0 Views

ผสมแป้ง นวดแป้ง ตัดแป้ง หั่นแป้ง เขาทำเสร็จเพียงอึดใจ

แม้เซียวปินจะทำมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่พวกหลี่หงก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองเขาตาเป็นประกายทุกครั้ง นี่มันงานศิลปะชัดๆ

ทักษะการทำราเม็งของคุณพ่อซูเสียวเสี่ยวก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเซียวปินเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่า ขณะทำกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นศิลปะเยี่ยงเซียวปินเลย ..หากแต่ คนทั่วไปกลับไม่รู้ ว่าเซียวปินได้ผสานมวยไทเก๊กเข้าไปในการทำเส้นราเม็งด้วย

ดึงง้าง ลากเส้น บีบอัด กดย้ำ จัดรูป แนบแบน ใช้แรงศอก โน้มพิงกด

ใช้ความนุ่มนวล สยบความแข็งแกร่ง  ใช้ความนิ่ง รอจังหวะเคลื่อนไหว  ใช้สิ่งที่เล็ก เอาชนะสิ่งใหญ่  ใช้ความอ่อน เอาชนะความกระด้าง ส่งต่อทั้งความนุ่มนวลและความแข็งแรงไปยังก้อนแป้งนั้น…

เซียวปินได้ถ่ายทอดทักษะไทเก๊กที่สุดแสนจะลึกล้ำลงไปในเส้นราเม็งด้วย เขาทำจนได้เส้นยาวที่สมบูรณ์แบบ ก่อนจะวางพวกมันลงหม้อไป  ชายแฝดอายุสามสิบกว่าๆสองคน นั่งอยู่กลางร้านบะหมี่ เมื่อเห็นฝีมือที่สุดแสนจะเหนือชั้นของเซียวปิน ทั้งสองก็ตะโกนชื่นชมออกมาพร้อมกัน

ทั้งสองหน้าตาเหมือนกันมาก ปากพวกมันแหลมออก ทั้งตัวยังผอมกระหร่องกระแหร่งอีก บนริมฝีปากทั้งสองยังมีหนวดจิ๋วสองเส้นอยู่ด้วย  ตอนพวกเขาร้องชื่นชม เสียงที่ออกมาทั้งแหลมและเล็ก ราวกับขันทีที่เดินออกจากวังโบราณมายังไงยังงั้น  ช่างน่าขนลุกเสียจริง

สายตาของทุกคนในร้านถูกชายแปลกๆสองคนนี้ดึงดูดไปจนสิ้น เซียวปินเองก็หันไปมองพวกเขาแวบหนึ่ง ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

เย่จื่อเดินนำผ้าหนูเข้ามา ก่อนจะเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้เซียวปิน

“เฮ้ย… ไทเก๊กแกใช้ได้เลยนี่ เสี่ยเนี่ย มีเงินล้นเหลือเลย  มาแสดงมวยไทเก๊กให้พวกเฮียดูสนุกๆสักหน่อยซิ”

ชายร่างผอมหนึ่งในนั้นหยิบแบงค์ร้อยหยวนออกมาใบหนึ่ง ก่อนจะโยนลงบนโต๊ะ ร้องเสียงสูง

เซียวปินมองอีกฝ่ายนิดหนึ่ง ราวไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่อีกฝ่ายดูมวยไทเก๊กตนออกเลยแม้แต่น้อย  เขากล่าวเสียงเรียบ “ไม่เลวนี่ ดูออกด้วยว่าฉันประสานไทเก๊กเข้าไป แต่ฉันรู้สึกว่าไทเก๊กเมื่อครู่ของตัวเองก็แค่งั้นๆ แสดงว่าสายตาพวกนายก็แค่นั้น ไม่ได้ดีอะไรเลย”

“โอโห่เฮ้ย..”  ชายผู้นี้สวมรองเท้าผ้าๆเก่าๆขาดขณะนั่งยองๆอยู่บนเก้าอี้ เขามองเซียวปินแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะกล่าว “เอ้อเฮ้ย… เจ้าหนุ่ม ปากกล้าดีนี่  ลูกพี่แก…ฉันน่ะชื่อเปาเอ่อตุน ส่วนไอ้นี่ ชื่อเปาเอ่อไถ เมื่อฟังคำพูดแกแล้ว พวกเราก็อยากจะลองดูวิชาไทเก๊กที่ไม่ธรรมดาของแกเสียแล้วสิ ว่ามันจะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว”

เซียวปินหัวเราะร่วน “น้องหง ไปยกแป้งมาซิ”

หลี่หงไม่รู้ว่าเซียวปินกำลังจะทำอะไรกันแน่ แต่ก็ยังไปยกแป้งและน้ำออกมาจากครัวตามคำสั่ง หวังกุ้ยจือเองก็เดินตามเข้ามาจากประตูด้านหลังเช่นกัน ดูเหมือนเธอเองก็ได้ยินว่ามีคนมาหาเรื่องในร้านแล้ว

หลายวันที่ผ่านมาก็มีแต่เรื่องมีแต่ราวจริงๆนั่นแหละ ถ้าไม่ใช่คนโน้นหาเรื่อง ก็เป็นคนนี้ทำเรื่อง ไอ้สองพี่น้องฝาแฝดหน้าห่ามตรงหน้านี้ ดูก็รู้ว่ามาเพื่อหาเรื่องกันชัดๆ ไม่รู้ว่าเซียวปินจะจัดการกับเรื่องนี้ได้ยังไง

เมื่อน้ำและแป้งยกมาวางตรงหน้า เซียวปินก็ผสมน้ำลงในแป้งด้วยปริมาณที่พอดี ผสมแป้งไปพลาง พลางก็ชายตามองสองพี่น้องแฝดไปพลาง ก่อนหัวเราะกล่าว “จะมาลองทักษะไทเก๊กของฉันก็ย่อมได้ แต่แค่นายคนเดียวไม่พอหรอกนะ ต้องเป็นพวกนายทั้งสองคนเข้ามาพร้อมกัน”

เปาเอ่อตุนตบไปที่โต๊ะ ตวาดโกรธ “ไอ้หนุ่ม มึงดูถูกลูกพี่เปามึงหรอ?”

เซียวปินหัวเราะ “ฉันไม่ได้จะดูถูกพวกแก แต่ไทเก๊กของฉันมีจุดเด่นอยู่อย่าง คือเมื่อเจอแกร่งจึงแกร่ง เมื่อเจออ่อนจึงตามอ่อน ถ้าแกเข้ามาแค่คนเดียว งั้นมวยไทเก๊กที่ออกไปคงจะอ่อนหัดมาก จนแม้แต่เด็กประถม ฉันก็ยังเอาชนะไม่ได้เลย แล้วแบบนั้นมันจะไปสนุกอะไรล่ะ”

เปาเอ่อตุนกล่าว “งี้ค่อยว่าไปอย่าง”

เย่จื่อหลุดหัวเราะ เช่นเดียวกับคนทั้งร้านที่ก็หัวเราะตามไปด้วย ครานี้พวกมันจึงเพิ่งตั้งสติระลึกได้ แบบนี้ก็เท่ากับด่าพวกมันว่าฝีมืออ่อนหัดกว่าเด็กประถมน่ะสิ

เปาเอ่อตุนหน้าถอดสี นัยน์ตาประกายดุ กล่าวเสียงแหลม “ในเมื่อแกพูดแบบนี้ งั้นพวกเราก็จะเข้าไปพร้อมกันทั้งสองคน แต่มีดและดาบคมกริบไร้ตาที่จะมองเห็นได้  แกระวังตัวเองจะเผลอตายไปโดยเสียเปล่าแล้วกัน”

สองฝาแฝดต่างก็ชักมีดคมกริบบออกมา ลูกค้าภายในร้านเมื่อเห็นดังนั้น ก็รีบหลบกันไปคนละทิศคนละทาง ทว่ากลับไม่มีใครวิ่งออกจากร้านไปเลย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องการจะดูฉากต่อสู้ที่น่าสนใจนี้ไปจนจบ

เย่จื่อขมวดคิ้ว กล่าว “พี่ปิน พวกมันเตรียมตัวมา ตั้งใจมาหาเรื่องเรา”

“ฉันรู้” เซียวปินฉีกยิ้มมั่นใจ ก่อนจะเริ่มนวดแป้ง แฝดทั้งสองมองตากันแวบหนึ่ง ก่อนตะโกนปลุกใจดังลั่น พลางถือมีดวิ่งเข้าหาเซียวปิน

หากฆ่าเซียวปินได้ ทางเบื้องบนก็จะให้เงินก้อนใหญ่กับพวกเขา  เพื่อที่พวกเขาจะได้หลบออกไปก่อน แต่เพียงไม่นาน ก็จะกลับมาได้อีกครั้ง

จุดประสงค์ในการมาครั้งนี้มีเพียงหนึ่งเดียว… …ฆ่า!

เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีได้วางหมากตัวแรกเอาไว้แล้ว แสร้งเป็นวิวาท แล้วพลั้งมือฆ่าเซียวปิน ทำให้เกิดการนองเลือด… หากครั้งนี้ทำสำเร็จ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของสองพี่น้องเปานั่น ไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น และทางราชาสวรรค์ฯ จะเป็นคนหาลู่ทางให้พวกมันหลบหนีออกไปก่อน  แต่หากไม่สำเร็จตามที่คิด ครั้งนี้ก็ถือเป็นการทดสอบฝีมือเซียวปิน เธอเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าเขาจะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว…

สองพี่น้องตระกูลเปาเป็นยอดนักหัดกระดูกชั้นสูง และเป็นคนของเทพธิดาฯ  พวกเขาห่างจากขั้นหมิงจิ้นเพียงอีกนิดเดียวเท่านั้น  และเพราะเป็นพี่น้องท้องเดียวกันทั้งยังเป็นแฝดเหมือน พวกเขาจึงเข้าขาและรู้ใจกันมากกว่าคนทั่วไป จนแม้คู่ต่อสู้จะเป็นนักหมิงจิ้นชั้นสูง  พวกเขาก็ไม่เคยกลัว เพราะทั้งสองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านักหมิงจิ้นเลยแม้แต่น้อย

ทั้งสองบุกเข้าโจมตีเซียวปินซ้ายคนขวาคน คนบนคนล่าง

…ทั้งสองมีวิธีการต่อสู้ที่เข้าขากันมาก พวกเขาแบ่งงานกันซ้ายขวา ปิดล้อมทุกทางที่พอจะถอยได้ของเซียวปินไปจนหมดด้วยเวลาเพียงแวบเดียว  น่าเสียดาย  เซียวปินไม่ได้คิดจะถอยอยู่แล้วตั้งแต่แรก เพราะเย่จื่ออยู่ข้างกายเขา เขาจึงไม่สามารถถอยไปไหนได้ และเขาก็ไม่จำเป็นต้องถอยไปไหนด้วย

เซียวปินสอดมือเข้าไปในแป้งแห้งๆที่ยังไม่ได้ผสม แล้วหยิบแป้งเป็นกำ ก่อนจะสาดมันออกไป แป้งเนื้อละเอียดเล็กนั่น เมื่อพุ่งออกไปกลับมีเสียงตัดผ่านสายลมหวีดหวิวราวเป็นอาวุธลับชนิดหนึ่ง สองพี่น้องตระกูลเปายกชายเสื้อขึ้นก่อนจะปัดไปมาป้องกันตัวเองไว้ พลางพากันรุดถอยหลังไป จนเมื่อผงแป้งทั้งหมดถูกทั้งสองปัดป้องจนร่วงลงสู่พื้นดิน เซียวปินก็ตัดเส้นราเม็งเส้นยาวเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สองพี่น้องสบถคำหยาบออกมา ในใจรู้สึกเกรี้ยวโกรธหาใดเทียบ ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้พวกเขากลับไม่มีโอกาสแม้จะเข้าใกล้ เซียวปินหยิบเส้นราเม็งกำหนึ่งออกมาจากเส้นทั้งหมด แล้วออกแรงที่ข้อมือ ฟาดเส้นนั้นออกไป ก่อนเส้นทั้งหลายจะราวร่างแหปากใหญ่ พุ่งตรงไปยังสองพี่น้องเปาทันที

เปาเอ่อตุนตวาดด่า “ไอ้หนุ่ม เส้นราเม็งกำเดียวจะทำอะไรได้วะ?”

เปาเอ่อไถ น้องชายพุ่งตัวเข้าหาเซียวปิน พลางหัวเราะกล่าว “มันก็แค่ไอ้ไก่อ่อนไร้สมองตัวหนึ่ง…”

เปรียะ  เปรียะ

เส้นราเม็งเส้นยาวสองเส้นโค้งอ้อมมีดคมกริบ ก่อนจะตรงไปตบเข้าที่ปากผู้พูดอย่างจัง

เปาเอ่อไถเบิกตากว้าง กล่าวด่า “แม่งเชี่ย…”

เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ

เส้นราเม็งไม่รู้กี่เส้นต่อกี่เส้นฟาดลงบนตัวมันอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ใบหน้า หน้าอก ต้นขา ที่ไหล่ และที่หัว ทำเอามันรู้สึกเวียนหัวมึนงงจนแทบจะลืมทิศลืมทางไปหมด เปาเอ่อตุนเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าน้องชายเลย เส้นราเม็งในมือเซียวปินดั่งหวายยาว ฟาดไปยังพวกมันอย่างต่อเนื่อง จนเสื้อผ้าที่สวมใส่เริ่มขาดแหว่ง ที่ตัวและที่หน้า ต่างก็เต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด จนในที่สุดทั้งสองก็วิ่งเข้ากอดกัน แต่ก็ยังไม่สามารถหลบหนีจากเส้นราเม็งของเซียวปินไปได้อยู่ดี ทั้งสองได้แต่กระโดดหลบหนีไปทั่ววงแหวนแห่งเส้นราเม็งที่ปกคลุมทั้งสองเอาไว้ ราวกับพวกลิงในโรงละครสัตว์ก็ไม่ปาน

เมื่อทั้งสองต่างก็เหนื่อยอ่อน จนไม่สามารถจะกระโดดหลบหนีได้อีกต่อไป  จึงล้มลงบนพื้นด้วยสภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล เซียวปินเก็บเส้นราเม็งกลับเข้าในถ้วยใหญ่ดังเดิม ก่อนจะก้มดูเหล่าราเม็งเปื้อนเลือดในมือ จากนั้นจึงถอนหายใจออกมา กล่าวรำพึงรำพันกับตัวเอง “เส้นพวกนี้เปื้อนเลือดสกปรกไปหมด กินไม่ได้อีกแล้ว…น้าหวังครับ ช่วยเอาไปเททิ้งที่ในครัวให้ที แล้วก็ฝากล้างถ้วยใหญ่นี้ไปด้วยเลยนะครับ”

“อา…ได้…ได้” หวังกุ้ยจือยังคงตาลายเพราะเส้นทั้งหลายเมื่อครู่ กระบวนท่าที่น่ามหัศจรรย์เช่นนี้  เธอเพียงเคยเห็นในละครโทรทัศน์เท่านั้น ในชีวิตจริงก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี่แหละ

เย่จื่อดวงตาเป็นประกายแวววาว กล่าวอย่างตื่นเต้น “ใช้กลีบดอกไม้ทำร้ายคน ใช้เส้นบะหมี่เป็นอาวุธ ส่งผ่านแรงจากข้อมือไปจู่โจมคู่ต่อสู้ นี่มันเป็นขั้นสูงสุดของระดับอั้นจิ้นเลยไม่ใช่หรอ?”

เปาเอ่อตุนเบิกตากว้าง ก่อนจะกระอักพ่นเลือดสีแดงสดออกจากปาก เขาตะเกียกตะกายยืนขึ้นด้วยร่างกายสั่นเครือ ก่อนจะพูดเสียงสั่นด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “อั้นจิ้น… เป็นถึงอั้นจิ้นในตำนานเลยงั้นหรอ”

ฝึกลมปราณ หัดกระดูก หมิงจิ้น อั้นจิ้น ฮว่าจิ้น  นี่คือระดับขั้นของยอดฝีมือในตำนานห้าขั้น…

ฝึกลมปราณเป็นขั้นแรก เป็นขั้นตอนในการฝึกพละกำลัง ไหวพริบ และสัมผัสต่างๆ เมื่อฝึกจนมาถึงระดับหนึ่งแล้ว จะสามารถเดินทางได้หลายสิบลี้ต่อวัน โดยไม่เปลี่ยน แม้เพียงสีหน้าด้วยซ้ำ

ขั้นที่สองเป็นขั้นหัดกระดูก  ผู้ที่สำเร็จขั้นนี้ จะมีร่างกายแข็งแกร่งยิ่งหิน  และสามารถทลายก้อนอิฐได้ด้วยเพียงมือเปล่า

หมิงจิ้นเป็นขั้นที่สาม เป็นการรวบรวมศาสตร์ทั้งสองก่อนหน้าเข้าด้วยกัน เป็นการฝึกที่ยืนยันว่าเป็นผู้สำเร็จในศาสตร์วิชาด้านความแข็งแกร่งแล้วอย่างแท้จริง ถือเป็นการก้าวกระโดดเหนือไปอีกขั้น แม้จะไม่สามารถต้านทานมีดดาบและกระสุนได้ ทว่า หากเป็นหมัดและเตะธรรมดา ก็ยากที่จะทำอันตรายผู้ฝึกให้บาดเจ็บได้

ส่วนขั้นอั้นจิ้น… หากจะกล่าวว่าหมิงจิ้นเป็นศาสตร์วิชาแห่งความแข็งแกร่ง อั้นจิ้นก็คือศาสตร์แห่งวิชากำลังภายในนั่นเอง ในขั้นนี้ ผู้ฝึกสามารถโจมตีอีกฝ่ายได้ด้วยเพียงกำลังภายใน โดยไม่ต้องแม้แต่โดนตัวอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ และยังสามารถทำลายอวัยวะภายในศัตรูได้ด้วยเพียงฝ่ามือเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้ที่โดนเข้าไป ภายนอกจะไร้ซึ่งร่องรอยความบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้น …ศาสตร์อั้นจิ้น ในยุคสมัยนี้ นับเป็นขั้นที่ราวจะอยู่เพียงในตำนานเท่านั้น จึงไม่แปลก หากผู้ได้ฟังจะรู้สึกตื่นตกใจขึ้น…

ส่วนขั้นฮว่าจิ้น ขั้นนี้ ผู้ฝึกนับว่าเป็นปรมาจารย์ทั้งกำลังภายในและภายนอกเลยก็ว่าได้ …ผู้สำเร็จการฝึก จะสามารถเอาชนะกองทัพนักรบนับร้อยนับพัน และจะสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้โดยไร้ซึ่งร่องรอยใดๆทั้งสิ้น

หมิงจิ้นเป็นศาสตร์แข็ง  อั้นจิ้นเป็นศาสตร์อ่อน ส่วนฮว่าจิ้น เป็นศาสตร์ประสานทั้งอ่อนและแข็ง จึงทำให้ผู้ฝึกมีพละกำลัง และพลังมากมายมหาศาล

สองพี่น้องเปาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าหนุ่มในร้านบะหมี่ที่ดูไม่มีอะไรพิเศษเลยอย่างเจ้าหมอนี่ จะเป็นถึงยอดนักอั้นจิ้น ทั้งสองตกใจจนราววิญญาณออกจากร่าง พวกมันยันตัวลุกขึ้นด้วยร่างสั่นเครือ ก่อนจะวิ่งสุดชีวิตตรงไปยังประตูทางออก

เย่จื่อกล่าวขึ้น “ปล่อยเสือเข้าป่า?”

เซียวปินหัวเราะ กล่าว “ไม่ปล่อย แล้วฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะ เราไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันว่าพวกมันต้องการเอาชีวิตฉันได้เลยนี่… ปล่อยก็ปล่อยเถอะ ฉันว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร เมื่อได้รู้ฝีมือและระดับขั้นของฉัน พวกมันก็คงจะไม่กล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้วล่ะ”

ลูกค้าภายในร้านล้วนปรบมือแก่เซียวปินจนดังกระหึ่ม แม้พวกเขามองไม่เห็นอะไรๆที่ลึกซึ้งลงไป อย่างเซียวปินและเย่จื่อมอง แต่พวกเขาก็มองเห็นกระบวนท่าที่น่าอัศจรรย์ของเซียวปินเมื่อครู่ ซึ่งขณะนั้นพวกเขาต่างก็เอาแต่เบิกตากว้างชมมันเพียงเท่านั้น ช่างน่าเสียดาย ไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเอาไว้เสียด้วย

หลี่หงและจางจิ้งต่างก็กระโดดโลดเต้นพลางตะโกนกรีดร้องอย่างดีอกดีใจ กล่าว “พี่ปิน เมื่อกี้พี่ใช้วิชาอะไรไปน่ะ หล่อชะมัดยาดเลย พี่เป็นไอดอลตัวจริงในใจพวกเราจริงๆ”

เซียวปินกล่าว “ฉันยังไม่ลืมนะ ว่าตอนเย่เทียนหมิงมา พวกเธอแต่ละคนทำหน้าตาเคลิบเคลิ้มเพ้อฝันถึงเขายังไงกันบ้าง”

หญิงสาวทั้งสองหน้าแดง ก่อนจางจิ้งจะแลบลิ้นกล่าว “ก็ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าพี่จะเท่ขนาดนี้นี่ เย่จื่อ ถึงว่า เธอถึงได้มาคบกับพี่ปิน พี่นี่ เท่สุดๆไปเลย”

เย่จื่อยิ้มได้ใจ เธอยื่นหมัดเล็กๆออกไป ก่อนจะเขกเข้าที่หัวเซียวปินทีหนึ่ง  เซียวปินเมื่อโดนเขกก็ร้องอุทานขึ้น ก่อนจะคลำที่หัว  กล่าว “ทำอะไรเนี่ย?”

เย่จื่อหมุนหมัดเล่นไปมา ก่อนจะกล่าวดุราวลูกเสือตัวน้อยๆ พลางตวาดเล็กๆ “ดูเหมือนต่อไปต้องจับพี่เข้าไปขังไว้ในครัว ให้ทำราเม็งอยู่แค่ในนั้นแล้ว  ดูสายตาพวกเธอแต่ละคนที่มองพี่สิ สายตาแบบนั้นเนี่ยนะ…”

เซียวปินหัวเราะ ก่อนจะดึงเย่จื่อเข้าโอบเบาๆ กล่าวอ่อนโยน “หึงหรอ?”

เย่จื่อนัยน์ตาแฝงความเขินอาย กล่าวเสียงเล็ก “ใครที่ไหนเขาจะไปหึงพี่กันเล่า”

“งั้นก็ไม่เป็นไร…. ฉันจะเป็นคนยืนยันกับพวกเขาเอง  ทำให้พวกเขารู้ ว่าใครกันแน่ ถึงจะเป็นนายผู้หญิงตัวจริงของเซียวปินคนนี้”

เย่จื่อเขินผสมระแวง “ยังไง…ยืนยันยังไง?”

เซียวปินเลื่อนริมฝีปากเข้ามาใกล้เรื่อยๆ  ก่อนลมหายใจทั้งสองจะหอบถี่ขึ้น เซียวปินหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อมองริมฝีปากแดงชุ่มของเธอ …เมื่อมองนัยน์ตาทะเล้นผสมความเขินอายของเธอ  จู่ๆ เซียวปินก็รู้สึกลังเลขึ้นมาเสียอย่างนั้น ความรู้สึกคาดหวังและขลาดกลัวเช่นนี้ อาจเป็นความรู้สึกของชาย เมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงที่ตนรักก็เป็นไปได้

ขณะที่เซียวปินยังคงเอาแต่คิดลังเลอยู่นั้น จู่ๆ เย่จื่อก็เขย่งเท้าขึ้น ก่อนจะแนบริมฝีปากเธอลงกับเขา…

…ทั้งสองจูบเข้าด้วยกัน เซียวปินสัมผัสได้ถึงลิ้นหอมหวานของเธอ ที่ลอดเข้ามาภายในปากเขาเบาๆ ช่างอ่อนนุ่ม หวานละมุนเหลือเกิน

เซียวปินก็ยื่นลิ้นตัวเองออกไปบ้าง ขณะเดียวกันก็เปิดปากออก แล้วโอบอุ้มลิ้นนุ่มเธอไว้ในปากเบาๆ ก่อนทั้งสองจะแลกเปลี่ยนความหอมหวานและดื่มด่ำซึ่งกันและกัน

และฉากนั้น ถูกซูเสียวเสี่ยวที่เพิ่งก้าวผ่านประตูเข้ามาเห็นเข้าอย่างจัง เธอชะงักฝีเท้าลง พลันสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนเธอจะหมุนตัวแล้วเดินกลับออกไปทันที  โดยที่เซียวปินผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในจูบหอมหวานแห่งความสุขนั้น ไม่ได้รู้ถึงการมาเยือนของเธอเลย

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม