0 Views

เมื่อถึงโรงพยาบาล จางยีจื่อก็จับหมอมั่วๆ มารักษาให้เซียวปิน หากใช้คำของเขาล่ะก็ แผลเล็กๆ ของเซียวปินยังไม่คู่ควรได้รับการรักษาจากเขา… จนเมื่อเย่จื่อขอตัวไปเข้าห้องน้ำแล้วเหลือเซียวปินอยู่ในห้องคนเดียว  จางยีจื่อจึงกล่าวประหลาดใจ “เสี่ยวปิน คิดไม่ถึงว่านายเพิ่งมาเจียงเฉิงได้แค่ไม่นานก็หาเรื่องยุ่งยากมาซะแล้ว”

เซียวปินลงจากเตียง ก่อนจะสวมรองเท้า เขาลูบไปที่จมูกตัวเอง กล่าว “บางที แม้ฉันจะไม่หาเรื่อง เรื่องก็ต้องเข้ามาหาฉันอยู่ดี ฉันยังคิดว่าพวกคนที่มาสนิทกับฉันซวยออก …จางเหล่า ฉันมีเรื่องต้องเดือดร้อนนายอีกเรื่อง”

“พูดมาเถอะ ความเดือดร้อนที่นายหามาให้ยังน้อยซะที่ไหน” จางยีจื่อเสียงกระด้าง

“คืออย่างนี้…” เซียวปินเล่าเรื่องที่ตระกูลเย่มาขอความช่วยเหลือจากเขาให้จางยีจื่อฟังจนหมด เมื่อเล่าจบ เขาก็มองไปยังจางเหล่า ถาม “จางเหล่า ช่วยได้ไหม?”

“ฉันจำได้แล้ว” จางยีจื่อสีหน้าราบเรียบ “คนตระกูลเย่เคยไปหาฉันทีปักกิ่ง แต่ฉันไม่ได้ให้พวกเขาเข้าพบ ทั้งยังไม่ได้ตอบรับข้อแลกเปลี่ยนพวกเขา… สำหรับฉัน ถอนตัวก็คือถอนตัว หากวันนี้ตระกูลเย่มาหาแล้วฉันรับปาก งั้นวันหน้าตระกูลจาง ตระกูลหวัง ตระกูลหลี่ก็ต้องมาหาเช่นกัน แล้วมันจะต่างอะไรกับการไม่ได้ถอนตัวล่ะ? ต่อมา เมื่อมาเจียงเฉิง เจ้าหนุ่มเย่เทียนหมิงนั่นก็มาหาฉันด้วยตัวเอง แต่ฉันก็ยังไม่ยอมรับปาก”

เย่จื่อเดินกลับมาจากด้านนอก เธอเดินมาหยุดอยู่ข้างเซียวปิน แล้วฟังทั้งสองคุยกันอย่างสงบ

“แต่ในเมื่อนายเป็นคนมาหาฉัน งั้นฉันคงต้องยอมแหกกฎอีกครั้งแล้วล่ะ ไม่ใช่แค่เพราะนาย แต่ยังเพราะยัยเด็กน่ารักแฟนของนายคนนี้ด้วย ฉันรู้สึกถูกชะตากับแฟนนายมาก คงปล่อยให้เธอไม่มีพ่อตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ไม่ได้”

เย่จื่อสีหน้าซาบซึ้ง “จางเหล่า ขอบคุณค่ะ”

แม้จะทะเลาะกับพ่อรุนแรงจนตอนนี้ก็ยังไม่ยอมพูดด้วย และถึงแม้เธอจะไม่ยอมแสดงออกถึงความห่วงใยต่อท่านเลย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่เป็นห่วงพ่อตัวเอง หรือไม่ได้สนใจความเป็นความตายของท่านแต่อย่างใด เธอเพียงแค่ไม่ได้แสดงออกมาเท่านั้นเอง

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก แต่ฉันต้องบอกไว้ก่อน ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ถ้ายังมีคนเจ็บไข้ได้ป่วย หากเจอเรื่องเกิดแก่เจ็บตายแบบนี้อีก ห้ามมาหาฉันอีกแล้วนะ อย่างน้อยก็ในปีนี้ ฉันจะไม่รักษาให้ใครอีก” จางเหล่า

เซียวปินกล่าวสงสัย “จางเหล่า ฉันไม่เข้าใจจริงๆ…แม้นายจะถอนตัวแล้ว แต่ก็ไม่เห็นต้องรักษากฎมากขนาดนั้นเลย ปรับตัวไปตามสถานการณ์สิ”

จางยีจื่อมองเซียวปินเขม็ง กล่าวเคือง “เด็กแบบแกจะไปเข้าใจอะไร เอาเป็นว่า ปีนี้ไม่ต้องมาหาฉันอีกก็แล้วกัน นอกจากจะมีเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้… นายก็จัดเวลาเอาไว้ให้ดี ฉันจะเข้าไปดูอาการปั้นเย่เฉิงสักหน่อย”

“ไปวันนี้เลยดีไหมคะ คุณพ่อฉันต้องรู้สึกซาบซึ้งที่คุณแวะไปแน่ๆ เราไปวันนี้กันเลย เป็นไงคะ?”

จางยีจื่อมองไปยังเย่จื่อ  พลางหัวเราะน้อยๆ “ก็ดี ฉันรู้ว่าเธอใจร้อน… งั้นก็ไปวันนี้เลยแล้วกัน จะได้รู้กันไปเลย ว่าโรคประหลาดนั่นเป็นโรคอะไรกันแน่”

เซียวปินกล่าว “งั้นเรื่องมื้อค่ำคืนนี้?”

“ไม่ต้องเตรียมแล้ว เดี๋ยวฉันหาอะไรเรื่อยเปื่อยในโรงอาหารของโรงพยาบาลกินเอง คืนนี้ก็ส่งรถมารับฉันแล้วกัน”

เซียวปินหัวเราะ “ไม่มีปัญหา”

จางยีจื่อมองไปยังเย่จื่อและเซียวปิน กล่าวระคนหัวเราะ “ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนตาแก่แบบฉันแล้วล่ะ พวกเธอสองคนรีบใช้โอกาสนี้ไปเดทกันเถอะ”

เย่จื่อหน้าแดง ตวาดเสียงใส “คุณปู่คะ พูดอะไรเนี่ย!”

จางยีจื่อหัวเราะร่วน “ความจริง ฉันรู้สึกว่าเสี่ยวปินช่างไม่เหมาะสมกับเธอซะเลย”

“ฉันก็คิดเหมือนกัน” เย่จื่อมองเซียวปินแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มหวาน “เพราฉะนั้น ใครบางคนต้องรีบเอาใจฉันเข้าไว้ ไม่งั้นถ้าฉันอารมณ์ไม่ดีวันไหน ฉันอาจจะถีบส่งเขาก็ได้”

เย่จื่อทะเล้นบ้าง สวยหวานบ้าง ตรงไปตรงมาบ้าง  ทำอะไรบ้าๆ บอๆ บ้าง สายตาทะเล้นยั่วยวนคู่นั้น ทำให้เซียวปินรู้สึกตาลายไปกับมัน ใจทั้งดวงก็พลันเต้นแรงเพราะมันเช่นกัน

จางยีจื่อที่ข้างๆพูดดึงสติ “เฮ้ๆ ทำไมอึ้งไปเสียล่ะ”

“หืม? อ้อ…เหมือนที่หน้าเย่จื่อจะมียุงอยู่ตัวหนึ่ง”

เย่จื่อสายตาแฝงความเจ้าเล่ห์แสนกล ราวเธอรู้ทันว่าแท้จริงแล้วเซียวปินกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่  เชิดหน้ากล่าว “ตอนนี้มันบินไปแล้ว?”

เซียวปินหัวเราะแห้งๆ “ใช่”

เมื่อมองเข้าไปในดวงตาที่ดูตนทะลุปรุโปร่ง ที่หน้าเซียวปินก็เริ่มร้อนขึ้นมา บางทีเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งที่ตัวก็ไม่ใช่เด็กแรกรักมอต้นแล้ว ทั้งแต่ก่อนก็ยังเคยเจอสาวหน้าตาสวยๆมาอีกตั้งเยอะ แต่ทำไมพออยู่ต่อหน้าเย่จื่อถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ ราวควบคุมตัวเองไม่ได้เลย

เซียวปินรวบรวมสติ ก่อนจะจับเข้าที่มือเนียนของเย่จื่อ มือเล็กๆนี่นุ่มจริง ราวใจทั้งดวงของเซียวปินก็อ่อนตามลงไปด้วย หัวใจเขาเต้นไม่เป็นส่ำ กล่าวเสียงอ่อนโยน “ไปกันเถอะ  ไปเดินเล่นกัน”

ยังเหลืออีกนานกว่าจะได้เวลามื้อค่ำ เมื่อออกจากโรงพยาบาล เย่จื่อก็ต่อสายไปบอกข่าวกับพี่ชายก่อน เย่เทียนหมิงเมื่อรู้ข่าวก็ดีใจมาก และนั่นก็ทำให้เธอเผลอยิ้มตามไปด้วย  …จนเมื่อวางสาย เย่จื่อและเซียวปินจึงตรงไปยังแม่น้ำสายหนึ่ง ก่อนทั้งสองจะนั่งลงที่ข้างแม่น้ำนั้น

เซียวปินโอบเย่จื่อเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนทั้งสองจะเอนตัวลงนอน สูดเอาอากาศบริสุทธิ์ที่ข้างแม่น้ำเข้าไปในร่างกาย จนต่างก็รู้สึกโล่ง ราวความรู้สึกแย่ๆและความกังวลทั้งหมดในวันนี้ล้วนมลายหายไปสิ้น

“เย่จื่อ ยังจำได้ไหม ที่นี่น่ะ…”

เย่จื่อหลับตาลงเบาๆ ก่อนจะขดตัวงอ แล้วซบไปในอ้อมอกเซียวปิน เธอราวแมวน้อยที่มุดตัวเข้าไปอ้อนในอ้อมแขนเขา กลิ่นหอมจางๆของเธอแทรกซึมเข้าไปทุกอณูของหัวใจเซียวปิน แล้วยังมีร่างเนียนนุ่มนั่นอีก แขนข้างหนึ่งของเซียวปินถูกเธอนอนอิงเป็นหมอน ส่วนแขนอีกข้างก็ยกขึ้นสูง เขาลังเลอยู่นาน ก่อนจะเตะมือนั้นลงที่หลังเย่จื่อเบาๆ

เมื่อมองเธอในระยะใกล้เช่นนี้ จู่ๆ เขาก็มีความรู้สึกอยากจะกอดเธอไว้แน่นแนบอก แต่ก็ไม่กล้า เธอราวเป็นแจกันล้ำค่าใบหนึ่ง เขาเกรงว่าหากไม่ระวังอาจกอดเอาไว้แน่นจนแจกันแตกเสียหายได้

เย่จื่อนอนคุดคู้อยู่ในอ้อมกอดเซียวปิน เธอหลังตาลง พลางใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มหวานอย่างมีความสุขออกมา  เธอยิ้มกล่าว “พี่อยากจะบอกว่า ที่นี่เป็นที่ๆเรามอบใจให้กันและกัน ใช่ไหม?”

“ใช่” เซียวปินพูดพอใจ “ที่ๆ เรามอบใจให้กัน”

ขณะพูด เซียวปินก็ใจอดไม่ไหว เขาโน้มหน้าลงใกล้ใบหน้าเธอเรื่อยๆ ก่อนจะจูบลงที่ริมฝีปากเผยอน้อยๆของเย่จื่อ แต่เพียงแค่สัมผัสโดนกันเท่านั้น เขาก็ถอนจูบออกอย่างรวดเร็ว

ขนตายาวเป็นแพกระตุกเล็กน้อย ก่อนเย่จื่อจะลืมตาขึ้นมองเขาอย่างเขินอาย “ทำไมไม่จูบต่อล่ะ?”

“กลัวว่าจะทำให้คนดีรังเกียจกันน่ะ…” เซียวปินเสียงอ่อนโยน “เพราะสิ่งที่ฉันคิดไม่ใช่การจะเอาเปรียบเธอยังไง  แค่เป็นจะรักและดีกับเธอให้มากขึ้นยังไงต่างหากล่ะ”

ทั้งสองสายตาลึกซึ้งในความรู้สึก ร่างกายเย่จื่อที่เดิมก็อ่อนนุ่มอยู่แล้ว บัดนี้ได้หลอมละลายลงแล้ว

เมื่อได้รับการยืนยันจากเซียวปิน เย่เทียนหมิงก็เดินมาหยุดลงตรงหน้าห้องบิดา ก่อนจะเคาะไปที่ประตู แล้วเดินผ่านประตูไปยังด้านใน

แม่เลี้ยงเหลี่ยวเพียวเพียวกำลังดูแลปรนนิบัติเย่ปั้นเฉิงอยู่ เมื่อเห็นเย่เทียนหมิงมา เย่ปั้นเฉิงก็กล่าวเหนื่อยอ่อน “มีอะไรคืบหน้าไหม?”

เหลี่ยวเพียวเพียวเองก็มองเย่ปั้นเฉิงราวกำลังรอลุ้นคำตอบ ต้องยอมรับว่าเหลี่ยวเพียวเพียวเป็นหญิงที่งามหยดย้อย แลดูดึงดูดมากจริงๆ ไม่เพียงแต่การแต่งกายที่สุดแสนจะยั่วยวนของเธอ แต่สายตาคู่นั้นก็เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้าดึงดูดใจ ราวกำลังเล้าโลมผู้ที่พบเห็นให้หลวมตัวกระทำผิด…

เย่หมิงเทียนราวไม่เห็นเหลี่ยวเพียวเพียวอยู่ในสายตา นัยน์ตาเขาไม่ได้มีความหวั่นไหวใดๆอยู่เลย เขาเพียงแต่พูดด้วยเสียงตื่นเต้น “คุณพ่อครับ เซียนการแพทย์ จางเหล่ารับปากจะมาแล้ว เดี๋ยวคืนนี้เขาจะมาตรวจให้ครับ”

เย่ปั้นเฉิงดีใจจนรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง แม้จะยากลำบาก กระทั่งเพิ่งลุกนั่งได้ก็เหนื่อยหอบแล้ว แต่ใบหน้าเขาก็ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งสีหน้าก็แลดูกระปรี้กระเปร่า เขาพูดน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “นี่แกพูดจริง…จริงเหรอ…”

เหลี่ยวเพียวเพียวรีบเข้าประคองเย่ปั้นเฉิง ก่อนจะตบไปที่หลังเขาเบาๆ กล่าวเสียงนุ่ม “คุณคะ อย่าตื่นเต้นมากไปสิ สุขภาพคุณตอนนี้ยังไม่ดี ระวังหน่อย…”

จากนั้น เหลี่ยวเพียวเพียวจึงหันมองเย่เทียนหมิง ถาม “เทียนหมิง  เธอพูดจริงเหรอ?”

“จริงแท้แน่นอน ไม่งั้นผมคงไม่เข้ามาบอกหรอก เรื่องนี้เป็นเพราะผู้ชายที่ชื่อเซียวปินยอมช่วยเรา”

“ดีจริงๆ ดีจริง” เย่ปั้นเฉิงกล่าวดีใจ “ว่ากันว่าเขาเป็นหมอมือหนึ่งในประเทศจีน ถ้าได้เขามารักษาให้ล่ะก็ อาจจะยังมีหวัง…”

เย่หมิงเทียนหัวเราะ กล่าว “คุณพ่อครับ คุณพ่อยังมีบารมีอยู่อีกมาก  สวรรค์ต้องบันดาลให้คุณพ่ออายุยืนยาวแน่นอนครับ!”

เย่ปั้นเฉิงหัวเราะเสียงดัง  อาจเป็นเพราะเขาตื่นเต้นมากเกินไป เขาจึงเริ่มหอบหนักขึ้นมา เหลี่ยวเพียวเพียวทุบไปที่หลังเขาเบาๆ พลางพยุงเขาให้นอนลง ก่อนกล่าวตำหนิ “คุณนะคุณ ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ทำไมยังไม่รู้จักดูแลตัวเองอีก ตอนนี้ร่างกายคุณเป็นยังไงไม่รู้หรือไง  คุณตื่นเต้นได้ที่ไหนกัน”

เย่เทียนหมิงยิ้มกล่าว “ผมเข้าใจความรู้สึกคุณพ่อนะครับ แต่ก็จริงของคุณน้า ตอนนี้คุณพ่อต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้มากๆ  ไม่ควรจะดีใจหรือเสียใจมากเกินไป… งั้นผมออกไปก่อนนะครับ”

“ออกไปเถอะ” เย่ปั้นเฉิงอารมณ์ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงก็ไม่ได้ดุดันจริงจังเท่าแต่ก่อนแล้ว “เรื่องที่บริษัท แกดูแลได้ไม่เลวเลย รอฉันร่างกายแข็งแรงขึ้นเมื่อไหร่ ฉันจะมอบหมายงานอื่นๆที่มากขึ้นให้แก แกเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ควรช่วยแบ่งเบาภาระพ่อได้แล้ว”

เย่เทียนหมิงส่ายหัว กล่าว “พี่ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว”

เย่ปั้นเฉิงขมวดคิ้ว กล่าวจริงจัง “อย่าลืมสิ แกเป็นลูกชายฉันนะ การช่วยแบ่งเบางานในบริษัทเป็นเรื่องผิดหรือไง?”

“ปะ…เปล่าครับ”

เย่ปั้นเฉิงอมยิ้ม  “อย่างนี้สิ ส่วนทางพี่แก แน่นอนว่าก็ต้องแบ่งเบางานบางส่วนด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะยังไงเธอก็เป็นลูกผู้หญิง การหาสามีที่ดีถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเธอ เธอไม่เหมาะจะทำงานอะไรมากมายหรอก”

คำพูดของเย่ปั้นเฉิงราวเป็นการปั๊มตรายืนยันแล้ว ว่าต่อจากนี้อำนาจทั้งหมดในบริษัทของเขาจะถูกยกให้กับเย่เทียนหมิง  ต้องยอมรับว่า ที่เย่เทียนหมิงสามารถทำให้จางยีจื่อยอมมารักษาเขาในครั้งนี้ ได้ไปเพิ่มน้ำหนักในการตัดสินใจเรื่องนี้แก่เขามากเลย

เย่เทียนหมิงถอนหายใจ กล่าว “งั้นผมฟังคำพ่อครับ คุณพ่อ… ผมมีอีกเรื่องอยากจะบอก”

เย่ปั้นเฉิงกำลังอารมณ์ดี และเพราะอารมณ์ดี อะไรๆก็ดูจะดีตามไปด้วย “อยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ”

“เรื่องเกี่ยวกับเซียวปิน…น้องน้อยเป็นแฟนกับเขาครับ”

“หืม?” เย่ปั้นเฉิงเลิกคิ้วขึ้น ก่อนคิ้วทั้งสองจะขมวดเป็นปม

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม