0 Views

        เซียวปินมองเย่เทียนหมิงที่เอาแต่ทำหน้างง ก่อนหัวเราะ กล่าว “นายกตัญญู รู้จักรักพี่รักน้อง แถมยังเป็นคนที่ภายนอกถ่อมตนมีมารยาทดี แต่ภายในมุ่งมั่น ยืนหยัดในความคิดของตัวเองคนหนึ่ง คนแบบนาย ตอนนี้มีไม่มากแล้ว”

        “เพราะแบบนี้?”

        เซียวปินพยักหน้า “จะพูดอีกแบบก็คือ ฉันชอบคบเพื่อนแบบนาย”

        เย่เทียนหมิงสีหน้าดีขึ้นกว่าเก่า แต่ก็ยังไม่วายกล่าว “หากเป็นการคบเพื่อน ผมก็ยินดีจะเป็นเพื่อนกับคนแบบพี่แต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้องสาวผม…”

        เซียวปินหัวเราะ “ที่สำคัญที่สุดก็คือน้องสาวนาย… ฉันคงทนดูพ่อของแฟนตัวเองตายไปโดยไม่ช่วยอะไรเลยไม่ได้หรอก นั่นไม่ใช่วิถีของคนรักกัน… ดังนั้น ถึงนายจะไม่มาหา ฉันก็กะช่วยอยู่แล้ว ฉันนัดจางเหล่าออกมากินข้าวด้วยกันคืนนี้.. กะจะคุยเรื่องนี้กับเขาอยู่พอดี”

        “ขอบคุณมากครับ ที่ยอมช่วยพวกเราในครั้งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง จางเหล่าจะยอมช่วยหรือเปล่า ผมก็ยังต้องขอบคุณแทนทุกคนในบ้านด้วย เพียงแต่ เรื่องน้องสาวผม…”

        จู่ๆ เย่จื่อก็พูดขัดเสียงแข็ง “เขาเป็นแฟนหนู พี่คะ ไม่ว่าพี่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เขาก็ยังเป็นแฟนหนู”

        เซียวปินมิได้ห้ามปรามแต่อย่างใด ทั้งยังไม่ได้รู้สึกห่วงที่เย่จื่อแตกคอกับคนในครอบครัวเลยแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดี เย่จื่อรักความอิสรเสรี ในเมื่อไม่อยากเป็นนกในกรงทอง งั้นก็ต้องเริ่มจากตอนนี้เลย

        เย่เทียนหมิงขมวดคิ้วมุ่น “น้องเล็ก น้องเข้าใจเขามากเท่าไหร่? เขาเกิดที่ไหน? ครอบครัวเขาเป็นยังไง? พ่อแม่เขาเป็นใคร? เคยเป็นทหารมาก่อนจริงไหม? ก่อนมาเจียงเฉิงเขาเคยทำอะไรมาบ้าง? น้องรู้เรื่องทั้งหมดนี้แล้วหรอ? เขาเคยสารภาพกับน้องหรือเปล่า?”

        “หนูต้องรู้อยู่แล้วสิ… แล้วถึงแม้จะไม่รู้ ยังไงหนูก็ยังจะคบกับพี่ปินอยู่ดี เพราะหนูไม่ได้ใส่ใจอดีตของเขา ที่หนูสน มีแค่ตอนนี้กับอนาคตเท่านั้น”

        “น้องเล็ก น้องยังเด็กเกินไป…”

        “หนูยังเด็กเกินไป ยังไม่เข้าใจ…ใช่ไหม?” เย่จื่อพูดอย่างมีน้ำโห “พี่คะ หนูรู้ว่าพวกพี่เป็นห่วงหนูมาก ถ้าเป็นเรื่องอื่น หนูยอมทำตามได้ทุกอย่าง แต่เรื่องนี้ไม่ได้จริงๆค่ะ… หนูบรรลุนิติภาวะแล้ว หนูมีความคิดเป็นของตัวเอง พวกพี่ไม่จำเป็นต้องมาวางแผนชีวิตหนูอีก”

        เย่จื่อนัยน์ตาแข็งกร้าวดื้อรั้น ราวกำลังจะบอกเย่เทียนหมิง… เรื่องที่เธออยากทำ ไม่ว่าใครก็ไม่สามรถขัดขวางไม่ให้ทำได้ ใครก็มาบังคับเธอไม่ได้

        เย่เทียนหมิงลังเล ก่อนจะยอมเงียบปากลง เขารักและเอาใจใส่น้องคนนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เขาเข้าใจเธอมากกว่าใครทั้งนั้น หากไม่ขัดกับหลักการที่เธอยึดถืออยู่ เธอจะเป็นคนว่าง่ายกว่าใคร แต่หากมีใครไปละเมิดกับโซนต้องห้ามในใจเธอเมื่อไหร่ เธอจะกลายเป็นคนหัวรั้นและไม่ยอมอ่อนข้อให้โดยเด็ดขาด ไม่ว่ากับใครก็ตาม

        ก็เหมือนที่เย่ปั้นเฉิงแต่งเมียคนใหม่ เย่เทียนหมิงเองก็ไม่พอใจ แต่เขาก็เพียงเก็บเอาไว้ในใจ และระบายลับหลังพ่อเท่านั้น ทว่าเย่จื่อกลับออกตัวขัดขวางอย่างโจ่งแจ้งต่อพ่อที่เป็นคนเผด็จการ และพูดคำไหนคำนั้น จนทั้งสองทะเลาะกันเป็นใหญ่เป็นโต จนถึงตอนนี้ ก็ยังน้อยครั้งที่เธอจะยอมพูดกับพ่อ …นี่แสดงให้เห็นแล้ว ว่าเธอเป็นคนหัวรั้นมากแค่ไหน

        เย่เทียนหมิงถอนหายใจเฮือก พลางมองไปยังเซียวปิน แต่เซียวปินกลับหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น เขากล่าว “คุณชายเย่ นี่เป็นเรื่องของฉันกับน้องสาวนาย แล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะฟังความเห็นจากพวกนาย เรื่องจะคบหรือไม่คบกัน มีแค่ฉันกับเย่จื่อเท่านั้นที่จะตัดสินได้ ไม่ว่านายจะขอให้เข้าใจ จะยกเหตุผลประกอบ หรือจะบังคับขู่เข็ญอะไรยังไงก็ตาม มันก็ไม่มีผลอะไรกับฉันอยู่ดี เพราะฉันจะรับฟังแค่ความคิดเห็นจากเย่จื่อคนเดียวเท่านั้น  ส่วนคนอื่น ไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะพูดอะไร ความคิดเห็นของพวกนายไม่ได้มีผลอะไรกับฉันเลย”

        เย่เทียนหมิงในที่สุดก็รู้ซึ้งถึงนิสัยที่แท้จริงของเซียวปินเสียที  ก่อนหน้านี้เขาว่าง่ายขนาดนั้น จนตนเกือบลืมไปเสียแล้วว่าพี่สาวตัวเองเคยกินแห้วมายังไง เย่เทียนหมิงถอนหายใจ ได้แต่ล้มเลิกความคิดที่จะขัดขวางพวกเขา แต่ก็ยังไม่ลืมเตือนส่งท้าย “บางทีอาจถูกของพวกเธอ แต่พี่ปิน เรื่องตกลงช่วยพ่อผม ยังไงผมก็ยังต้องขอบคุณพี่อยู่ดี ขอบคุณมากที่ช่วยเรา…แต่ถ้าพี่เข้าหาน้องสาวผมเพราะจุดประสงค์อื่น หรือคิดทำร้ายน้องผมแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ พี่จะกลายเป็นศัตรูของผม และผมจะไม่มีวันปล่อยพี่เอาไว้แน่”

        เซียวปินหัวเราะ “ฉันเข้าใจแล้ว”

        เย่จื่อเมื่อเห็นพี่ชายไม่ขัดขวางตนอีก ก็แอบหัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆ กล่าว “เอาล่ะ พี่ชายคะ พี่ก็เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว น้องสาวพี่เป็นคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ขนาดนั้นเลย? พี่ปิน อย่าไปสนใจเขาเลย เขาก็เป็นคนขี้ระแวงแบบนี้แหละ”

        เย่เทียนหมิงย่อตัวลงนั่ง ได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ กล่าว “ว่ากันว่าผู้หญิงจะเป็นพวกนอกรีด ดูสิ นี่เพิ่งคบกันได้ไม่นาน น้องก็เข้าข้างคนอื่นซะละ”

        เย่จื่อหัวเราะ “ฉันเข้าข้างความถูกต้องต่างหาก ไม่พูดแล้ว อีกเดี๋ยวยังต้องกลับไปเรียนต่ออีก”

        เย่จื่อสั่งข้าวเปล่ามาอีกถ้วย ก่อนจะกล่าวเป็นกันเองกับเซียวปิน “พี่ปิน พี่นัดจางเหล่าคืนนี้แล้วหรอ? ให้ฉันไปด้วยไหม?”

        เซียวปินยิ้มกล่าว “จางเหล่ามีนิสัยค่อนข้างจะแปลก ยังไม่ต้องดีกว่า ฉันว่าฉันไปคนเดียวน่าจะดีที่สุด เขาน่าจะเห็นแก่หน้าฉันบ้าง”

        “งั้นก็ได้” เย่เทียนหมิงยิ้มเจื่อน “ผมยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่เข้าใจพี่ไปใหญ่แล้ว ฐานะของพี่แลดูลึกลับซับซ้อน ขนาดคนสำคัญในวงการแพทย์อย่างจางเหล่ายังต้องเห็นแก่หน้าพี่… ไม่รู้จริงๆว่าพี่เป็นคนยังไงกันแน่”

        เซียวปินหัวเราะ “ถ้าฉันบอกว่าฉันกับจางเหล่าเป็นเพื่อนต่างวัยที่รู้จักกันโดยบังเอิญ นายจะเชื่อไหม?”

        เย่เทียนหมิงส่ายหัว “เชื่อ แล้วก็ไม่เชื่อด้วย… เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว… เพื่อขอโทษที่ผมทำอะไรวู่วามไปก่อนหน้านี้ แก้วนี้ ผมดื่มขอโทษพี่…”

        เซียวปินหัวเราะ กล่าว “ในฐานะพี่ชาย ทำแบบนั้นก็เป็นเรื่องปกติ… ฉันเข้าใจได้”

        ทั้งสองกินไปคุยไป จากบทสนทนา ดูออกว่าเย่เทียนหมิงยังคงกังวลใจอยู่ไม่น้อย เพียงแต่เขาก็เป็นสุภาพบุรุษมากพอ จึงไม่ได้พูดต่อต้านอะไรอีก เหตุผลหนึ่ง เป็นเพราะเย่จื่อหัวรั้นเกินไป แต่อีกเหตุผลหนึ่ง เซียวปินก็เป็นผู้มีพระคุณต่อตระกูลเย่ของเขา เขาเองก็ไม่อยากจะขัดอะไรไปมากกว่านี้ จึงทำได้เพียงสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ

        จนเมื่อทานอาหารกันเสร็จ เย่เทียนหมิงจึงจ่ายเงินค่าอาหาร ก่อนทั้งสามจะเดินออกจากห้องอาหารด้วยกัน ตอนออกจากร้านอาหาร ผู้จัดการร้านเดินไปส่งพวกเขาด้วยตนเองอย่างสดใส จนเมื่อพวกเขาเดินไปจนถึงหน้าประตูร้าน จู่ๆ เซียวปินก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เซียวปินเคยปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตรายมาหลายปี ทุกครั้งที่เกิดภัยอันตรายขึ้น เขาก็มักจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ตลอด

        “กลับไป!”

        เซียวปินตะโกนเสียงดัง ก่อนจะรีบดึงเย่จื่อและเย่เทียนหมิงด้วยแขนทั้งสองข้าง แล้วกระโดดถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว

        ปัง!

        กระสุนเม็ดหนึ่งพุ่งตรงลงกระทบพื้น จุดเดียวกับที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่

        ยังไม่ทันที่บอดี้การ์ดของเย่เทียนหมิงจะดึงสติกลับมา กระสุนอีกนัดก็พุ่งตรงลงมา แล้วผ่าทะลุกะโหลกของหนึ่งในนั้น บอดี้การ์ดอีกคนรีบกวาดมือกำลังจะชักปืน แต่มือเพิ่งแตะที่ปืน กระสุนอีกนัดก็ลอยตรงลงมาหาอย่างรวดเร็ว ทว่าบอดี้การ์ดคนนี้เก่งมาก เขาหลบกระสุนหลายนัดที่ยิงลงมาติดต่อกันได้ ก่อนจะใช้มือยันพื้น แล้วเลี่ยงกระสุนก่อนจะหลบเข้ามาภายในร้านอาหารได้ด้วยการตีลังกาเพียงครั้งเดียว

        เซียวปินกวาดตามองเขาแวบหนึ่ง ฝีมือไม่เลวเลย…เขาน่าจะอยู่ในขั้นหัดกระดูกแล้ว แม้จะยังห่างไกลจากระดับหมิงจิ้นก็ตาม

        บอดี้การ์ดคนเดิมเข้ามายืนข้างกายเย่เทียนหมิงได้อย่างปลอดภัย เขาลมหายใจหอบนิดหน่อย และที่ไหล่ก็ยังมีเลือดไหลไม่หยุด เขาหลบกระสุนทั้งหมดมิได้แต่อย่างใด มีกระสุนนัดหนึ่ง ที่เขาสามารถเลี่ยงให้ไม่โดนจุดสำคัญได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถหลบมันไปได้ จนสุดท้าย กระสุนนั้นก็ยังตัดทะลุไหล่เขาไปอยู่ดี

        เขากวาดตามองไปรอบๆ ก่อนกล่าว “คุณชายครับ ติดต่อให้ทางบ้านส่งคนมาเพิ่มเถอะครับ คนพวกนี้เป็นนักฆ่ามืออาชีพ ผมเกรงว่าจะรับมือพวกมันไม่ไหว”

        เย่เทียนหมิงพยักหน้า ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พลางสายตาก็มองไปยังบอดี้การ์ดที่นอนจมกองเลือดอยู่ด้านนอก กล่าวสายตาหมองหม่น “เสียดายที่ต้าหมิง…”

        บอดี้การ์ดคนเดิมกล่าว “อย่าเพิ่งสนใจอย่างอื่นเลยครับ ตอนนี้ชีวิตคุณชายและคุณหนูสำคัญที่สุด”

        เย่เทียนหมิงกดรัวไปที่โทรศัพท์ ก่อนบอดี้การ์ดคนเดิมจะมองไปยังเซียวปินด้วยสายตาวิงวอน “คุณเซียว เรียกผมว่าหลี่หลงนะครับ เมื่อสักครู่คุณสามารถรับรู้ถึงพวกมันได้เร็วขนาดนั้น ฝีมือคุณคงจะเหนือกว่าผมมาก ผมจึงอยากจะขอร้องให้คุณช่วยปกป้องคุณหนูกับคุณชายเอาไว้ให้ดี ผมกลัวในร้านจะมีพวกของมันอีก”

        เซียวปินยังไม่ทันได้รับปาก ก็รีบดันเย่เทียนหมิงจนล้มลง ก่อนจะดึงเย่จื่อเข้ามากอดเอาไว้ ก่อนทั้งสองจะกลิ้งลงบนพื้น …พื้นดินที่เซียวปินเคยกลิ้งผ่าน ต่างก็ทิ้งรอยเลือดสีแดงเอาไว้ เมื่อครู่ ตอนเขาดันเย่เทียนหมิงออกไป เขาก็ได้พลาดโอกาสในการหลบหลีกกระสุนไปแล้ว ดังนั้นแม้จะพยายามหลบแล้ว แต่ก็ไม่วายโดนกระสุนฝังเข้าร่างอีกนัดอยู่ดี

        เซียวปินกลิ้งกระดอนหลายครั้ง ก่อนจะหลบไปอยู่ในมุมๆหนึ่ง ทันใดนั้น หญิงหน้าตาสะสวย ซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อหนัง รองเท้าหนัง รวมไปถึงกางเกงหนังรัดรูปคนหนึ่งจะกระโดดลงจากชั้นสอง เธอหน้าตาเย็นชา จ่อปืนเล็งตรงไปยังเซียวปิน ก่อนจะยิงรัวไปที่เขาหลายนัดต่อกัน แต่เซียวปินกลับหลบกระสุนความเร็วสูงพวกนั้นไปได้ทุกนัด จนเซียวปินกอดเย่จื่อหลบไปอยู่หลังที่กำบังซึ่งไม่อยู่ในจุดที่เธอจะยิงได้อีก เธอจึงหันกระบอกปืนไปเล็งที่เย่เทียนหมิงแทน

        เธอใบหน้าเย็นชาตลอด ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆบนใบหน้าสวยนั่น… วินาทีที่เธอกำลังจะลั่นไกปืน หลี่หลงที่ไม่รู้ว่าเข้ามาใกล้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ออกหมัดต่อยเข้าไปที่ต้นแขนของเธออย่างแรงจนเธอร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด ก่อนปืนในมือจะร่วงลงสู่พื้นดิน หลี่หลงได้ทีรีบเตะเข้าไปที่ท้องเธออีกที จนนักฆ่าสาวกระเด็นถอยหลัง แล้วล้มลงกองกับพื้นในที่สุด

        บัดนี้ร้านทั้งร้านก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย ลูกค้าในร้านต่างก็หนีไปคนละทิศคนละทางจนสิ้น

        หลี่หลงวิ่งเข้าไปหาเธอ ก่อนหญิงนักฆ่าจะตีลังกาลุกขึ้น พลางถีบไปยังหลี่หลงเต็มแรง เพราะแขนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขาต่อสู้ได้ไม่สะดวกนัก… ทันใดนั้น ก็มีแสงสีขาววาบผ่านตัวเขาไป ก่อนแขนเขาจะมีรอยแผลลึกจนเห็นกระดูกเกิดขึ้น ที่ส้นรองเท้าเธอปรากฏใบมีดแหลมคม และที่มืออีกฝ่ายก็มีมีดพกคมกริบเช่นกัน …บาดแผลที่เพิ่งเกิดเป็นเพราะใบมีดคมวาวที่ส้นรองเท้านั่นเอง

        สาวสวยควงมีดพกที่มือเล่น พลางหัวเราะเย็นเยียบ “คิดว่าฉันเล่นเป็นแต่ปืนหรือไง?  เซียนปืนตัวจริงอยู่หลังแกต่างหาก”

        หลี่หลงหมุนตัวกลับไปมองด้านหลัง เขาลืมระวังหญิงนักฆ่าไปโดยสิ้นเชิง

        ฉึก!

        หญิงคนเดิมถีบขาตรงไปยังหัวเขา ก่อนใบมีดคมกริบที่รองเท้าจะตัดผ่านลำคอเขาไป

        ชายอีกคนที่แต่งกายด้วยเสื้อและรองเท้าหนังสีขาวเฉกเช่นหญิงสาวเดินผ่านประตูเข้ามา เขาถือปืนที่มือทั้งสองข้าง ใบหน้าเย็นชาเย่อหยิ่ง กล่าวน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบใจ  “ฉันนักปืนเร็วหลีหวู่ แค่จัดการกับคนแค่ไม่กี่คนยังต้องสิ้นเปลืองกระสุนเยอะขนาดนี้ กลับไปต้องโดนพวกนั้นเยาะแน่”

        หลี่หงซึ่งโดนตัดหลอดลมจนขาดวิ่น บัดนี้กำลังนอนชักเกร็งอยู่ในกองเลือดสีแดงสด เมื่อได้ยินคำว่านักปืนเร็วหลีหวู่ เขาก็อ้าปากพลางพูดอย่างยากลำบาก “นักปืนเร็วหลีหวู่…พวกมันเป็นคนจาก ‘รังมาร’ …เซียวปิน…ช่วย..ช่วย…คุณหนู…คุณชาย…”

        ยังไม่ทันที่เขาจะได้รับคำตอบจากเซียวปิน เขาก็หมดลมหายใจลงเสียแล้ว องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์คนนี้ ก่อนตายก็ยังไม่วายห่วงความปลอดภัยของนายตัวเอง

        เย่จื่อที่บัดนี้ถูกเซียวปินพามายังที่ปลอดภัยแล้วปล่อยโฮออกมาด้วยความเจ็บปวด แล้วจู่ๆเธอก็พุ่งตัวจะวิ่งออกไป เซียวปินที่อยู่ด้วยจึงรีบห้ามเธอเอาไว้ “ฉันจะไปช่วยพี่ชาย” เธอตะโกนก้อง

        เซียวปินหยัดตัวยืนขึ้น ก่อนจะก้าวออกจากความมืด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งหากแต่เต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือในนั้น “ฉันไปเอง!”

        ฟันขาวๆของเย่จื่อกัดเข้าที่ริมฝีปากแน่น เธอไม่อยากให้เซียวปินต้องออกไปเสี่ยง แต่ก็ไม่อยากให้พี่ชายต้องตาย ขณะที่เธอกำลังทุกทรมานกับความคิดอยู่นั้น จู่ๆเซียวปินก็เหลียวกลับมายังเธอ ก่อนจะยิ้มมั่นใจออกมา “นั่งรอฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันจะมีชีวิตกลับมาหาแน่นอน”

         เมื่อมองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเซียวปิน เย่จื่อก็ราวได้รับความมั่นใจนั้นมาด้วย จิตใจที่เคยวุ่นวายของเธอสงบลงในที่สุด เธอพยักหน้าหนักๆ แววตาคู่นั้นของเธอ นอกจากน้ำตาแล้วยังเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ฉันเชื่อพี่ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ล่ะก็… ฉันจะไม่อยู่บนโลกนี้เหมือนกัน!

        เซียวปินชะงัก ขณะที่เย่จื่อก็ยังกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนหากแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “พี่ต้องไม่ยอมให้ฉันตายแน่ จริงไหม?”

        ทั้งสองสายตาประสานกัน เซียวปินหัวใจไหววูบอีกครั้ง อีกครั้งที่เธอหลอมละลายหัวใจเขาได้ด้วยเพียงแววตา “นั่นสิ” เขายิ้มกล่าว

        เซียวปินหันหัวกลับ ก่อนจะก้าวยาวๆไปกลางโถงของร้านอาหาร เขากดนิ้วทั้งสองข้างจนเกิดเสียงขึ้น ขณะเดียวกันก็หมุนคอยืดเส้นยืดสายไปด้วย จากนั้นจึงหัวเราะลั่นห้อง “ลงมือเถอะ แฟนฉันบอกให้รอดชีวิตกลับไป เพราะฉะนั้น ฉันขอเลือกสองในสาม พวกแกสองคนตายไปซะ!”

        เซียวปินใบหน้าเปื้อนยิ้ม แววตาหม่นมืดมิด

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม