0 Views

        เปาเอ่อตุนและเปาเอ่อไถ สองพี่น้องตั้งแต่หัวจรดเท้า มีเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวเท่านั้นที่ยังครบสมบูรณ์อยู่  ทั้งสองวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกจากร้านด้วยสภาพร่างโชกเลือด แต่เพิ่งออกมาได้ไม่ทันไร ก็ชนเข้ากับเอ้อหั้วที่เพิ่งกลับจากจ่ายตลาดเข้าอย่างจัง จนผักในมือเอ้อหั้วหล่นกระจุยกระจายเต็มพื้นไปหมด

        “ผัก…ผักของเรา”

        สองพี่น้องเปากำลังโมโหอยู่พอดี  พวกเขาสู้เซียวปินไม่ไหว แต่ถ้าเป็นเจ้านี่ล่ะก็…  และเอ้อหั้ว ก็กลายเป็นหุ่นระบายในสายตาพวกเขาไปทันที พวกมันตวาดด่า “แม่มึงดิ ตามึงบอดไปแล้วหรือไงวะ มองไม่เห็นว่ามีคนเดินมาหรือไง? น้องสอง อัดมันให้เละไปเลย!”

        เปาเอ่อตุนและเปาเอ่อไถลงมือจู่โจมเอ้อหั้วพร้อมกัน หมัดพวกมันดั่งเม็ดฝน หล่นลงใส่ร่างเอ้อหั้วทั่วไปหมด

        ปัง ปัง ปัง ปัง

        เสียงของหมัดที่ปะทะเข้าร่างดังให้ได้ยินอยู่ไม่ขาด จนเมื่อพวกมันต่อยไปได้พักหนึ่ง ทั้งสองก็หยุดลง พลางลูบที่หมัดตัวเองแล้วร้องไห้โฮ เปาเอ่อไถร้องไห้ไปพลางก็ตะโกนก้อง “พี่  ไอ้หนุ่มนี่ร่างมันทำมาจากเหล็กหรือไง….วันนี้ ตอนออกจากบ้านพวกเราต้องไม่ได้ดูฤกษ์ดูยามให้ดีก่อนแน่เลย…”

        เปาเอ่อตุนยิ่งร้องฟูมฟายจนน้ำมูกน้ำตาผสมกันไปหมด “ฉันบอกแกแล้วใช่ไหม ก่อนออกมาทำงานให้ดูฤกษ์ดูยามดีๆก่อน  แต่แกก็เอาแต่บอกว่างมงาย เป็นไงล่ะทีนี้…ยังจะมายืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบไปอีก…”

        เปาเอ่อตุนและเปาเอ่อไถวิ่งออกไปได้ไม่เท่าไหร่ เอ้อหั้วก็สอดมือทั้งสองข้างจับหมับไปที่คอเสื้อพวกมันคนละข้าง ก่อนจะยกทั้งสองจนตัวลอยกลับมา

        เปาเอ่อตุนร้องไห้โฮ “ลูกพี่ครับ  พวกผมสู้ลูกพี่ไม่ได้ ปล่อยพวกผมกลับบ้านไปได้ไหม”

        เอ้อหั้วมองเขม็งตาโต กล่าวโกรธจัด “แม้เราจะเอ๋อไปบ้าง แต่เราก็ไม่ได้โง่ แม่เราเคยบอกไว้ ถ้าใครมาต่อยเราทีหนึ่ง ให้เราต่อยกลับไปสิบที”

        เปาเอ่อตุนตกใจจนเกือบฉี่ราด กล่าว “ลูกพี่ พวกเรารับหมัดพี่หลายหมัดขนาดนั้นไม่ไหวหรอก”

        “แต่แม่เราก็บอกอีก ว่าเรากินข้าวเยอะ กระเพาะก็กว้าง จิตใจก็ต้องกว้างไปด้วย เพราะฉะนั้น เราไม่ถือโทษพวกนายหรอก”

        “ขอบคุณ…ขอบคุณครับพี่”

        “เราต่อยพวกนายแค่คนละทีก็พอ”

        “งั้น…งั้นพี่ก็ควรจะยอมรับ…อึก…” เปาเอ่อตุนยังไม่ทันได้พูดจบ ก็โดนต่อยเข้าที่กลางอกเสียแล้ว เปาเอ่อไถเบิกตากว้าง เมื่อเห็นพี่ชายกระอักเลือดออกมามากมาย ก่อนจะปลิวเป็นเส้นพาราโบลาออกไป ดั่งลูกกอล์ฟที่ถูกใครตี ก่อนเปาเอ่อตุนจะร่วงหนักๆลงสู่พื้นดินที่ไกลออกไปถึงสิบเมตรกว่าๆ

        เปาเอ่อไถตะลึงอ้าปากค้าง “เชี่ย…ตีกอล์ฟหรือไง… อึก…”

        เปาเอ่อไถก็กระอักเลือดออกมาอึกใหญ่ จนน้ำจากถุงน้ำดีแทบจะเล็ดออกมาจากการต่อยนั้น จากนั้น ร่างเขาก็ลอยออกไปราวขนนกลอยในอากาศ เขาลอยออกไปไกลและสูงกว่าพี่ชาย ก่อนจะตกลงสู่พื้นดินหนักๆ

        ตุ้บ บ บ

        สองพี่น้องตระกูลเปานอนนิ่งหายใจโรยรินอยู่บนพื้น  ชายหน้าตาดีคนหนึ่งเดินผ่านมาทางนั้นพอดี เขาทันได้เห็นตอนชายคนน้องร่วงลงมาพอดี เมื่อเห็นชายหน้าตาห่ามเถื่อนที่สวมแค่กางเกงชั้นในร่วงลงมานอนกองกับพื้น เขาจึงรีบร้อนต่อสายไปยังหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่รู้ว่าร้อนรนหรือกำลังตื่นเต้นอยู่กันแน่ “ฮัลโหล  หน่วยแพทย์ฉุกเฉินหรือเปล่าครับ? รีบเอารถพยาบาลมาเร็วเข้า…ใช่ครับ  ที่ๆผมอยู่ตอนนี้คือแถบจินซา… เมื่อสักครู่เพิ่งมีตัวประหลาดตัวหนึ่งตกลงมาจากท้องฟ้าครับ…อืม…ตามตัวไม่มีขน  รูปร่างคล้ายลิง…ตอนนี้มันสลบไปแล้ว  พวกคุณรีบส่งคนมารับเถอะครับ…”

        เอ้อหั้ว เมื่อได้แก้แค้นสาสมแล้ว จึงเก็บผักบนพื้นใส่ในถุง แล้วหิ้วถุงกลับมายังร้านบะหมี่ ในปาก ก็ยังกล่าวก้องจนแสบแก้วหู “ฮ่าๆๆ พี่ปิน พี่รู้ไหม เมื่อกี้เราเพิ่งเจอไก่โง่สองตัวมา  พวกมันออกมาวิ่งไปวิ่งมาโดยที่ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย…”

        เมื่อเอ้อหั้วเห็นว่าเซียวปินและเย่จื่อกำลังจูบกันอยู่ เขาก็รีบโยนผักในมือลงพื้น ยกมือขึ้นปิดหน้า ก่อนจะหมุนตัวกลับ หันหลังให้เย่จื่อและเซียวปิน  แล้วตะโกนกล่าว “โอ้แม่เจ้าโว้ย… เรามองอะไรไม่เห็นเลยนะ!”

        เดิมเป็นฉากที่สวยงามน่าประทับใจแท้ๆ  กลับมาโดนเอ้อหั้วทำเสียจนกลายเป็นฉากตลกไปได้…

        เมื่อเย่จื่อและเซียวปินผละออกจากกัน ทั้งสองไม่มีเวลามาเขินอายอีกต่อไป เซียวปินมองเย่จื่อแววตาลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะคลายอ้อมแขนออก แล้วเดินไปหยุดอยู่หลังเอ้อหัว ก่อนตบบ่าเรียกเขาเบาๆ พลางกล่าวกับหวังกุ้ยจือ “น้าหวังครับ  เอ้อหั้วเขาขยันทำงานหนักได้มากขนาดนี้ เป็นต้นแบบการทำงานของพวกเราชัดๆเลย เมื่อเป็นแบบนี้ก็หาอะไรให้เขาทำมากขึ้นอีกสักหน่อยดีไหม”

        นี่มันอ้างชื่องานแก้แค้นกันชัดๆ ทุกคนหัวเราะร่วนขึ้นมาอีกครั้ง

        ทั้งที่เหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเหตุการณ์อันตราย แต่พวกคนภายนอกกลับมองว่าเป็นเรื่องน่าดูชมเสียอย่างนั้น ดังนั้น  กิจการทางร้านไม่เพียงไม่เสียหาย แต่ชื่อพ่อครัวนักกังฟูยังถูกเล่าต่อๆกันไปอีก คราวนี้ ร้านบะหมี่ซูจึงมีชื่อเสียงขึ้นได้อย่างแท้จริง กิจการทางร้านก็ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

        สองพี่น้องเปาช่างน่าอนาถนัก หลังจากโดนเซียวปินจัดการเสียจนบาดแผลเต็มตัว ยังไปโดนเอ้อหั้วเพิ่มแผลภายนอกมาให้อีกต่อ  หลังทั้งสองถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล คนสนิทของเทพธิดาฯ ‘Tiger’ ก็ตามมายังโรงพยาบาลเช่นกัน เมื่อได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากสองพี่น้อง เขาก็เดินทางกลับไปรายงานเรื่องราวทั้งหมดต่อเทพธิดาดอกพิโอนี

        เทพธิดาฯนั่งอาดอยู่บนบัลลังค์ราชาสวรรค์ เมื่อได้ฟังรายงานจากไทเกอร์ จึงกล่าวน้ำเสียงยั่วยวนระคนวิตก “เจ้าไร้ประโยชน์สองคนนั่นเชื่อปักใจว่าเซียวปินเป็นนักอั้นจิ้นงั้นหรอ?”

        ไทเกอร์ขานตอบเสียงดัง “เชื่อปักใจครับ”

        ชายชื่อไทเกอร์เป็นชายร่างกำยำ ร่างกายเต็มไปด้วยพละกำลัง เขาอายุสามสิบกว่าๆ แต่งกายด้วยชุดแขนขาสั้น ในตาเปลือยเปล่าเป็นประกาย ดูก็รู้ว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง

        เทพธิดารำพึงกับตัวเอง “เซี่ยหลุนคิดว่าในเจียงเฉิงมียอดนักหมิงจิ้นอยู่แค่ไม่กี่คน แต่ความจริงแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่แบบที่เขาคิด… …อำนาจและความสามรถของพวกเราราชาสวรรค์ทั้งสี่ หาใช่คนอย่างเขาจะมาประมาณได้  หากมันเป็นแค่ยอดนักหมิงจิ้น แม้ฉันจะให้ความสำคัญมาก แต่ก็ยังมั่นใจว่าเอาชนะมันได้โดยไม่ต้องบาดเจ็บเสียหายอะไรเลยแม้แต่น้อย  แต่นี่เขากลับเป็นอั้นจิ้น…”

        “ท่านเทพ… พวกเราจำเป็นต้องมีปัญหากับยอดฝีมือนักอั้นจิ้นด้วยหรอครับ?” ไทเกอร์

        เทพธิดาฯกล่าวเสียงเบาหวิว หากแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “รับเงินเขามาก็ต้องช่วยกำจัด… ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้เราก็รับเขามาแล้ว ยังจะคืนได้อีกหรือไง? สองพี่น้องตระกูลเปานั่นก็เป็นคนของฉัน พวกคนในวงการใต้ดินทั้งหลายก็รู้กันหมด ถ้าสองพี่น้องนั่นโดนอัดมา แล้วฉันถอยหดหัวไป ในอนาคตฉันยังจะมีที่ยืนในเจียงเฉิงอีกหรอ?”

        ไทเกอร์กล่าว “ครับ กระผมคิดไม่ถี่ถ้วนเอง”

        “อืม…ไทเกอร์ นายก็นับเป็นยอดฝีมือขั้นสูงสุดในเจียงเฉิงแล้ว นายอยู่ระดับหมิงจิ้นชั้นสูงสุด ในเจียงเฉิง คนที่เอาชนะนายได้ก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น เดิม ฉันยังคิดว่าจะส่งนายไปจัดการ แต่ตอนนี้…. ถ้าเซียวปินเป็นนักอั้นจิ้นจริงๆล่ะก็ หากสู้กันตัวต่อตัว นายก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเหมือนกัน…” จู่ๆเทพธิดาก็หัวเราะครืนออกมา “เขาเป็นคนยังไงกันแน่นะ ฉันเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิ…”

        จู่ๆ ชายตาบอดก็เดินออกมาจากในมุม กล่าวเสียงต่ำหนัก “พิโอนี ให้ฉันไปเจอเขาเถอะ”

        “นายจะไป?”  เทพธิดาฯแสดงท่าทางยั่วยวน น่าเสียดาย ที่ชายคนนี้ไม่สามารถมองเห็นมันได้ ทว่า เขายังคงได้ยินเสียงของเธออยู่ “นายมองเห็นเขาได้งั้นหรอ? เหอะๆ…”

        เทพธิดาหัวเราะเสียงเย้ายั่วยวน คำพูดแต่ละประโยคที่เธอพูดออกมา ราวมีดคมกรีดเชือดเฉือนทิ่มแทงเข้าไปในตัวเขา จนเขาบาดแผลทั่วร่าง เลือดสดโชกกาย

        ทว่าชายคนนี้กลับชินเสียแล้ว เขายังคงยืนนิ่งรอคำตอบอย่างสงบ เขารู้ดีว่าเทพธิดาฯพูดประโยคพวกนั้นเพื่อทำร้ายจิตใจเขาเพียงเท่านั้น ยังไงเสีย คำตอบที่แท้จริงก็ยังไม่ได้ออกจากปากเธอ

        และเป็นดังที่คิด เมื่อหัวเราะจบ เทพธิดาฯจึงพูดเย็นเยียบ “จูหมิงหยี่  อย่าวู่วามลงไม้ลงมือเด็ดขาด เจ้าคนชื่อเซียวปินคนนี้เป็นคนเฉียบขาด ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น  อย่าลืมว่าชีวิตนายเป็นของฉัน…”

        จูหมิงหยี่สีหน้าเปลี่ยนไป  เขาแสดงสีหน้าโล่งใจ และในความโล่งใจก็ราวจะมีความยินดีแฝงอยู่ด้วย เขาโค้งนอบน้อมกล่าว “ฉันรู้แล้ว”

        จูหมิงหยี่ก้าวถอยออกไปทีละก้าว ไทเกอร์มองดูชายตาบอดที่อยู่ข้างกายเทพธิดาฯตลอดผู้นี้ แม้จูหมิงหยี่จะมองไม่เห็นเขา แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงแววตาดูถูกแต่อย่างใด กลับกัน เมื่อมองเข้าไปนัยน์ตาเขา ก็จะสามารถสัมผัสได้…. เขาระแวงระวังชายคนนี้มาก  ทั้งยังมีความเกรงกลัวต่อเขาด้วย

        ระดับหมิงจิ้นก็ถือเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งแล้ว แต่ขนาดยอดนักหมิงจิ้นอย่างไทเกอร์ก็ยังเต็มไปด้วยความกลัว และระแวงระวังในตัวเขา  พอจะเห็นได้แล้ว ว่าเขาซ่อนฝีมือเก่งกาจเอาไว้มากขนาดไหน

        ฉายาพ่อครัวนักกังฟูถูกเล่าลือไปทั่วทุกหนแห่งแค่ในเวลาเพียงสองชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น บัดนี้ กิจการทางร้านดีขึ้นมาก คนไม่น้อย เข้าร้านมาก็เพื่อดูเซียวปินทำเส้นราเม็งเท่านั้น และบางก็ยังไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เห็นคนเข้ามากัน ก็ตามเข้ามาด้วย คล้อยไปตามฝูงคนเท่านั้น

        “ดูสิ กังฟูเขาดีแค่ไหน”

        “นั่นสิ  เอากังฟูมาผสานเข้ากับการทำอาหารได้ คนๆนี้ต้องเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์แน่ๆ”

        “เฮ้อ… สมกับคำที่ว่ายอดฝีมือมักอยู่ในคนธรรมดาจริงๆ”

        ความจริงแล้ว พวกเขาไม่เข้าใจบ้าอะไรเลย!

        แม้ผู้พูดจะไม่รู้อะไรเลยก็ตาม แต่เย่จื่อก็ยังรู้สึกชอบฟังมากอยู่ดี มากกว่าเซียวปินชอบเสียอีก ใครจะไม่ชอบให้ผู้คนชมผู้ชายของตัวเองกันล่ะ

        เมื่อทำงานวุ่นวายกันมาตลอดช่วงบ่าย หวังกุ้ยจือก็ก้าวออกมาประกาศสดใส “ขออภัยด้วยนะจ๊ะ วันนี้ราเม็งสูตรเด็ดของเราพอแค่นี้แล้ว ถ้าใครอยากกินค่อยมาใหม่วันพรุ่งนี้นะจ๊ะ  แต่ทางร้านเราก็ยังมีอาหารอร่อยๆอย่างอื่นอยู่นะทุกคน”

        เซียวปินเช็ดเหงื่อ กล่าวกับเย่จื่อ “เย่จื่อ เธออยากกินอะไรไหม?”

        ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว เย่จื่อคิดพักหนึ่ง กล่าวยิ้ม “ออกไปทานอาหารยุโรปกัน สเต็กเนื้อ…”

        “เอาสิ!” เซียวปินหัวเราะตกลง ก่อนทั้งสองจะเดินกลับเข้าไปในครัว ต่างฝ่ายต่างเดินเข้าห้องไปคนละห้อง แล้วเปลี่ยนเครื่องแบบทำงานออก เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็เดินออกจากห้องมา ก่อนเซียวปินจะตาเป็นประกาย เย่จื่อในชุดเดรสสีขาวนั่น ช่างเจิดจรัสมากเกินไปแล้ว เขาคิดไปพลาง หัวใจก็พลันสั่นไหวไปด้วย

        เย่จื่อหมุนตัวอยู่กับที่หนึ่งรอบ ก่อนจะมองเซียวปินที่ชะงักค้างอยู่ตรงหน้า พลางรู้สึกดีใจ ได้ใจ และมีความสุขขึ้นมา เธอกล่าวหัวเราะพอใจ “ฉันสวยใช่ไหมล่ะ? เลิกทำหน้าเคลิบเคลิ้มได้แล้ว ไปกินข้าวกัน”

        “ใครเคลิ้ม?” เซียวปินกลืนน้ำลายลงคอ “ฉันกลับรู้สึกว่า ตอนฉันสั่งสอนพวกสองพี่น้องนั่นวันนี้ ใครก็ไม่รู้ ยืนเคลิ้มน้ำลายไหลอยู่ข้างๆแน่ะ!”

        เย่จื่อกระทืบเท้ารัว กล่าวเสียงงอน “หน้าไม่อาย เค้าเปล่าน้ำลายไหลซะหน่อย”

        เซียวปินหัวเราะกล่าว “งั้นเธอก็ยอมรับว่าเคลิ้มแล้วล่ะสิ”

        เซียวปินโดนมือสวยหยิกเข้าที่แขน ก่อนมือนั้นจะบิดมันแรงๆ ตามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเย่จื่อ เธอกล่าว “อย่ามาหาว่าฉันไม่ได้เตือนพี่นะ ต่อไปจำเอาไว้ให้ดีด้วย  ผู้ชาย อย่าเอาเหตุผลมาเถียงกับแฟนรู้ไหม เพราะถ้าแพ้ ก็จะกลายเป็นตัวเอง ที่ไม่มีเหตุผล แต่ถ้าชนะ ก็จะโดนอัดแบบนี้แหละ…”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม