0 Views

         เย่เทียนหมิงพาเซียวปินมายังร้านอาหารริมทาง

         เซียวปินคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าคนอย่างเย่เทียนหมิงจะเชิญตนมาในที่แบบนี้  รถประจำของเขาถูกจอดเอาไว้ที่ข้างทาง ส่วนพวกบอดี้การ์ดส่วนตัวรออยู่ในรถ ไม่ได้ออกมาด้วย เย่เทียนหมิงดื่มเบียร์ไปหกขวด จนบัดนี้เขาราวจะเริ่มเมานิดๆแล้ว เขาเอาแต่กล่าวคำขอบคุณเซียวปินซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เซียวปินเองก็สัมผัสได้ ว่าเขาในขณะนี้มิได้มีแค่ความรู้สึกดีใจเพียงเท่านั้น แต่ยังราวแอบแฝงไปด้วยอะไรบางอย่าง… เพียงแต่เขาเองก็ไม่อยากจะทำตัวละลาบละล้วงให้มาก

         เย่เทียนหมิงกวักมือ กล่าว “มา เอาเบียร์มาอีกลัง”

         เซียวปินมองดูเย่เทียนหมิง กล่าวเห็นใจ “คุณชายเย่…”

        “พี่ปิน ผมบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้ว เรียกผมว่าเทียนหมิงก็พอ… ไม่ว่าอนาคตพี่กับน้องผมจะเป็นยังไง  แต่ผมก็รับพี่เป็นเพื่อนแล้ว”

        เย่เทียนหมิงมีบุคลิกภายนอกที่ราวเป็นสุภาพบุรุษแสนเรียบร้อยคนหนึ่ง แต่ภายในเขากลับเป็นคนตรงไปตรงมา

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “ฉันผิดเองแหละ เทียนหมิง ฉันว่านายควรจะพอได้แล้วนะ อย่าดื่มให้มากเกินไปเลย”

        เย่เทียนหมิงส่ายหัวพลางหัวเราะไปด้วย  แม้แววตาเขาจะดูราวคนเมา ทว่าสมองยังคงกระจ่างอยู่ และต่อให้เขาจะเมาจริงๆ เขาก็ยังดูเป็นคนสุภาพเรียบร้อยอยู่ดี “พี่ปิน ตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย ผมก็เริ่มช่วยพ่อทำงานแล้ว ผมไปคุยงานกับคุณพ่อบ่อย  มักจะต้องดื่มเหล้ากับลูกค้าตลอด…เบียร์แค่ไม่กี่ขวด ทำอะไรผมไม่ได้หรอก”

        เซียวปินมองเย่เทียนหมิงด้วยแววตาราวมีเงื่อนงำ ถอนหายใจ กล่าว “ต่อให้ไม่เมาเหล้า นายก็ยังเมาในความรู้สึกอยู่ดี… นายมีอะไรในใจ? ฉันคิดว่าพ่อนายมีทางรักษาแล้วนายจะดีใจซะอีก”

        “ผมก็ดีใจอยู่แล้วนี่!” เย่เทียนหมิงร้อนรนพูด “เขาเป็นพ่อผม ผมก็ต้องหวังให้เขาหายไวๆอยู่แล้วสิ หรือพี่ก็คิดว่าผมจะแย่งสมบัติของตระกูลเย่เหมือนกัน?  ผมมีปัญญาทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ ผมไม่ได้ต้องการของพวกนั้นเลย!”

        เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เย่เทียนหมิงก็อารมณ์รุนแรงขึ้นมาทันที อาจเป็นเพราะฤทธิ์เหล้า เย่เทียนหมิงที่ปกติมักจะแสดงแววตานิ่งเรียบอยู่เสมอ บัดนี้ แววตาจึงแปรเปลี่ยนเป็นเป็นความเจ็บปวด… เขากระดกเหล้าอึกใหญ่จากขวดในมือ ก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้

        พนักงานในร้านยกเบียร์เข้ามาอีกลัง จากนั้นก็เปิดฝาเบียร์ออกทุกขวดตามคำสั่งเย่เทียนหมิง เซียวปินและเย่เทียนหมิงหยิบเบียร์ขึ้นมาคนละขวด

        เย่เทียนหมิงมองเซียวปินแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวชื่นชม “พี่ปินคอแข็งจริงๆ”

        เซียวปินเองก็ดื่มไปแล้วหกขวดเช่นกัน แต่ยังไม่ได้แสดงอาการเมาแต่อย่างใด สีหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งแววตา ก็ยังแลดูสว่างดังเดิม

        เซียวปินหัวเราะร่วน กล่าว “เคยบอกแล้วไงว่าฉันเป็นทหารมาก่อน ตอนนี้นายเชื่อรึยังล่ะ?”

        “ทหารมักคอแข็ง ผมเชื่อแล้ว!” เย่เทียนหมิงสายตากลับมาสว่างและคงสัมปชัญญะมากขึ้น “ยิ่งไปกว่านั้น ในตัวพี่ก็มีกลิ่นอายของทหารอยู่ แต่ว่า…”

        “แต่ว่าอะไร?” เซียวปิน

        “แต่การกระทำของพี่ดูจะกล้าเกินทหารไปหน่อย แล้วเลือดเย็นโหดร้ายมากกว่าด้วย ดูอย่างจุดจบที่สุดแสนจะอนาถของหลีหวู่วันนี้สิ…”

        เซียวปินแววตาเย็นเยียบ “เพราะพวกมันเป็นอันตรายต่อคนที่ฉันรัก ไม่ว่าใคร หากเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างฉัน มันก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต…”

        ตั้งแต่ซูเพ่ยหย่าจากไป ไม่ว่าใคร หากเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างเขา สิ่งที่จะได้รับตอบแทน ก็คือการแก้แค้นแบบไร้ความปราณีจากเซียวปิน เพราะความอดทนเขาจะกลายเป็นศูนย์ทันที เมื่อเจอเรื่องแบบนี้

        เย่เทียนหมิงกล่าวสรุป “แบบนั้นผมก็เลยบอกว่าในตัวพี่มีกลิ่นอายของความตายเด่นชัดมากไงล่ะ”

        เซียวปินหัวเราะ ความน่ากลัวและอาฆาตแค้นที่กระจายออกมาเมื่อครู่ก็มลายหายไป เขาพูดยิ้มๆ “ปกติแล้ว คนแบบฉันก็ไม่ได้ว่าง่ายหรอกนะ… เทียนหมิง ฉันถามอะไรอย่างสิ”

        “หืม?”

        เซียวปินจ้องเข้าไปในดวงตาเย่เทียนหมิง ถาม “ใครเป็นคนว่าจ้างพวกใน ‘รังมาร’ ให้มาฆ่าพวกเรากันแน่ นายรู้แล้วใช่ไหม?”

        เย่เทียนหมิงเบี่ยงสายตาไปทางอื่น นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเก็บซ่อนความรู้สึกในจิตใจ จากนั้นเขาจึงส่ายหัวกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ “เรื่องนี้ผมไม่รู้จริงๆ ไม่งั้นคงบอกกับตำรวจไปแล้ว”

        “น่าเสียดายที่เรื่องบางเรื่องก็บอกกับตำรวจไม่ได้” เซียวปินพูดต่ออย่างไม่ลดละ “เรื่องน่าอายภายในบ้าน จะไปบอกให้คนอื่นรู้ได้ยังไง”

        เย่เทียนหมิงโพล่งยืนขึ้น ก่อนจะกล่าวอย่างตกตะลึง “พี่ปิน  คำพูดแบบนั้นหมายความว่ายังไง”

        “ชิ!” โต๊ะข้างๆซึ่งมีชายร่างกำยำหกเจ็ดคนนั่งอยู่ตะโกนขึ้น  ที่ร่างกายพวกมันยังสักรูปต่างๆเอาไว้มากมาย  บางทีอาจเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าเลยทำให้พวกมันเกิดคึก อยากโชว์ขึ้นมา ชายหนึ่งในนั้นซึ่งมีผมตั้งชี้ขึ้นทั้งหัวชี้มือมายังเย่เทียนหมิงพลางตะโกน “ตะโกนหาแม่มึงดิ  ไอ้เชี่ยเอ้ย.. มึงไม่รู้ว่ากูกำลังกินข้าวอยู่หรือไงวะสัส”

        เย่เทียนหมิงขมวดคิ้วบางๆ ก่อนจะหันไปกล่าวกับเซียวปินน้ำเสียงขอโทษ “โทษทีนะครับ ผมก็คิดว่ามากินในที่แบบนี้จะได้ผ่อนคลาย ทำอะไรได้ตามใจมากกว่า ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอคนแบบนี้ งั้นพวกเราไปดื่มกันต่อที่อื่นดีไหมครับ”

        เซียวปินหัวเราะแห้งๆพลางลุกยืนขึ้น กล่าว “ฉันยังไงก็ได้”

        เย่เทียนหมิงเลือกที่จะหยุดเรื่องนี้เอาไว้ เซียวปินเองก็ไม่อยากมีเรื่องสักเท่าไหร่ ไม่มีความจำเป็นต้องมาทะเลาะเอาความกับพวกนักเลงโตนี่ ในมุมนี้ บางคนอาจจะคิดว่าเย่เทียนหมิงเป็นคนอ่อนแอคนหนึ่ง แต่เซียวปินกลับมองว่าเขาเป็นคนที่จะทำการใหญ่ได้ในอนาคตแน่นอน

        แต่เรื่องบางเรื่อง แม้เราจะเลือกถอย แม้จะทำใจกว้างไม่เอาความแล้ว แต่คนบางคนกลับไม่ยอมให้สมปรารถนาเสียอย่างนั้น

        เย่เทียนหมิงหยิบเงินหลายร้อยหยวนออกมา ก่อนจะวางมันไว้บนโต๊ะ เตรียมจะจากไป แต่ไอ้พวกนักเลงหัวไม้ไม่รู้ว่าเพราะเกลียดคนมีตังค์ หรือแค่รู้สึกคึกเพราะฤทธิ์เหล้า เลยอยากจะโชว์เท่ แต่เมื่อมันเห็นเย่เทียนหมิงกำลังจะจากไป ก็ตะโกนเสียงดังท้าทาย “ดูเหมือนจะเป็นคุณชายมีเงินด้วยซะเว้ย ยุคนี้ พวกคุณชายมีตังค์ก็มากินข้าวในร้านข้างทางด้วยว่ะ… คงไม่ได้เหมือนในหนัง ที่แม่มันเป็นเมียน้อยคนรวย เลยต้องทนโดนรังแกทุกวัน พอคลอดลูกชายออกมาก็ยังได้ลูกปัญญาอ่อน แบบนั้นหรอกนะ”

        นักเลงอีกคนก็หัวเราะขึ้นมา “เชี่ย… จางเหลาหวู่  มึงแม่งโคตรเก่งเลย ขนาดเรื่องแบบนี้ก็ยังคิดออก ถ้าเป็นกูนะ กูคงคิดว่ามันเป็นลูกหลายพ่อของเมียน้อยใครสักคนไปแล้ว”

        เย่เทียนหมิงเดิมคิดอยากจะออกไป แต่คำพูดอีกฝ่ายก็ช่างทิ่มแทงใจเสียเหลือเกิน บัดนี้ ท่าทีเขาเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม แววตานิ่งก็มีเพลิงไฟแห่งความบ้าคลั่งลุกโชนขึ้น เขาขบริมฝีปากแน่นจนมีเลือดออก ก่อนจะกวาดสายตาไปมองขวดเหล้าว่างเปล่าบนโต๊ะข้างๆ จากนั้นก็ตะโกนเสียงดัง “อย่ามาดูถูกแม่กู!” เขาราวเสือดาวที่บาดเจ็บและจนมุม พุ่งตัวเข้าไปหาพวกมันอย่างรวดเร็ว… ในยามปกติ เขาทั้งดูเป็นคนสุภาพเรียบร้อยและใจเย็นมีการศึกษา แต่บัดนี้ กลับราวคนบ้าที่ได้รับการกระตุ้นจนคลั่งไปแล้วเสียอย่างนั้น

        เขาทุบขวดเหล้าในมือเข้าที่หัวจางเหลาหวู่จนขวดนั้นแตกกระเจิง เลือดสีแดงสดไหลเยิ้มเต็มหัวจางเหลาหวู่  ทั้งในหัวมันก็มึนงงไปหมด เพื่อนร่วมโต๊ะจางเหลาหวู่ ต่างก็ชะงักไป ก่อนจะสบถคำหยาบออกมา แล้วรุดเข้าล้อมเย่เทียนหมิงเอาไว้ จากนั้นเย่เทียนหมิงก็ถูกซัดลงไปกองกับพื้นอย่างรวดเร็ว

        บอดี้การ์ดในรถต่างก็รีบวิ่งลงจากรถอย่างรวดเร็ว เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก… เมื่อเห็นว่าคุณชายของตัวเองโดนต่อยไป เหล่าบอดี้การ์ดต่างก็ประหม่าจนทำอะไรไม่ถูกไปตามๆกัน พวกเขาอยากจะแหกอกไอ้นักเลงบ้าพวกนั้นเสียจริง… …ทว่า พวกเขาที่ว่าเร็วแล้ว ก็ยังเร็วสู้คนอีกคนไม่ได้

        ขณะนักเลงคนหนึ่งกำลังจะประทับเท้าลงบนร่างเย่เทียนหมิง เซียวปินก็กำหมับไปที่ผมของมัน ก่อนจะหยิบขวดเหล้าว่างเปล่าขึ้นฟาดลงบนหัวมันเต็มแรง จนขวดนั้นแตก เหลือเพียงครึ่งเดียว จากนั้นจึงฟาดลงไปอีกครั้ง จนขวดครึ่งในมือแตกละเอียดไปหมด และผู้โดนฟาดก็ล้มลงกองกับพื้นไป

        คนอื่นๆต่างก็อึ้งชะงักไป เซียวปินแววตาเย็นชาเลือดเย็น เขาเล็งไปที่ชายอีกคน ก่อนจะตบไปที่หน้ามันติดต่อกันห้าหกครั้ง จนทั้งจมูก หู และมุมปากต่างก็มีเลือดไหลออก ไม่ใช่แค่นั้น ใบหน้าทั้งใบของมันก็บวมเต่งจนแทบจะจำไม่ได้ ที่มุมปากก็ไม่ได้มีเพียงเลือดเท่านั้น แต่ยังมีน้ำลายไหลออกมาไม่หยุด

        เหล่าบอดี้การ์ดพุ่งฝ่าฝูงคนเข้าไปพยุงเย่เทียนหมิงลุกขึ้น ก่อนจะพาเขาออกไปยังที่ปลอดภัย

        เซียวปินเอื้อมคว้าเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง ก่อนจะฟาดลงบนตัวนักเลงคนที่สามจนมันล้มลง เซียวปินยกเก้าอี้ขึ้นสูงอีกครั้ง แล้วฟาดลงไปอีกเต็มแรง  จนเก้าอี้ที่เดิมทั้งทนทานและแข็งแรง เมื่อถูกฟาดลงไปหลายที นอกจากเสียงร้องเจ็บปวดของผู้โดนฟาดแล้ว เก้าอี้ไม้เองก็ยังแยกชิ้นส่วนกระจุยกระจายไปหมด

        ที่ยังคงเหลืออยู่ในขณะนี้ มีเพียงนักเลงอีกสองคนเท่านั้น ที่ขาพวกมันเอาแต่สั่นเครือ ไม่ใช่เพราะได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะความหวาดผวาในเซียวปิน หลังจากได้เห็นสภาพอันน่าอดสูของเพื่อนตนต่างหาก พวกเขาอยากจะต่อต้าน อยากสู้ แต่ความกลัวในจิตใจ กลับทำลายสติและพละกำลังไปสิ้น

        เซียวปินกวาดสายตาราบเรียบมองพวกมันแวบหนึ่ง ก่อนหนึ่งในนั้นจะกลัวจนฉี่ราด เย่เทียนหมิงเช็ดกำเดาตัวเอง ก่อนจะกล่าวราบเรียบ “พี่ปิน  อย่าไปสนใจพวกมันเลย”

        เซียวปินขานรับรู้ เขามองไปยังเย่เทียนหมิง  เซียวปินลงมือช้าเกินไปหน่อย บนตัวเย่เทียนหมิงมีรอยเท้าติดอยู่หลายที่ ที่จมูกก็มีเลือดออก แต่ถ้าจะเทียบกับพวกนักเลงนั่นแล้ว ถือว่าเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก

        บอดี้การ์ดข้างกายเย่เทียนหมิงต่างก็กล่าวขอโทษอย่างสำนึกผิด ทว่าเย่เทียนหมิงกลับกล่าวราบเรียบ “ไม่ใช่ความผิดของพวกนาย”

        เซียวปินกล่าวจนปัญญา “คิดไม่ถึงเลยว่าแค่ออกมากินข้าว ก็ยังมาเจอกับไอ้พวกเฮงซวยนี่อีก หมดสนุกจริง… จะกลับบ้านใครบ้านมันไปเลยไหม?”

        เย่เทียนหมิงใบหน้ากลับมาประดับรอยยิ้มอีกครั้ง  และนี่ก็เป็นอีกจุดที่เซียวปินยกย่องในตัวเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ตนจะเพิ่งโดนดูถูกเหยียดหยามมา แม้พวกนักเลงเมื่อครู่จะทำให้เขาโมโหจนเสียสติไป แต่เขาก็ยังสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองให้กลับมาสงบได้ดังเดิม เย่เทียนหมิงคนนี้ มีจิตใจและอารมณ์ที่แข็งแกร่งมากกว่าคนอื่นมาก

        เย่เทียนหมิงกวาดตามองนักเลงพวกนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มสงบราบเรียบ “ไปกันเถอะ ไปหาที่เงียบๆ แล้วดื่มกันอีกครั้ง เดี๋ยวผมพาไปส่งที่บ้านเอง”

        เซียวปินเมื่อเห็นเย่เทียนหมิงอยากดื่มมากขนาดนั้น บวกกับเขาเองก็คุยกันถูกปาก จึงตอบตกลงไปอย่างรวดเร็ว

        ทางด้านซูเสียวเสี่ยว บัดนี้เธอกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องโถงภายในบ้าน พลางสายตาก็แวบมองนาฬิกาที่ผนังหลายครั้ง เมื่อเห็นว่าใกล้สี่ทุ่มแล้ว เธอจึงกดปิดโทรทัศน์ แล้วลุกพรวดขึ้น เดินไปที่ห้องครัว แล้วตักเอาอาหารร้อนๆออกจากหม้อ ก่อนจะยัดพวกมันลงตู้เย็นทั้งหมด  เธอปิดตู้เย็นไป พลางก็บ่นเกรี้ยวกับตัวเอง “ต้องไปเจอเย่จื่ออีกแล้วแน่ๆ ดึกขนาดนี้แล้วยังไม่กลับอีก หิวยังไงก็ไม่ต้องมากงมากินอะไรแล้ว หิวให้ตายไปเลยสิดี หิวตายไปเถอะ…”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม