0 Views

        แน่นอนว่าเซียวปินไม่มีทางจะอดตาย อันที่จริง เมื่อกลับบ้านเขาก็อิ่มจนพุงกางแล้ว อย่างน้อยก็อิ่มเหล้าล่ะนะ  เพราะเขาดื่มเหล้ากับเย่เทียนหมิงจนดึกจนดื่น  พวกเขาต่างก็ดื่มเบียร์ไปมากกว่าคนละสิบขวด ก่อนเซียวปินจะเดินเมากลับบ้านนี่แหละ

        เมื่อถึงบ้าน พอแหงนมองนาฬิกาที่ผนังก็พบว่าเป็นเวลาห้าทุ่มกว่าๆแล้ว เซียวปินทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ก่อนจะหลับไปทั้งอย่างนั้นเลย

        เช้าวันรุ่งขึ้น อาจเป็นเพราะเมื่อคืนดื่มหนักมา วันนี้เซียวปินจึงตื่นนอนค่อนข้างสายกว่าปกติ เมื่อตื่นนอน เขาก็แหงนมองนาฬิกา ซึ่งบอกเวลาแปดโมงเช้าแล้ว บัดนี้ ซูเสียวเสี่ยวก็กำลังทำน้ำซุปในครัวอยู่

        เซียวปินเดินไปหา ก่อนจะถามแปลกใจ “เธอยังไม่ออกไปอีกหรอ?  ไม่ต้องไปเรียน? ลาบ่อยๆไม่ดีนะ…”

        “มีแฟนอยู่แล้วทำไมไม่ไปห่วงแฟนตังเองล่ะ มาวุ่นวายกับฉันทำไม…”  ซูเสียวเสี่ยวราวจะรู้สึกตัว ว่าการใช้คำพูดของตัวแลดูแปลกๆ จึงพูดเปลี่ยนประเด็น “วันนี้เป็นวันหยุด ฉันเลยจะทำน้ำซุปไปให้แม่”

        เซียวปินยิ้มกล่าว “คุณน้ามีลูกสาวที่กตัญญูแบบเธอ ท่านก็คงจะมีความสุขมากแล้ว”

        ซูเสียวเสี่ยวเหล่มองเซียวปินแวบหนึ่ง ถาม “วันนี้วันหยุด นายคงจะเตรียมออกไปเดทกับเย่เสี่ยวซีล่ะสิ”

        “ถ้าเธอไม่บอกฉันคงลืมไปแล้วนะเนี่ย” เซียวปินตาสว่างวาบ กล่าว “เดี๋ยวโทรหาเธอซะหน่อยดีกว่า”

        ยัยเด็กเย่จื่อนั่นช่างดึงดูดใจจริงๆ หลายวันมานี้ เซียวปินราวได้แช่ในอ่างน้ำผึ้งอย่างนั้นแหละ แค่ได้ยินชื่อเย่จื่อก็รู้สึกเหมือนหัวใจทั้งดวงจะหวานแหววไปหมด

        ซูเสียวเสี่ยวเขม่นขวางมองเซียวปิน กล่าวหน้าดุ “เซียวปิน ฉันต้องเตือนนายเอาไว้ก่อน”

        เซียวปินรีบหันไปสนใจเธอ ก่อนจะตั้งใจฟัง ถึงขั้นเรียกชื่อเต็มกันเลย เขาต้องไปทำอะไรให้เธอโมโหโดยไม่รู้ตัวแน่

        “อย่าทำให้กิจการของทางร้านต้องมาเสียหายเพราะเรื่องส่วนตัวของนาย ร้านบะหมี่ซูเป็นร้านที่พ่อแม่ฉันสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ที่พวกเราลำบากลำบนอยู่ทุกวัน ก็เพื่อจะทำร้านให้ดีขึ้น แล้วร้านนั่นก็ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อหาเงิน แต่นั่นเป็นผลของความลำบากเหน็ดเหนื่อยของพ่อแม่ฉัน เป็นสิ่งที่พวกท่านต้องแลกด้วยการละเลยฉันและพี่สาวมาหลายปีกว่าจะได้มา”

        เซียวปินเห็นซูเสียวเสี่ยวท่าทางเคร่งขรึม เขาเองก็ไม่กล้าเถียงปฏิเสธอะไรไป เพราะตั้งแต่เขารับปากจะดูแลร้านมา ก็มีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่เขาจะเฝ้าอยู่แต่ในร้านจริงๆ แม้จะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย หรือบางที ก็ยังเป็นเพราะเรื่องในบ้านซูด้วย แต่ตอนนี้ เรื่องของบ้านซูก็จบไปตั้งนานแล้ว  แล้วทั้งร้าน ก็ยังมีแค่เขาคนเดียวที่ทำราเม็งสูตรเด็ดเป็นอีก จะให้กิจการทางร้านมาเสื่อมเสียเพราะเขาไม่ได้เด็ดขาด

        ดังนั้น เซียวปินจึงยอมรับคำตำหนิอย่างละอายใจ เมื่อได้รับคำติจากผู้อื่น เซียวปินก็ยังพร้อมจะยอมรับได้เสมอ

        ซูเสียวเสี่ยวเมื่อเห็นเซียวปินไม่ได้เถียงกลับ จึงกล่าว “หึ…อันที่จริง นายถึงขนาดสามารถเชิญจางยีจื่อที่เป็นถึงหมอเทวดามารักษาแม่ฉันได้ นายเองก็น่าจะเป็นคนเก่งคนหนึ่ง ท่านถึงยอมเห็นแก่หน้านายบ้าง บางที การให้นายทำงานในร้านบะหมี่เล็กๆของเราอาจทำให้นายรู้สึกไม่ดี  แต่ถ้านายไม่อยากจะทำแล้ว นายก็บอกมาตรงๆเลยก็ได้”

        “ฉันยอมรับคำตำหนิและคำสั่งสอนจากเธอด้วยใจสำนึกละอาย  ครั้งต่อไป ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว” เซียวปิน

        เมื่อกล่าวจบ เซียวปินก็พูดยิ้มแย้มประจบ “งั้นเดี๋ยวฉันทำมื้อเช้าให้เป็นการไถ่โทษดีไหม?”

        ซูเสียวเสี่ยวเมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มนั่นของเซียวปินก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล  ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเย่เสี่ยวซีชอบอะไรในตัวเขา ลามก ทำอะไรบ้าๆบอๆไม่เหมือนชาวบ้าน แล้วยังชอบมาทำหน้าทำตายิ้มแย้มปัญญาอ่อนแบบนี้อีก ไม่เคร่งขรึมเอาซะเลย หรือพวกดาวมหาลัยเขาจะตาบอดกัน?

        เซียวปินไม่รู้ว่าซูเสียวเสี่ยวกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่ถ้าเขารู้ล่ะก็  เขาต้องกระอักเลือดแน่ ว่าตนเป็นถึงผู้ชายอกสามศอก ขึ้นเตียงก็ได้ เข้าครัวก็ดี แต่ในสายตาเธอกลับมามองเขาเช่นนี้

        ซูเสียวเสี่ยวกรอกตาใส่เซียวปิน กล่าว “อาหารเช้าฉันทำเสร็จหมดแล้ว นายไปกินเถอะ”

        พูดจบ ซูเสียวเสี่ยวก็ปรุงน้ำซุปต่อ

        เซียวปินนั่งลง ก่อนจะตักอาหารเข้าปากคำใหญ่ พลางกล่าว “เธอไปโรงพยาบาล แล้วบอกคุณน้าด้วย ที่ร้านมีฉันอยู่ ให้ท่านวางใจได้เลย”

        “ท่านน่ะวางใจ แต่ฉันไม่”

        เซียวปินหัวเราะแหะๆ กล่าว “จริงๆพี่ปินก็เป็นคนเชื่อถือได้นะ อีกเดี๋ยว พอกินเสร็จพี่ก็จะไปที่ร้านเลย  อ้อ จริงสิ จริงๆแล้วเธอแต่งตัวแบบนี้ก็สวยดีนะ ให้ความรู้สึกเป็นแม่บ้านแม่เรือนดี”

        ซูเสียวเสี่ยวก้มลงมองตัวเอง เธอสวมผ้ากันเปื้อนที่เอว ทั้งชุดที่สวม ก็ดูสดใส… แล้วจู่ๆ หน้าเธอก็เริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมา “ชิ… ทำมาปากหวาน”

        เซียวปินเริ่มกินอาหารเงียบๆ  เมื่อกลืนซาลาเปาหลายอันลงท้องไป เขาก็วางตะเกียบลง ก่อนจะเช็ดปาก กล่าว “ฉันไปก่อนนะ”

        “กลางคืนกลับมาให้มันเร็วๆหน่อย!”

        “รู้แล้ว!” เมื่อเดินออกจากบ้าน เซียวปินถึงเพิ่งคิดได้ ทำไมประโยคสุดท้ายฟังดูเหมือนคู่สามีภรรยากันเลย…อืม  อย่าคิดเรื่อยเปื่อยดีกว่า อย่าคิดเรื่อยเปื่อย

        ระหว่างทาง เซียวปินเองก็คิดทุกอย่างจนเข้าใจหมดแล้ว อันที่จริง จะไปโทษซูเสียวเสี่ยวก็ไม่ได้หรอก เป็นใคร ก็คงไม่ยอมเลี้ยงผู้ชายโตคนหนึ่งเอาไว้ในร้านตัวเองเฉยๆหรอก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าขาดราเม็งซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านไป แล้วทางร้านจะเรียกลูกค้าได้ยังไงล่ะ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ เขาก็คงต้องละเลยเย่จื่อไป เฮ้อ… ทั้งที่วันนี้อากาศก็ดี ท้องฟ้าก็สดใส ถ้าได้จับมือกันไปเดินเล่นในสวนจะดีแค่ไหนกันนะ…

        เซียวปินเดินมาจนถึงหน้าร้านโดยไม่รู้ตัว และทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในร้าน เขาก็ต้องถึงกับชะงัก “เย่จื่อ เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

        ร้านทั้งร้านเต็มไปด้วยลูกค้าแน่นไปหมด เย่จื่อสวมผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอว พลางยิ้มอ่อนหวานยกบะหมี่มาเสิร์ฟให้ลูกค้า

        เย่จื่อวางถ้วยบะหมี่ลง แล้วยิ้มหวาน “มาช่วยพี่ไง ยังไงๆ อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ต่อไป ฉันจะมาช่วยทำงานที่นี่ทุกอาทิตย์เลย ไม่คิดตังค์ด้วยนะ!”

        เมื่อพูดถึงตอนจบ เย่จื่อก็ขยิบตาส่งให้ เซียวปินจับที่กลางอกตัวเอง ให้ตายสิ… ยัยนี่ปล่อยไฟฟ้าทรงเสน่ห์ออกช็อตไปทั่วทิศเลย

        ณ  ตำหนักราชาสวรรค์

        ราชาสวรรค์เขตเหนือ  เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีอยู่ในชุดบางแดง เธอสวมผ้าปกปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้ กำลังนั่งบนบังลังค์ราชาสวรรค์ภายในตำหนัก เซี่ยหลุนยืนอยู่ต่อหน้าเธอ พลางแหงนหน้าขึ้นมองเธอที่อยู่สูงกว่า มองดูเทพธิดาแห่งดอกพิโอนีที่แสนจะยั่วเย้าดึงดูดใจเสียเหลือเกิน แม้จะไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน แต่แค่เพียงเซี่ยหลุนได้มองเห็นเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหายใจติดขัด ในใจราวมีไฟลุกโชน

        เทพธิดาฯหัวเราะเสียงยั่วยวน กล่าว “คุณเซี่ย คุณมาหาฉันอีกเพื่ออะไรคะ?”

        เซี่ยหลุนรีบละสายตาจากเธอ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ด้านล่าง หลังจากดื่มน้ำชาเข้าไป จึงราวดับไฟกามในใจลงได้บ้าง เขากล่าว “วิธีที่คุณให้ผมไปเมื่อครั้งก่อน  มันล้มเหลว”

        “หืม?” เทพธิดาฯหัวเราะ กล่าว “ฉันได้ยินเรื่องนั้นมาบ้างแล้ว แต่ที่เรื่องมันเกิด ก็เพราะมีเหตุนะคะ หรือคุณเซี่ยจะกลับมาคิดบัญชีกับฉันที่เป็นคนบอกวิธี? หรือคิดจะมาขอเงินคืนกัน?”

        “ไม่หรอกครับ  จะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน” เซี่ยหลุนหัวเราะ “ผมไม่ใช่คนขี้งกขนาดนั้น อีกอย่าง ก็ถูกของท่านเทพธิดาฯ เรื่องนี้เกิดได้ก็เพราะมีเหตุ คิดไม่ถึง ว่าไอ้เซียวปินจะเป็นคนน่ากลัวขนาดนั้น แม้แต่บัญชีสินบนของฉางฮวัยอันก็ยังตกไปอยู่ในมือมันได้ โชคยังดีที่ฉันไม่ได้มีธุรกรรมทางการเงินกับมัน  เพราะแม้ครั้งนี้ฉันจะจ่ายเงินมันไปมาก แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่ใช้ยืนยันได้ ไม่งั้น แม้แต่ฉันก็ยังต้องซวยไปด้วย!”

        “อืม” เทพธิดาฯ หัวเราะน้อยๆ “งั้นที่คุณเซี่ยมาในวันนี้ ก็เพื่อจะมารื้อฟื้นอดีตกับฉัน?”

        “ฉันอยากขอให้เทพธิดาฯลงมือ…” เซี่ยหลุนกัดฟันกรอด “คิดมาคิดไป ก็มีแต่ท่านเทพธิดาฯ ที่จะจัดการกับมันได้”

        “ฉันต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนคือธุรกิจในแถบทางเหนือของคุณทั้งหมด”

        เซี่ยหลุนชะงักไปนิดหนึ่ง กล่าวตกใจ “ท่านเทพธิดาขอแบบนี้มันไม่มากไปหน่อยหรอ? ครั้งก่อน…”

        เทพธิดาฯหัวเราะกล่าว “ฉันยังพูดไม่จบเลย นอกจากธุรกิจในแถบทางเหนือทั้งหมดแล้ว ฉันยังต้องการเงินสดอีกห้าสิบล้านหยวน”

        เซี่ยหลุนสีหน้าแย่ลง ธุรกิจในแถบทางเหนือทั้งหมดบวกกับเงินสดอีกห้าสิบล้านหยวน นั่นมันเท่ากับทรัพย์สินครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดของเขาเลยนะ

        ไม่ว่าใคร หากต้องเอาทรัพย์สินกว่าครึ่งไปแลกกับชีวิตของคนเพียงคนเดียว คนผู้นั้นย่อมจะปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิดเลย นอกจากจะมีความแค้นระดับฆ่าลูกฆ่าหลาน หรือแย่งภรรยา!

        แม้ความแค้นที่มีต่อเซียวปินจะมากมาย แต่หากเทียบกับความแค้นระดับที่จะยอมจ่ายไปได้ ความแค้นนี้ก็ยังอีกห่างไกลนัก

        เซี่ยหลุนกำลังจะปฏิเสธ แต่จู่ๆ เทพธิดาฯก็หัวเราะขึ้น “ตอนนี้ค่าหัวเซียวปินเพิ่มขึ้นแล้ว คุณคงยังไม่รู้สินะ… เพราะเขาไม่เพียงเป็นแฟนตัวจริงของคุณหนูรองตระกูลเย่เท่านั้น ตอนนี้เขายังเป็นผู้มีพระคุณต่อตระกูลเย่ด้วย …เซี่ยปั้นเฉิงป่วยออดๆแอดๆมานาน  จนตอนที่เขาลมหายใจโรยริน เซียวปินก็เชิญจางยีจื่อเข้ามาช่วยรักษาให้ แล้วความเป็นไปได้ที่จะหายก็มีมากเสียด้วยสิ… แล้วแบบนี้คุณคิดว่าไง  เซียวปินยังเป็นคนที่ใครจะแตะต้องได้ง่ายๆอีกหรือไง?”

        “ในเมื่อเป็นแบบนี้…” เซี่ยหลุนกล่าวละอายอย่างยากลำบาก “งั้นก็ช่างมันเถอะ…”

        เทพธิดาหัวเราะน้อยๆ กล่าว “เรื่องนี้สำหรับฉันยังไงก็ได้  มันก็ขึ้นอยู่ที่คุณแล้ว …แต่ว่า เจ้าเซียวปินคนนี้ไม่รู้เคยไปมีเรื่องอะไรกับฉางฮวัยอันมาก่อนหรือเปล่า ถึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานความผิดของเขามาจนครบขนาดนี้  เห็นได้เลย ว่าเขาเป็นคนมีจิตใจอาฆาตแค้นมากขนาดไหน แล้วทุกครั้งที่เขาลงมือ ก็มักจะเอาอีกฝ่ายจนถึงตายด้วยสิ… ไม่รู้ว่าความแค้นของตระกูลเซี่ยกับเซียวปินมีมากหรือเปล่า เพราะดูจากนิสัยของเขาแล้ว ในอนาคตหากได้โอกาสล่ะก็…”

        เมื่อคิดถึงภาพเซียวปินที่ในโรงพยาบาลนั้น เขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย  และยังแลดูอาฆาตแค้นเอามากๆเสียด้วย… เซี่ยหลุนหนาววาบไปทั้งตัว  มือที่ถือแก้วน้ำชาก็เอาแต่สั่นไม่หยุด

        เคร๊ง ง

        แก้วน้ำชาตกลงสู่พื้นดิน เทพธิดาฯมองดูเหตุการณ์ด้วยแววตาประกายโหดเหี้ยม เธอชอบมัน เธอชอบความรู้สึกเช่นนี้  ควมรู้สึกที่พวกผู้ชายถูกต้อนจนเป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือเธอ ที่เธอจะเล่น จะบีบบังคับยังไงก็ได้ พวกผู้ชายที่ได้ชื่อว่าแสนฉลาดพวกนี้ ในสายตาเธอแล้ว ยังมีค่าไม่เท่ากับหมาตัวหนึ่ง… เธอชอบให้พวกผู้ชายต่อสู้ฆ่าฟันกันต่อหน้าเธอ ให้เหมือนกับหมาที่กัดกันข้างทาง ร่างกายโชกเลือด กัดกันจนตายไปข้างหนึ่ง…

        แม้เซี่ยหลุนจะรู้สึกลำบากใจ แต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยคำที่เทพธิดาฯต้องการฟังออกมา “ฉันตกลง…บริษัทในแถบทางเหนือฉันจะเซ็นยกให้ เงินห้าสิบล้านหยวนฉันก็จะโอนตามไปให้ แต่ฉันมีข้อแม้อย่างหนึ่ง”

        เทพธิดาฯแววตาได้ใจระคนเยาะ กล่าวเสียงยั่วยวน “ว่ามาสิคะ คุณเซี่ย…”

        “ฉันจะเอาชีวิตมัน!”

        เซี่ยหลุนแววตาประกายบ้าคลั่ง น้ำเสียงก็ราวคนคลั่งขาดสติ “ตีงูต้องตีให้ตาย ฉันไม่อยากให้มันรอดชีวิต เพื่อมาแว้งกัดฉันทีหลัง ฉันต้องการให้มันตาย  ต้องการให้จัดการแบบถอนรากถอนโคน!”

        แม้เซี่ยหลุนจะทำเรื่องเลวทรามมามาก แต่ตั้งแต่เด็กจนโต ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้เขาคลั่งได้มากขนาดนี้มาก่อน

        เทพธิดาหัวเราะ ก่อนจะวางมือเนียนเรียบไปบนพนักวางมือ กล่าวเสียงยั่วยวน “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว  ในเมื่อคุณเซี่ยพูดมาแบบนี้แล้ว มันต้องตายแน่…”

 

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม