0 Views

ความตื่นเต้นดีใจในเย่ปั้นเฉิงราวจะหายไปสิ้นบัดนี้บนใบหน้ากลับถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจเขาถาม“เล่าให้ฉันฟังแบบคร่าวๆซิเจ้าเซียวปินเป็นคนแบบไหนกัน”

เมื่อฟังเรื่องราวจากเย่เทียนหมิงจบเย่ปั้นเฉิงก็ขมวดคิ้วมุ่น“ฝีมือดีจนเกินคนรายละเอียดและประวัติก็ไม่มีใครรู้?แล้วมันกับน้องแกไปรู้จักกันได้ยังไงแกรู้ไหม?”

“เหมือนว่าจะเป็นเพราะนักเลงคนหนึ่งในแถบจินซา…”

เย่เทียนหมิงเล่าเรื่องต้วนจื่อแก่บิดาโดยคร่าวๆรวมไปถึงเย่จื่อโดนมันล่วงเกินยังไงและเซียวปินออกตัวปกป้องยังไงเย่ปั้นเฉิงสีหน้าครึ้มลงสายตาของเขาแววตาของเขาแม้จะยังป่วยหนักก็ยังให้ความรู้สึกน่ากลัวเหลือเกินเขาราวราชสีห์ที่เปี่ยมไปด้วยโทสะกล่าวเสียงต่ำ“น่าเสียดายที่มันตายไปซะก่อนไม่งั้นฉันจะสับมันให้เป็นชิ้นๆเลยคอยดู”

เขาสามรถอยู่รอดในวงการธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้สามารถดิ้นรนจนมาถึงจุดนี้ได้เย่ปั้นเฉิงเองก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมาต่อกรด้วยได้ง่ายๆวงการการค้าราวสนามรบความน่ากลัวและความเลวร้ายในนั้นไม่ต่างอะไรจากวงการมาเฟียเลย

เย่เทียนหมิงออกจากห้องเย่ปั้นเฉิงเป็นจังหวะเดียวกับเย่ซินหยี่เดินมุ่งมาทางนี้พอดีทั้งสองหยุดยืนตรงข้ามกันก่อนเย่เทียนหมิงยิ้มกล่าว“พี่คุณพ่อมีทางรักษาแล้วคืนนี้จางยีจื่อจะมาบ้านเรา”

“จริงหรอ?ดีจริงๆ”เย่ซินหยี่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความดีใจ“เทียนหมิงครั้งนี้เพราะได้นายแท้ๆเลยไม่คิดเลยว่านายจะจัดการเรื่องนี้ได้ในเวลาสั้นๆแบบนี้”

“นั่นสิ”เย่เทียนหมิงยิ้มกล่าว“แม้ระหว่างนี้จะเสี่ยงอันตรายไปบ้างแต่ก็ยังถือว่าอยู่รอดปลอดภัยมาได้”

“เสี่ยงอันตราย?”เย่ซินหยี่ชะงักก่อนกล่าวสีหน้าเป็นห่วง“อันตรายอะไร?”

“เรื่องเล็กเท่านั้นไม่ต้องพูดถึงหรอกพี่ครับงั้นพี่เข้าไปดูพ่อเถอะผมกลับไปพักที่ห้องก่อน”

“ได้ไปเถอะ”

เย่เทียนหมิงยิ้มเจื่อนๆ แล้วมุ่งตรงไปยังห้องตนเมื่อเย่ซินหยี่เดินไปถึงหน้าประตูห้องบิดาเธอก็ใบหน้าครึ้มลงนัยน์ตาระยิบระยับไปด้วยความเย็นเฉียบ

 

ทั้งสองนอนอย่างสบายที่ริมแม่น้ำล่วงมาชั่วโมงกว่าก่อนจะออกไปหาอะไรกินด้วยกันจากนั้นจึงขึ้นรถหรูสีดำที่คอยติดตามใกล้ๆเย่จื่อตลอดแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับจางยีจื่อ

จางยีจื่อนั่งลงบนรถภายใต้การอารักขาของฟรอยระหว่างทางเย่จื่อก็เอาแต่พูดจาเอาใจจางยีจื่อสารพัดเย่จื่อเป็นคนแบบนี้จริงๆไม่ว่าจะเป็นใครจะเด็กเล็กเด็กโตผู้ชายผู้หญิงคนอ่อนหรือแก่ก็จะอดไม่ได้ที่จะชอบเธอต่อให้จะเป็นคนที่มีจิตใจริษยายังไงก็คงยากจะเกลียดเธอได้ลงคอ

รถหรูแล่นออกจากแถบจินซาตรงไปทางตอนเหนือของเจียงเฉิงแถบเจี้ยนเป่ยบรรดาคฤหาสน์ต่างๆ ในเจียงเฉิงราวจะถูกรวมเอาไว้ที่นี่หมดแต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเจียงเฉิงหาใช่พวกคฤหาสน์พวกนั้นแต่อย่างใดแต่เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในเจียงเฉิงและใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศจีน…คฤหาสน์ตระกูลเย่

ภายในรั้วของบ้านตระกูลเย่ประกอบไปด้วยคฤหาสน์อีกสามหลังซึ่งเรียงต่อกันจนเป็นรูปสามเหลี่ยมแนวตั้งคฤหาสน์หลังที่อยู่ตรงกลางนั้นเป็นคฤหาสน์ที่เย่ปั้นเฉิงและลูกๆทั้งสามอาศัยอยู่เพื่อให้ลูกๆรักใคร่ปรองดองกันเย่ปั้นเฉิงจึงไม่ได้ให้เย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงย้ายออกไปอยู่ที่หลังอื่น

รถสวยแล่นเข้าไปจอดตรงหน้าประตูคฤหาสน์ก่อนเหล่าแม่บ้านและคนรับใช้ในคฤหาสน์จะเดินลงมาเรียงแถวต้อนรับ“คุณหนูรองกลับมาแล้วหรอคะ”

เย่จื่อลงจากรถคนแรกตามด้วยเซียวปินก่อนจะมีคนอีกสองคนพยุงจางยีจื่อลงจากรถทั้งเย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงต่างก็เดินเรียงหน้ากระดานออกมาต้อนรับเช่นกันนี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าตระกูลเย่ให้ความสำคัญกับการมาในครั้งนี้ของจางยีจื่อมากแค่ไหน

และก็สมควรแล้วด้านหนึ่งเพราะจางยีจื่อเป็นผู้เดียวที่อาจจะช่วยชีวิตเย่ปั้นเฉิงได้อีกด้านจางยีจื่อเองก็เป็นคนสำคัญของประเทศจีนคนหนึ่งฐานะและตำแหน่งของเขาก็สูงมากคนใหญ่คนโตที่มีมากมายในประเทศต่างก็ให้เกียรติและนับถือจางยีจื่อมากเพราะคนใหญ่คนโตที่จางยีจื่อเคยช่วยเอาไว้มีมากมายเหลือเกินคนเหล่านั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณจางยีจื่อยังไงหากใครกล้าไม่ให้เกียรติเขาล่ะก็คนพวกนั้นก็คงจะได้โอกาสทดแทนบุญคุณเขาเสียที

เย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มทั้งสองไม่ว่าจะเป็นหน้าตาการแต่งกายหรือบุคลิกต่างก็ถือเป็นยอดคนเหนือคนทั้งสิ้นเย่ซินหยี่เองก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจที่ก่อนหน้านี้เคยโดนเซียวปินปฏิเสธเลยแม้แต่น้อยเธอใบหน้ายิ้มแย้มสดใสกล่าว“พี่ปินต้องขอบคุณพี่มากที่ยอมช่วยเชิญเซียนการแพทย์แห่งประเทศจีนมาให้ในครั้งนี้…จางเหล่าทางเราได้เตรียมอาหารค่ำเอาไว้ให้แล้วหวังว่าจะไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องนะคะ”

เย่เทียนหมิงยิ้มกล่าว“เพราะไม่รู้ว่าท่านชอบกินอะไรบ้างทางเราเลยเตรียมแค่อาหารเล็กๆน้อยๆเรื่อยเปื่อยเอาไว้เท่านั้น”

“ไม่ต้องแล้วล่ะ”จางยีจื่อถือไม้เท้าค้ำยันกล่าวราบเรียบ“ฉันกินข้าวมาแล้วพาฉันเข้าไปดูอาการพ่อพวกเธอเลยเถอะ”

เย่เทียนหมิงก็มิได้บังคับใจท่านเดินนำทางพาเขาเข้าไปด้านในพลางอธิบาย“เพราะร่างกายคุณพ่อแย่มากจริงๆเลยไม่ได้ออกมาต้อนรับท่าน”

“อืมอย่ามาทำเกรงอกเกรงใจต่อหน้าฉันเลยที่ฉันมาครั้งนี้เพราะเห็นแก่หน้าเซียวปินกับเย่จื่อหรอกนะ…นำทางไปเถอะ”

จางยีจื่อแม้จะมีท่าทีเย่อหยิ่งทว่าไม่มีใครแสดงความไม่พอใจใดๆเลยเพราะเขามีค่าและสำคัญพอให้หยิ่งยโสได้

ตั้งแต่เพิ่งมาถึงเซียวปินก็รู้ซึ้งแล้วว่าตระกูลเย่มีอำนาจและร่ำรวยมากขนาดไหนบ้านที่ร่ำรวยเพียงนี้แม้ผู้เผชิญโลกมาโชกโชนอย่างเซียวปินก็ยังเคยเจอเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น…บรรดาพี่น้องตระกูลเย่ต่างก็สังเกตเห็นว่าแววตาของเซียวปินเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมมากมายทว่ากลับไร้ซึ่งความตกตะลึงแต่อย่างใด

เมื่อถึงโถงใหญ่เย่จื่อและเซียวปินก็หยุดรออยู่ชั้นล่างปล่อยให้เย่เทียนหมิงและเย่ซินหยี่นำทางจางเหล่าเข้าไปเมื่อทั้งสามขึ้นไปยังชั้นสองเย่เทียนหมิงก็ยังเอาแต่เหลียวมองน้องสาวก่อนจะตะโกนถามลงมายังเย่จื่อที่ชั้นล่างในที่สุด“น้องน้อยไม่อยากเข้าไปด้วยกันหน่อยหรอ?”

“ไม่ล่ะ”เย่จื่อน้ำเสียงราบเรียบ“เขาเคยไม่สนใจความรู้สึกของแม่ที่อยู่บนฟ้ายังไงบ้างล่ะ? ฉันไม่สนใจเขาหรอก!”

เย่เทียนหมิงถอนหายใจเบาๆก่อนจะนำทางต่อไป

เซียวปินตบไปที่บ่าเย่จื่อเบาๆรู้สึกเจ็บแปลบที่ใจขึ้นมาแม้ทั้งสองจะคบกันได้ไม่นานแต่เขาก็รู้ดีว่าคำพูดที่ออกมาของเย่จื่อเป็นคำพูดที่ไม่ตรงกับใจและยิ่งเธอเป็นแบบนี้ในใจเธอก็จะยิ่งเจ็บปวดทรมานจากสิ่งนี้ก็พอจะรู้แล้วว่าก่อนหน้านี้เธอถูกทำร้ายจิตใจมามากขนาดไหน

เมื่อทั้งสองนั่งลงคนรับใช้ภายในบ้านก็ยกถ้วยน้ำชามาให้เซียวปินจิบน้ำชาร้อนๆคำหนึ่งหัวเราะกล่าว“เย่จื่อที่บ้านเธอไม่เลวเลยนี่”

“งั้นหรอ…แล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะอันที่จริงบ้านไม่สำคัญว่าจะใหญ่หรือเล็กหรอกแต่มันอยู่ที่ว่าพ่อแม่ลูกๆแล้วก็พี่น้องอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาหรือเปล่าแล้วภายในบ้านอบอุ่นหรือเปล่าต่างหาก”

เซียวปินโอบเย่จื่อเข้าในอ้อมแขนเบาๆก่อนจะกล่าวสงสารเสียงอ่อน“ยัยเด็กบ๊องในเมื่อยังต้องมีชีวิตต่อไปทำไมไม่ทำชีวิตให้มีความสุขล่ะทำไมต้องจมอยู่กับอดีตที่เจ็บปวดด้วยคนเราต้องมองไปข้างหน้าสิจริงไหม?”

เย่จื่อขบริมฝีปากแน่นพลางนัยน์ตาก็ระยิบระยับไปด้วยน้ำตาขานรับเสียงแผ่ว

เซียวปินถอนถอนหายใจเขาล้มเลิกความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมเย่จื่อ…ปมในใจหากจะแก้ก็ต้องอาศัยคนผูกเรื่องบางเรื่องไม่ใช่แค่คำกล่อมเพียงไม่กี่คำของเขาจะสามารถแก้ไขได้หรอกนะแม้ตนจะเป็นแฟนเธอก็ตาม

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาเย่ซินหยี่และเย่เทียนหมิงก็เดินออกมาจากห้องก่อนจะเดินมายังชั้นล่างเซียวปินเองก็คลายอ้อมแขนออกก่อนคนทั้งสองจะนั่งในท่าสำรวมแบบเก่า

เย่ซินหยี่มองเซียวปินนิดหน่อยก่อนพูดยิ้มๆ“คิดไม่ถึงว่าพวกเธอจะรู้จักกันก่อนหน้านี้แล้วถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรกพวกเราคงไม่ต้องทำอะไรที่มันยุ่งยากแบบนั้น…แต่ที่เรื่องนี้ผ่านไปได้ก็เป็นเพราะได้พี่ปินช่วยเอาไว้แท้ๆเลย”

เซียวปินหัวเราะกล่าว“ไม่มีอะไรมากหรอกเป็นเพราะน้องเทียนหมิงพูดด้วยเหตุผลและเข้าหาด้วยมารยาทอีกอย่างเรื่องนี้ก็เกี่ยวโยงไปถึงครอบครัวของเย่จื่อยังไงฉันก็ต้องช่วยอยู่แล้ว”

แม้เซียวปินจะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นแต่คำพูดของเมื่อครู่ก็ตีความได้ว่าที่เขายอมช่วยในเรื่องนี้เป็นเพราะเห็นแก่หน้าเย่เทียนหมิงและเย่จื่อเท่านั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเย่ซินหยี่เลยแม้แต่น้อย

ไม่รู้ว่าเย่ซินหยี่ฟังความไม่เข้าใจหรือเป็นคนใจกว้างจนไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้กันแน่สีหน้าเธอไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจเลยแม้แต่น้อยกลับยังเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจเสียอีกเธอกล่าว“เรื่องก่อนหน้านี้น้องอาจทำอะไรบางอย่างพลาดไปถ้ามีโอกาสน้องจะต้องดื่มขอโทษพี่ด้วยตัวเองแน่ยังไงเรื่องนี้ก็ยังต้องขอบคุณพี่ปินมากๆเฮ้อ…ไม่งั้นคุณพ่อคง…”

เย่จื่อที่นั่งข้างๆราวจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออกเสียทีเซียวปินสังเกตเห็นดังนั้นจึงยิ้มพลางถามแทน“ตรวจกันมาป่านนี้แล้วจางจื่อว่ายังไงบ้าง?”

เย่ซินหยี่ส่ายหัวกล่าว“ยังไม่รู้ผลเลยท่านบอกแค่ว่ายังต้องตรวจดูอีกหน่อยไม่อยากให้คนนอกรบกวนพวกเราทุกคนก็เลยออกกันมาก่อน”

เซียวปินขานรับรู้ก่อนจะพยักหน้าเบาๆกล่าวพอใจ“จางเหล่ามีตำแหน่งสูงส่งในวงการแพทย์ประเทศจีนแม้แต่พวกเบื้องบนหรือพวกตำแหน่งใหญ่โตในปักกิ่งก็เคยได้รับการรักษาจากเขามาก่อนในเมื่อเขายอมลงมือช่วยแล้วพวกเธอก็วางใจเถอะ”

เย่ซินหยี่ถอนหายใจกล่าว“แต่ตอนนี้ที่ยังไม่รู้ผลก็ยังวางใจไม่ได้สักที”

ขณะนั้นเองจางยีจื่อก็เดินออกจากห้องโดยมีฟรอยเดินตามมาด้วยเขาเดินสั่นขณะลงบันไดพลางค่อยๆก้าวลงทีละก้าวทีละขั้นช้าๆฟรอยเองก็รีบเข้าพยุงเขาเอาไว้ก่อนจะประคองเขาเดินทีละก้าวอย่างระมัดระวัง

ทุกคนต่างลุกยืนขึ้นก่อนจะมองไปยังจางยีจื่อสีหน้าทุกคนแสดงความกังวลออกมาแม้แต่เซียวปินเองก็ยังภาวนาให้เย่ปั้นเฉิงสามารถหายจากอาการป่วยได้ซูเสียวเสี่ยวเองตอนนี้ก็ต้องเจ็บปวดกับการสูญเสียคนในครอบครัวไปอยู่แล้วเขาไม่อยากให้ผู้หญิงของตนต้องมาแบกรับความเจ็บปวดเช่นนั้นไปอีกคน

ในที่สุดจางยีจื่อก็เดินลงมาจนถึงชั้นล่างเขากล่าวราบเรียบ“ไปหาปากกากับกระดาษมา”

พวกคนรับใช้ที่รู้งานต่างก็รีบไปหาปากกาและกระดาษมาให้ก่อนจางยีจื่อจะย่อตัวลงนั่งวางปากกาและกระดาษลงบนโต๊ะน้ำชาจากนั้นจึงลงมือเขียนอะไรยึกยักลงไปบนกระดาษแม้เขาจะอายุมากแล้วถึงขนาดเดินเหินยังเป็นไปได้ลำบากแต่ลายมือและตัวอักษรที่เขาเขียนลงไปกลับสวยงามความแรงในการกดปากกาก็ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อเขียนเสร็จเขาจึงปิดฝาปากกาแล้วนำกระดาษนั้นไปมอบแก่เย่เทียนหมิงกล่าว“ไปปรุงยาตามสูตรนี้เถอะการรักษาน่าจะอยู่ที่ประมาณสองเดือนถ้าสองเดือนแล้วร่างกายเขาดีขึ้นก็ให้หยุดยาได้แต่ถ้าสุขภาพยังไม่ดีขึ้นหรือยังดีไม่มากพอก็ให้กินต่ออีกหนึ่งเดือน”

เย่เทียนหมิงกล่าวถาม“นอกจากการกินยายังต้องระวังเรื่องอะไรอีกไหมครับ?”

“อย่ากินของที่มันจนเกินไปให้จิบเหล้าขาวได้บ้างแต่อย่าดื่มมากไปแล้วยังมีการนวดไล่เลือด…ฉันสอนผู้หญิงคนนั้นไปหมดแล้วนอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว”

พวกเขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนั้นที่จางยีจื่อหมายถึงก็คือแม่เลี้ยงของพวกเขานั่นเองเย่เทียนหมิงถามต่อ“คุณพ่อป่วยด้วยโรคอะไรครับ”

“เฮ้อ…โรคที่เป็นไม่ได้ร้ายแรงอะไรหรอกแค่ไม่รักษาให้ทันเวลาบวกกับความเครียดของเขาเลยทำให้เขาไม่หายสักทีเพราฉะนั้นก่อนเขาจะหายดีพยายามให้เขาออกห่างจากงานก่อนพวกเรื่องเครียดๆก็อย่าให้เขาคิดตอนนี้หลังจากหายดี…ถ้าให้ฉันแนะนำควรพักสักครึ่งปีหรือปีหนึ่งก่อนถ้าสุขภาพดีแล้วค่อยว่ากัน”

พี่น้องตระกูลเย่ต่างก็รีบร้อนขานรับก่อนจางยีจื่อกล่าว“เอาล่ะฉันจะกลับแล้ว”

“กินอะไรสักหน่อยไหมคะ? หรือจะพักสักหน่อย?”

จางยีจื่อส่ายหัวก่อนเดินตรงไปยังประตูคนอื่นๆเมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเดินตามไปเซียวปินเองเดิมก็กำลังจะกลับแต่ก็ถูกเย่เทียนหมิงพูดรั้งไว้ก่อน“พี่ปินพี่อย่าเพิ่งรีบไปเลยคืนนี้เราสองคนไปดื่มด้วยกันสักหน่อยถือว่าเป็นการขอบคุณพี่ด้วย”

เซียวปินคิดนิดหนึ่งก่อนจะตกปากรับคำเย่ซินหยี่ชำเลืองตามองเซียวปินและเย่เทียนหมองแวบหนึ่งก่อนจะคิดอะไรบางอย่างเงียบๆ…

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^ )
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม