั้งตัว รีบร้อนส่ายหัว ยิ้มประจบกล่าว “ล้อเล่น แค่ล้อเล่นน่ะ.. เย่จื่อ เธอก็รู้ว่าในใจฉันมีแค่เธอ ดวงจันทร์แทนใจฉัน…”

        จางจิ้งที่แคชเชียร์หัวเราะพรืด หาเงินทอนไปพลาง เธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะไปด้วย “พี่ปิน  ทำไมเมื่อก่อนถึงดูไม่ออกว่าพี่เป็นคนพูดจาลื่นไหลขนาดนี้… …พูดคำหวานเก่งแบบนี้ เมื่อก่อนพี่คงเคยพูดกับผู้หญิงมาเยอะล่ะสิ”

        เซียวปินใบหน้าจริงจัง กล่าว “ที่เมื่อก่อนเธอดูฉันไม่ออก เพราะคำหวานพวกนี้ ฉันจะพูดกับแค่ผู้หญิงที่ฉันรักเท่านั้นต่างหาก ชาตินี้ ฉันยังไม่เคยพูดมันกับใครเลย  จนกระทั่งมาเจอเย่จื่อ…”

        เย่จื่อหน้าแดงขึ้นมา ราวในใจเต็มไปด้วยน้ำผึ้งหวาน หอมตลบอบอวลไปหมด เธอกล่าว “อย่ามัวแต่พูดอยู่เลย คนตั้งเยอะตั้งแยะ มานี่ก็เพื่อราเม็งของพี่เลยนะ พี่ยังมีงานอีกเยอะเลย”

        “ไม่เป็นไรๆ  แค่มีเธออยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะทำอะไรฉันก็มีแรงกระปรี้กระเปร่าไปหมด”

        เซียวปินเดินไปหยิบแป้งออกมาจากครัว ก่อนจะเริ่มทำเส้นราเม็ง สาวๆมากมายต่างก็นั่งยันคางมองเขา สายตาทุกคนในร้านโดนดึงดูดโดยเซียวปิน สำหรับเซียวปิน มันคือการทำงาน แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือการชมการแสดงสุดตระการตา

        ราเม็งหม้อหนึ่งจากเซียวปินสามารถแบ่งได้หกถึงเจ็ดถ้วย พอให้คนหกถึงเจ็ดคนกินได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังทำไม่พอขายสักที เขาจึงต้องยุ่งอยู่กับการทำราเม็งตลอดทั้งเช้า จนเมื่อถึงตอนเที่ยง คนที่มีเยอะอยู่แล้วก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น ผู้คนยืนต่อแถวยาวเฟื้อยอยู่หน้าร้าน เซียวปินเมื่อเห็นดังนั้นก็ถึงกับอึ้ง แม่เจ้า… แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ตูจะได้พักล่ะเนี่ย

        เย่จื่อเองก็ยุ่งไม่แพ้กัน  เพิ่งจะได้จังหวะพัก เธอก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อ ก่อนจะส่งต่อผ้านั้นไปยังเซียวปิน กล่าวระคนสงสาร “พี่ปิน พี่พักสักหน่อยเถอะ บอกพวกเขาไปว่าอีกสองชั่วโมงถึงจะมีราเม็ง ให้พวกลูกค้ากินอย่างอื่นไปก่อนเถอะ”

        เซียวปินส่ายหัว กล่าวระคนหัวเราะ “ฉันไม่เป็นไร  กิจการทางร้านดีแบบนี้ก็นับเป็นเรื่องดี…ยิ่งตอนนี้เป็นเวลาอาหารกลางวันอีก ถึงจะพักก็ต้องรอให้พ้นช่วงนี้ไปก่อน …เธอพักไปก่อนเถอะ  อย่าหักโหมเกินไป”

        “ฉันก็ไม่รีบพักเหมือนกัน” เย่จื่อยิ้มหวาน พอดีกับทางโน้นมีคนจะสั่งอาหารพอดี เย่จื่อจึงรีบร้อนเดินไปบริการลูกค้าต่อ

        เมื่อผ่านช่วงเที่ยงไป ลูกค้าในร้านก็ราวจะลดน้อยลงนิดหนึ่ง แถวยาวเหยียดที่หน้าร้านก็ไม่มีแล้ว แต่ลูกค้าก็ยังนั่งกันเกือบเต็มร้านอยู่ดี

        เซียวปินลากเย่จื่อเข้าไปกินข้าวเที่ยงที่หลังร้าน หวังกุ้ยจือวางอาหารสองอย่างลงบนโต๊ะ กล่าวระคนหัวเราะ “เสี่ยวปิน เย่จื่อ ทำงานยุ่งมาทั้งเช้า เหนื่อยแย่เลยล่ะสิ”

        เซียวปินตักอาหารคำใหญ่เข้าปาก พลางกล่าวอู้อี้ “ไม่เป็นไร ทุกคนก็งานยุ่งกันทั้งนั้น”

        เย่จื่อเองก็หิวมากเช่นกัน ทว่าเธอยังทานด้วยท่าทางสง่า ยิ้มกล่าว “ทุกคนก็หิวกันหมด รอฉันกินเสร็จแล้ว ฉันจะไปเปลี่ยนพี่หงกับพี่จิ้งมากินข้าวก่อน ส่วนพี่ปินเปลี่ยนกับน้าหวัง”

        หวังกุ้ยจือหัวเราะ กล่าว “ไม่เป็นไร ฉันไม่รีบ เฮ้อ.. เพราะช่วงนี้ที่ร้านมีแต่เรื่อง กิจการในร้านก็เลยดีไม่เท่าแต่ก่อน แต่คิดไม่ถึงว่าพอเธอสองคนมา กิจการทางร้านก็ดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ เมื่อก่อน ช่วงที่ร้านเราขายดีที่สุด ก็ยังดีไม่เท่านี้เลย….ถ้าพี่หลี่รู้เข้าล่ะก็ แม้ยังจะต้องอยู่ในโรงพยาบาล แกก็คงจะนอนดีใจไปด้วย ร้านบะหมี่ร้านนี้เป็นทั้งชีวิตของพี่หลี่กับพี่ซู พวกเขาทุ่มเทไปกับมันมาก… ฉันเคยได้ยินว่า ความฝันของพี่ซูก็คือการมีร้านบะหมี่เป็นของตัวเอง ทั้งสองคนต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งชีวิต ตอนนี้ก็นับว่าได้ตามความฝันแล้ว”

        เซียวปินเข้าใจดี บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกไม่พอใจเขาก็ได้ คุณซูต่อสู้ดิ้นรนมานาน ใช้ความพยายามและตั้งใจทั้งหมดที่มี ก็เพื่อให้มีร้านบะหมี่เป็นของตัวเอง และหลี่ชุนหลานก็รักสามีมาก จึงต่อสู้เพื่อความฝันนี้ของสามีด้วย …และเพื่อได้ตามความฝันของผู้ชายคนนี้  จึงเป็นเหตุให้ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าพ่อแม่ละเลยเธอ

        แต่ซูเสียวเสี่ยวก็ยังเป็นคนที่คิดเป็น เธอยังคงกตัญญูต่อพ่อแม่ และเข้าใจพวกท่านมาโดยตลอด

        เมื่อเซียวปินกินเสร็จ ก็ไปเปลี่ยนงานกับหวังกุ้ยจื่อ ให้หวังกุ้ยจือได้มากินบ้าง เธอมองดูฝีมือการทำอาหารของเซียวปิน ก่อนอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชม “เสี่ยวปิน ต่อไปถ้าผู้หญิงคนไหนได้แต่งงานกับเธอ เขาคงจะโชคดีมาก คิดไม่ถึงว่าเธอจะทำอะไรเป็นหลายอย่างขนาดนี้”

        พูดจบ หวังกุ้ยจือก็หันมองไปทางเย่จื่อ ระคนหัวเราะกล่าว “พวกเธอสองคนช่างเหมาะสมกันจริงๆ กิ่งทองใบหยกเลย”

        เย่จื่อแลบลิ้นทะเล้น ก่อนจะวางตะเกียบ กล่าว “น้าหวัง หนูกินเสร็จแล้ว งั้นหนูไปเปลี่ยนให้พวกพี่เขามากินกันก่อนแล้วกัน”

        ทุกคนทำงานวุ่นๆกันตลอดช่วงบ่ายจนถึงดึก หลังปิดร้านและเก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หวังกุ้ยจือและจางจิ้งก็มานั่งคำนวณรายได้ทั้งหมดในวันนี้ เมื่อคิดเสร็จจึงนำผลมารายงานต่อเซียวปิน พลางหวังกุ้ยจือกล่าวพอใจ “ฉันทำงานที่ร้านนี้มาตั้งแต่ตอนร้านนี้เพิ่งเปิดแล้ว ตั้งแต่เปิดร้านมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยมีครั้งไหนขายดีเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย แค่ยอดขายของวันนี้วันเดียวก็เท่ากับยอดขายในช่วงที่ร้านขายดีที่สุดสามวันรวมกันแล้ว”

        หลี่หงหัวเราะ กล่าว “นั่นก็เป็นเพราะร้านเราเล็กเกินไป จุคนได้ไม่มากพอไง ไม่งั้นจะได้เยอะกว่านี้อีก ไม่เห็นหรอ คนบางส่วนเขาเข้าแถวรอไม่ไหวก็เลยเดินหนีไปกัน… โอ้ย  วันนี้เค้าปวดหลังปวดเอวไปหมดเลย  ไม่ได้ว่างงานเลยนะเนี่ย”

        เซียวปินหัวเราะกล่าว “ลำบากแล้วๆ ทุกคนรีบไปพักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้พวกนักศึกษาต้องเข้าเรียนกัน เย่จื่อก็ไม่ได้อยู่ช่วยแล้ว ในร้านคงจะมีลูกค้าเยอะไม่เท่าวันนี้  ทุกคนคงจะสบายขึ้น”

        หวังกุ้ยจือกล่าว “นั่นสิ มีคนตั้งเยอะมาเพราะเย่จื่อ แต่ว่า…ฉันว่ามันก็ไม่แน่นะ มีคนตั้งมากมาย ที่แต่ก่อนยังไม่เคยชิมอาหารร้านเรา ฉันว่า หลังจากพวกเขาได้กินครั้งนี้ พวกเขาต้องติดใจ แล้วร้านเราก็คงจะขายดิบขายดีไม่แพ้วันนี้หรอก”

        จางจิ้งกล่าวระคนหัวเราะ “ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้พวกผู้หญิงอีกตั้งเยอะ ก็ตั้งใจมาเพื่อเจอพ่อครัวนักกังฟูอย่างพี่ปิน  พวกเธอคงไม่ได้เห็นสายตาของสาวๆพวกนั้นล่ะสิ… เฮ้อ… เดิมทีพวกคนใกล้ตัวมักจะได้ของดีไปก่อน คิดไม่ถึงเลยว่าพี่ปินจะโดนเย่จื่อซิ่วไปได้”

        ทุกคนได้ฟังก็หัวเราะออกมา แล้วเย่จื่อก็เดินเข้าไปจัดการกับจางจิ้งต่อทันที

        “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆล่ะก็..” เซียวปินหัวเราะ “ฉันรับปากเอง… เงินในเดือนนี้ของทุกคน เพิ่มขึ้นยี่สิบเปอร์เซ็น”

        เย่จื่อหยุดวิ่งไล่จางจิ้ง หัวเราะ “ถ้ากิจการดีแบบวันนี้ทุกวันจริง ยี่สิบเปอร์เซ็นจะไปพออะไรล่ะ ต้องสามสิบสิ”

        “ได้” เซียวปินรับปากใจกว้าง “ถ้ายอดขายในเดือนนี้ดีกว่าเดือนที่ผ่านๆมาสามสิบเปอร์เซ็นขึ้นไป ฉันก็จะเพิ่มเงินเดือนให้ทุกคนสามสิบเปอร์เซ็นเหมือนกัน”

        หลี่หงตาเป็นประกาย โค้งคำนับเซียวปิน “ขอบคุณค่ะพี่ปิน!”

        โค้งคำนับครั้งที่สอง “ขอบคุณค่ะ พี่สะใภ้!”

        เมื่อได้ยินคำเรียกพี่สะใภ้ เย่จื่อก็รู้สึกจิตใจไหววูบขึ้นมา ก่อนจะน้อมรับชื่อนั้นเงียบๆ

        เซียวปินกวาดตามองทุกคนแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับเย่จื่อ “เย่จื่อ ไปกันเถอะ ฉันส่งเธอกลับไปก่อน เดี๋ยวฉันต้องไปหาจางยีจื่อสักหน่อย”

        “อ้อ.. ได้  ฝากทักทายจางเหล่าให้ด้วยนะ สุขภาพคุณพ่อฉันดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ท่านก็ลงจากเตียงได้แล้วด้วย เห็นท่านบอกว่าอีกไม่กี่วันจะเชิญพี่ไปทานข้าวที่บ้านเพื่อขอบคุณพี่ด้วยตัวเอง… พี่สะดวกไปหรือเปล่า?” เย่จื่อใบหน้าคาดหวัง

        เซียวปินระคนหัวเราะ “คำเชิญจากว่าที่พ่อตา ฉันต้องไปอยู่แล้ว!”

        เย่จื่อเปล่งเสียงใส “หึ…. ฝันไปเถอะ”

        และเป็นเหมือนทุกๆครั้ง รถหรูคันเดิมจอดรอเย่จื่ออยู่ที่หน้าร้านแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เย่จื่อดึงมือเซียวปินขึ้นนั่งบนรถด้วยกัน จนเมื่อรถแล่นไปจอดหน้าอาคารที่จางยีจื่อพักอยู่ เซียวปินจึงลงจากรถ

        “พี่ปิน ฝันดี”

        “ฝันดี”

        เซียวปินเดินจนถึงหน้าห้องจางยีจื่อ จึงเคาะไปที่ประตู  ผู้มาเปิดเป็นหญิงอายุประมาณห้าสิบคนหนึ่ง เธอมองเซียวปินนิดหนึ่ง กล่าวถาม “คุณคือเซียวปิน?”

        “อ้อ…สวัสดีครับ ผมเอง”

        “ฉันเป็นแม่บ้านของที่นี่ นี่เป็นห้องที่จางเหล่าเพิ่งซื้อ เขาให้ฉันมาดูแลความสะอาดและทำอาหารที่นี่…เมื่อกี้คุณจางบอกว่าคุณจะมา รีบเข้ามาเถอะค่ะ”

        เซียวปินคิดนินทาในใจ ตาเฒ่านี่รวยจริง  มาอยู่เจียงเฉิงแค่ไม่กี่วันก็ต้องซื้อคอนโดเอาไว้ด้วย แถมยังจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดให้อีก เขาคิดไป พลางก็เปลี่ยนรองเท้าไปด้วย

        จางยีจื่อเดินออกมาจากห้องหนึ่งบนชั้นสอง ก่อนจะมองเซียวปินด้วยสีหน้าจริงจัง กล่าว “เสี่ยวปิน  เข้ามาในห้องฉันหน่อย”

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม