0 Views

        เซียวปินเดินกินอะไรเรื่อยเปื่อยข้างนอกจนเมื่อเขามาถึงบ้านซูท้องฟ้าก็มืดแล้ว…ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่นี่ก็คือบ้านชั่วคราวของเซียวปินแล้ว

        ตามที่ซูเสียวเสี่ยวบอกห้องนอนที่อยู่เยื้องไปทางขวาจากห้องน้ำก็คือห้องของซูเพ่ยหย่าหรือก็คือห้องที่เขาจะต้องอยู่นับจากนี้เดิมเซียวปินอยากจะลองค้นหาหลักฐานรอบๆบ้านดูแต่พอมาคิดอีกทีแบบนั้นมันคงจะดูไร้มารยาทเกินไปดังนั้นเมื่ออาบน้ำเสร็จเซียวปินจึงกลับไปที่ห้องเตรียมจะเข้านอน

        เซียวปินทิ้งตัวลงนอนบนเตียงก่อนจะสังเกตเห็นรูปถ่ายของซูเพ่ยหย่าที่หัวเตียงเขาหยิบรูปนั้นขึ้นมาภายในกรอบรูปเป็นรูปถ่ายของสาวสวยผู้มีหุ่นเซ็กซี่เร่าร้อนแต่ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายของความเป็นวัยรุ่นแทรกซึมอยู่ซึ่งเมื่อเทียบกับซูเสียวเสี่ยวแล้วหญิงในรูปดูมีความมั่นใจและกล้าแสดงออกมากกว่า

        เมื่อเห็นรูปนี้จู่ๆเซียวปินก็รู้สึกเศร้าโศกขึ้นมาในใจเขาถอนหายใจแล้ววางกรอบรูปกลับเข้าที่เดิม

        เช้าวันรุ่งขึ้นเซียวปินเริ่มต้นเช้าวันใหม่โดยการไปที่ร้านบะหมี่ก่อนเป็นที่แรกร้านทั้งร้านถูกเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อยโต๊ะและเก้าอี้ที่ถูกทุบเสียหายและกระจกที่เคยแตกกระจัดกระจายก็ถูกเปลี่ยนไปหมดแล้วเซียวปินเดินวนดูภายในร้านรอบหนึ่งแล้วกล่าวชมไปยังหวังกุ้ยจือที่อยู่ข้างๆ“ไม่เลวเลยทำงานกันเร็วจริงๆอย่างนี้ก็เปิดร้านได้แล้วใช่ไหมครับ?”

        “นี่เป็นผลงานของทุกคนทั้งนั้นค่ะ”ก่อนหน้านี้หวังกุ้ยจือได้รับคำสั่งจากคุณนายซูหลี่ชุนหลานเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าให้พวกเขาทำตามคำสั่งของเซียวปินที่ตอนนี้อยู่ในฐานะผู้จัดการร้านชั่วคราวดังนั้นแม้ว่าเซียวปินจะอายุยังน้อยและพวกเขาเองก็ยังไม่ได้รู้จักกันดีแต่หวังกุ้ยจือก็ยังแสดงท่าทีเคารพต่อเขาเป็นอย่างมาก“ผู้จัดการคะให้ฉันเรียกพนักงานทุกคนมารวมกันแล้วแนะนำให้คุณรู้จักสักหน่อยไหมคะ?”

        “แนะนำสักหน่อยก็ดีครับต่อไปจะได้สะดวกเวลาทำงานด้วยกันอีกอย่างน้าหวังครับน้าอายุมากกว่าผมอยู่มากแถมยังเป็นพนักงานเก่าแก่ของที่นี่อีกต่อไปน้าหวังเรียกผมว่าเสี่ยวปินก็พอครับ”

        หวังกุ้ยจือเมื่อเห็นว่าเซียวปินเป็นคนนิสัยดีเป็นกันเองแน่นอนว่าเธอก็ดีใจไม่น้อยทั้งยังรู้สึกโล่งอกไปมากอีกด้วยก่อนหน้านี้เธอยังกังวลว่าผู้จัดการร้านคนใหม่จะรับมือได้ยากแต่ดูจากตอนนี้แล้วเธอคงกังวลมากเกินไปเองเหตุนี้เธอจึงเรียกพนักงานทุกคนมารวมกัน

        พนักงานอีกสองคนที่เหลือเซียวปินเองก็เคยเจอตอนก่อนหน้านี้แล้วเพียงแต่ยังไม่ได้รู้จักกันเท่านั้น

        จากการแนะนำตัวของทั้งสองคนเซียวปินก็พอรู้ว่าพนักงานสองคนนี้ชื่อจางจิ้งและหลี่หงหลังจากเรียนจบจากมหาลัยได้ไม่นานพวกเขาก็ออกมาหางานทำจนเจอที่นี่ทั้งสองอายุน้อยกว่าเซียวปินประมาณสองสามปีได้โดยปกติแล้วหวังกุ้ยจือจะรับผิดชอบงานในครัวหลี่ชุนหลานที่เป็นเจ้าของรับผิดชอบราเม็งซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของทางร้านส่วนเด็กสาวที่เหลือจางจิ้งจะรับผิดชอบเรื่องการเก็บเงินลูกค้าและหลี่หงรับผิดชอบเรื่องการบริการต่างๆภายในร้าน

        ด้วยความที่เซียวปินก็อายุมากกว่าหญิงสาวสองคนนั้นไม่มากบวกกับเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ถือตัวเย่อหยิ่งอะไรดังนั้นทั้งสามจึงสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว

        หลังจากเหลียวดูเวลาเซียวปินเดินตรงไปยังหวังกุ้ยจือเขากล่าวกับเธอ“วันนี้ตอนเที่ยงพวกน้าก็เปิดร้านไปก่อนเดี๋ยวผมจะต้องออกไปข้างนอกสักพักที่โรงพยาบาลยังมีเรื่องต้องสะสางอีกหน่อยน่ะครับ”

        “เอางั้นก็ได้เธอไปเถอะพวกเราจัดการในร้านเองส่วนเรื่องราเม็งค่อยบอกให้พวกเขามากินกันวันหลังก็แล้วกัน”

        “งั้นก็ลำบากทั้งสามท่านด้วยนะครับ”เซียวปินพูดยิ้มๆ

        เซียวปินเดินออกจากร้านแล้วโบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง

        เขามาถึงที่สนามบินรอจนประมาณยี่สิบนาทีต่อมาชายแก่ถือไม้ค้ำยันคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเซียวปินที่ข้างตัวเขายังมีบอดี้การ์ดชายผิวดำคนหนึ่งเดินตามอยู่ไม่ห่าง

        เซียวปินเดินไปต้อนรับชายคนดังกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“*จางเหล่าในที่สุดเซียนแห่งการแพทย์ก็มาถึงซะที”

        ตาเฒ่าอายุครึ่งร้อยคนนี้ก็คือเซียนแห่งการแพทย์ในตำนานจางยีจื่อนั่นเองส่วนผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็คือยอดฝีมือผู้ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองจิงตูฟรอยว่ากันว่าฟรอยเคยเป็นนักฆ่ามือดีที่สุดในองกรนักฆ่าในแอฟริกาเขาในตอนนั้นเห็นคนเป็นแค่ผักแค่ปลาเขาฆ่าคนราวกับเป็นแค่มดตัวหนึ่งจนวันหนึ่งเขาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกจางยีจื่อพบเข้าโดยบังเอิญเขาได้รับการรักษาโดยจางยีจื่อหลังจากนั้นเขาก็อยู่ติดตามจางยีจื่อด้วยความจงรักภักดีตลอดมาจากนั้นเขาก็ไม่กลับแอฟริกาอีกเลย

        จางยีจื่อกรอกตามองบนใส่เซียวปินบ่น“น้องเซียวเอ๋ย…ตั้งแต่ที่นายถอนตัวออกไปหลายปีมานี้นายติดต่อหาฉันน้อยมากแต่ครั้งนี้กลับเชิญฉันที่อยู่ตั้งเมืองจิงตูมาหาถึงที่นี่ความสัมพันธ์ระหว่างแกกับคนป่วยคนนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ”

        เซียวปินถอนหายใจ“เฮ่ย…เขาเป็นแม่เพ่ยหย่า”

        “อ้อเป็นแม่ของเจ้าเด็กเพ่ยหย่า?ช่างน่าเสียดายจริงๆแม้ฉันจะเป็นคนผ่าตัดเองไม่น่าจะมีเรื่องอะไรแต่แกก็คงจะรู้อยู่โรคมะเร็งตับอ่อนน่ะต่อให้การผ่าตัดจะสำเร็จไปได้ด้วยดีแต่ก็อยู่ได้อีกแค่ไม่นาน”“ฉันรู้ดี…ทำเท่าที่ทำได้แล้วยอมรับชะตากรรมที่ฟ้าลิขิตเถอะ”

        “อืม…เรื่องการผ่าตัดฉันรับประกันได้เลยว่าสำเร็จแน่แกวางใจได้เลยส่วนเรื่องอื่นๆ…ชีวิตคนเราสุดท้ายก็ยากที่จะพ้นจากลิขิตสวรรค์ไปได้!จริงสิทำไมเจ้าเด็กเพ่ยหย่านั่นไม่ได้มากับนายด้วยล่ะเธอเฝ้าไข้อยู่ในโรงพยาบาล?”

        เซียวปินใบหน้าหมองหม่น“เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดคงต้องเล่ายาวพวกเราพูดไปเดินไปเถอะ”

        ทั้งสามลงจากรถหลังจากรถแล่นมาถึงหน้าโรงพยาบาลจางยีจื่อกล่าวด้วยใบหน้าหนักอึ้ง“จากที่เล่ามาตอนนี้คนในครอบครัวเพ่ยหย่ายังไม่รู้เรื่องของเธอ?”

        “อื้ม…”

        “เฮ่ย…คิดไม่ถึงเลยว่าเด็กที่ดีขนาดนั้นจะจากไปเร็วขนาดนี้…ในตอนนั้นฉันยังคิดว่าพวกนายจะกลายเป็นคู่รักกันซะอีก…ช่างเถอะเรื่องที่ผ่านมาก็ปล่อยให้มันผ่านไปในเมื่อแม่ของเพ่ยหย่ามีโรคหัวใจพ่วงด้วยงั้นก็อย่าเพิ่งบอกเรื่องโรคมะเร็งกับเธอเลยปิดได้นานเท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละ”

        “ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

        “แล้วทีมหลงเหมินที่นายสร้างขึ้นล่ะจะไม่กลับไปแล้วหรอ?”

        “ตอนนี้ผมยังอยากอยู่เงียบๆอีกสักพักผมอยากดูแลครอบครัวของเพ่ยหย่าให้ดีก่อนอย่างน้อยก็ช่วงที่คุณนายซูยังป่วยหนักอยู่”

        ทั้งสองเดินไปพูดไปจนมาถึงชั้นที่คุณนายซูพักอยู่พอเพิ่งขึ้นมาถึงชั้นสองเซียวปินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเสียงคนทะเลาะโวยวายดังลอดออกมาจากห้องของคุณนายซูใครไปรบกวนคุณน้าในเวลาแบบนี้กัน?ไม่รู้หรือไงว่าคุณน้าเพิ่งรอดจากการหัวใจวายมาได้แค่ไม่นานยังรับกับความรู้สึกหนักๆไม่ได้

        ความโกรธในใจเซียวปินปะทุออกมาอย่างแท้จริงเขารีบเดินก้าวยาวไปยังห้องนั้นจางยีจื่อเองก็เดินตามเขาไปเช่นกันแต่เพราะต้องใช้ไม้เท้าในการเดินเหินจึงทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าเซียวปินมาก

        หน้าประตูห้องพักมีพยาบาลยืนล้อมรอบอยู่เสี่ยวเป่ยในเสื้อกาวน์เองก็ยืนแทรกตัวอยู่ท่ามกลางพวกไทยมุงชุดขาวนั้นด้วยเมื่อเห็นเซียวปินเดินมาทั้งสองก็ส่งสายตาถึงกันก่อนเสี่ยวเป่ยจะหายไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว

        เมื่อถึงหน้าประตูห้องเขาก็ได้ยินเสียงซูเสียวเสี่ยวตะโกนใส่นางพยาบาลสองคนตรงหน้าเธออยู่“ทำไมกัน?ใช่ว่าพวกเราจะไม่จ่ายเงินค่ารักษาซะหน่อยมีเหตุผลอะไรทำไมจะต้องไล่พวกเราออกจากที่นี่ด้วย?พวกคุณได้รับสิทธิ์นี้มาจากใครมีสิทธิ์อะไร”

        เซียวปินเดินฝ่าฝูงคนเข้าไปเขาขมวดคิ้วมุ่น“เกิดอะไรขึ้น?”

        ซูเสียวเสี่ยวชี้มือไปยังพยาบาลสองคนนั้นกล่าว“พวกเขาสองคนจะให้แม่ออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับไปรักษาตัวที่บ้านแต่ตอนเช้านี้หมอยังบอกให้แม่นอนพักอยู่แต่บนเตียงรอดูอาการในโรงพยาบาลไปก่อนแล้วเขามีสิทธิ์อะไรมาไล่เรา?”

        หลี่ชุนหลานเองก็โกรธไม่น้อยเธอพิงตัวเองเข้ากับเตียงมือกุมหน้าอกทั้งยังหายใจแรงเซียวปินเห็นดังนั้นจึงรีบร้อนเข้าไปพยุงเธอเอาไว้“คุณน้าครับอย่าเพิ่งโมโหนะครับเดี๋ยวผมจัดการเอง”

        ซูเสียวเสี่ยวมองพยาบาลสองคนนั้นเขม็ง“ใครเป็นคนให้อำนาจพวกเธอ?”เธอถาม

        “ฉันให้เอง!”เซียวปินหันมองไปยังต้นเสียงที่ทางประตูคนสูงอายุสองคนเดินเข้ามาภายในห้องชายทั้งสองล้วนแต่เป็นคนอายุครึ่งร้อยกันแล้วคนหนึ่งสวมชุดกาวน์และแว่นสายเอาไว้ส่วนอีกคนสวมชุดสูทกับรองเท้าหนังที่เบื้องหลังคนทั้งสองยังมีบอดี้การ์ดอีกคนเดินตามเข้ามาด้วย

        “ฉันเป็นคณบดีของโรงพยาบาลนี้ชื่อโจวเจ๋อซ่านฉันเป็นคนให้อำนาจกับพวกเขาเอง”ชายชุดกาวน์

        เซียวปินพูดแนะหลี่ชุนหลานทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังชายที่เป็นคณะบดีพลางพูดเสียงร้าย“ฉันจ่ายตังค์ไปแล้วอยู่รอดูอาการต่อมันก็เป็นเรื่องปกติยิ่งไปกว่านั้นอาการน้าหลี่ตอนนี้ก็ยังไม่หายดีต่อให้คุณจะเป็นคณบดีแล้วคุณมีเหตุผลอะไรจะให้เราออกจากโรงพยาบาลไม่ทราบ”

        ชายชุดสูทหันมองเซียวปินแล้วหัวเราะอย่างอวดดี“แกคือเซียวปินสินะฉันชื่อเซี่ยหลุนเป็นพ่อของเซี่ยกู้เฉิง”

        เซียวปินตาสว่างในที่สุดเขาก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้วเชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆลูกเป็นยังไงพ่อก็เป็นอย่างนั้น…หมาแก่ตระกูลเซี่ยก็ชอบใช้อำนาจข่มเหงคนอื่นช่างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ

        *มังกรมีเกล็ดผกผันใครตามใครรอดใครคิดนอกใครตาย!

        เซียวปินถอนหายใจมองหลี่ชุนหลานด้วยความรู้สึกผิดผสมกับจนปัญญา“น้าหลี่…คิดไม่ถึงเลยว่าผมจะทำให้น้าเดือดร้อน…เสียวเสี่ยวเธอดูแลคุณน้าให้ดีเรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง”

        ซูเสียวเสี่ยวไม่คิดว่าเซียวปินจะสามารถทำอะไรได้เขาก็แค่ทหารที่ถอนตัวแล้วคนหนึ่งจะไปทำอะไรได้?ในสนามรบตัววัดระดับความสามารถของทหารคือความกล้าและความฉลาดเฉลียวแต่หากอยากเป็นใหญ่อยากมีที่ยืนในสังคมสิ่งที่จำเป็นคืออำนาจและความเจ้าเล่ห์ต่างหาก

        แต่เมื่อได้สบเข้ากับสายตาของเซียวปินหัวใจเธอก็กระตุกวูบด้วยความตกใจสายตาแบบนั้นต้องมีความมั่นใจมากขนาดไหนถึงจะมีได้นะนั่นไม่ใช่สายตาที่ใครตั้งใจจะมีก็มีได้เขาไม่ได้แสร้งแสดงออกมาแต่เป็นสายตาที่แข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่มีในผู้ชายที่ประสบความสำเร็จแล้วซึ่งมันจะแสดงออกมาเองเมื่อที่เจ้าตัวไม่ทันได้ระวัง

        “เสี่ยวปิน…อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยอย่างมากก็แค่เปลี่ยนโรงพยาบาลเท่านั้นเอง”

        “แม่คะหนูเชื่อในตัวพี่ปิน…”

        ไม่รู้ว่าเป็นเมื่อใดที่หัวใจของซูเสียวเสี่ยวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

        เซียวปินยืนประจันหน้าเซี่ยหลุนเขาพูดอย่างราบเรียบ“ถ้าฉันเดาไม่ผิดแกคงทำไปเพราะเซี่ยกู้เฉิง”

        เซี่ยหลุนบนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่อาจจะมีมากกว่าเซียวปินเสียด้วยซ้ำ“ตอนนี้แกก็คงจะเข้าใจแล้วสินะว่าไอ้กระจอกอย่างแกไม่ควรมายุ่งกับคนตระกูลเซี่ยวัยรุ่นเอ๋ย…ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจรีบคุกเข่าลงแล้วขอร้องให้ฉันยกโทษให้ซะไม่งั้นฉันจะทำให้ทั้งเจียงเฉิงไม่มีที่สำหรับคนอย่างแก”

        คุกเข่า?นี่มันชักจะหยามเหยียดกันมากเกินไปแล้ว!

        ซูเสียวเสี่ยวหน้าถอดสีเธอพูดอย่างรีบร้อน”พี่ปินห้ามทำเด็ดขาดนะ”

        หลี่ชุนหลานเองก็โกรธจนแทบจะลมจับอยู่แล้ว“เสี่ยวปินเราไปกันเถอะในเมืองเจียงเฉิงใช่ว่าจะมีโรงพยาบาลแค่ที่นี่ที่เดียวถ้าไม่ได้จริงๆก็กลับบ้านเถอะยังไงตอนนี้น้าเองก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”

        เซี่ยหลุนหัวเราะเย็นเยียบ“พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ในอาณาเขตเจียงเฉิงไม่ว่าจะเป็นที่ไหนแค่ฉันใช้อำนาจที่มีอยู่ไม่ว่าโรงพยาบาลไหนก็ไม่กล้ารับพวกแกเข้าหรอกหรือต่อให้แกจะออกจากเมืองเจียงเฉิงไปฉันก็ยังมีวิธีอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่จะจัดการกับพวกแกตราบจนพวกแกจะอยู่อย่างตายทั้งเป็น”

        เซียวปินถอนหายใจเฮือกใหญ่เขามองเซี่ยหลุนด้วยสายตาสงสารจับใจราวกับผู้ที่กำลังจะถูกจับขึ้นเขียงไม่ใช่ตนเองแต่เป็นอีกฝ่ายต่างหาก“งั้นก็คงจะน่าเสียดายสิ่งที่ฉันทนไม่ได้มากที่สุดก็คือการมาทำร้ายคนในครอบครัวญาติมิตรหรือเพื่อนของฉัน…”

        “ทนไม่ได้แล้วแกจะทำอะไรได้?”เซี่ยหลุนพูดอย่างเหยียดหยาม

        เซียวปินไม่ได้ตอบแต่สายตาที่ทั้งเย็นยะเยือกมืดมนและเต็มไปด้วยความอาฆาตไปให้แทนทำเอาเซี่ยหลุนราวตกลงไปในนรกขุมลึกหัวใจเขาราวจะหยุดเต้นความหนาวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนเข้าปกคลุมเซี่ยหลุนจนถึงกับสั่นเขากระโดดถอยหลังไปด้วยใบหน้าขาวซีดโจวเจ๋อซ่านเห็นดังนั้นจึงรีบโผเข้าไปประคองเซี่ยหลุนเอาไว้“คุณเซี่ย..คุณเซี่ยครับ…คุณเป็นอะไรไป?”

        ใบหน้าของเซี่ยหลุนทั้งขาวทั้งซีดก่อนความอายจะกลายเป็นความโกรธ…เขาชี้หน้าเซียวปินแล้วตะโกนอย่างโมโหสุดขีด“คณบดีโจวไอ้คนไม่รู้จักประมาณตัวเองแบบนี้ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอะไรอีกแล้วให้มันไสหัวออกไปซะลากมันไสหัวออกไป!”

        โจวเจ๋อซ่านไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยหลุนจึงมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้“ได้…ได้ครับผมจะเรียกรปภ.ผมจะเรียกให้มาเดี๋ยวนี้เลย”เขารีบร้อนตอบ

        พูดจบเขาก็หมุนตัวกลับไปก่อนจะตะโกนใส่นางพยาลดังลั่น“ยังมายืนทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้ยังไม่รีบไปเรียกรพป.อีก”

        เหล่าพยาบาลตกใจเสียจนแทบจะกรีดร้องออกมาแต่ก็ยังรีบทำตามคำสั่งนายขณะที่พวกเธอกำลังจะวิ่งออกไปตามคำสั่งเซียวปินก็โพล่งขึ้น“รอเดี๋ยวก่อน”

        “แกจะทำอะไร”โจงเจ๋อซ่านพูดเสียงร้าย

        เซียวปินมองโจวเจ๋อซ่านพลางยิ้มหวาน“คณบดีโจวนี่เป็นโรงพยาบาลของรัฐฯแล้วโรงพยาบาลก็มีไว้บริการประชาชนคุณคิดว่าจะสามารถปิดบังความจริงเรื่องนี้ไปได้หรอ?”

        โจวเจ๋อซ่านชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะร่วนราวกับกำลังหัวเราะเยาะในความโง่เขลาเบาปัญญาของเซียวปิน“นี่เป็นโรงพยาบาลของฉันแน่นอนว่าต้องมีฉันเป็นใหญ่”

        “คุณเป็นคณบดีของที่นี่ก็จริงแต่หากคุณทำผิดทำสิ่งที่ขัดกับความเป็นคนและจรรยาบรรณในสายงานของตัวเองคุณก็ต้องได้รับโทษจากคนที่มีอำนาจมากกว่าเช่นกัน”

        โจงเจ๋อซ่านพูดอย่างเย่อหยิ่งและแสดงสีหน้ารังเกียจออกมา“ใครจะลงโทษฉันแกหรอ?”

        เซียวปินเบี่ยงสายตาไปมองที่ด้านนอกคนอื่นๆจึงหันไปมองตามเขาเช่นกัน…จางยีจื่อถูกประคองเอาไว้โดยฟรอยทั้งสองค่อยๆเดินเข้ามาในห้องทีละก้าวอย่างช้าๆเมื่อโจวเจ๋อซ่านได้เห็นคนตรงหน้าชัดๆก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตะลึงไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเองเขาพูดเสียงสั่น“จาง…จาง…ท่านผู้อวุโสจางท่านมาได้ยังไงครับ?”

      ——————————————————————————————————–                                              ====================================================

        *จางเหล่า:จางเหล่ามาจากจาง(สกุลจาง)+เหล่า(แปลว่าแก่) ถ้าแปลจวมกันก็จะแปลว่าผู้อวุโสจางค่ะแต่เพราะมันยาวเกินไปบวกกับชื่อนี้ก็ออกมาบ่อยมากทางผู้แปลจึงขอเรียก‘จางเหล่า’ทับศัพท์ต่อไปนะคะขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เข้าใจค่ะ

        **มังกรมีเกล็ดผกผัน:เป็นสำนวนค่ะตามตำนานของจีนเล่าว่าที่คอของมังกรจะมีเกล็ดอันหนึ่งที่ไม่เหมือนพวกอยู่คือมันจะหันไปข้างตรงกันข้ามกับเกล็ดที่เหลือค่ะแล้วเล่ากันว่าถ้าใครไปแตะโดนเกล็ดๆนั้นมังกรก็จะฆ่าคนๆนั้นทันทีสำนวนนี้เลยใช้เปรียบกับขอบเขตหรือขีดจำกัดหรือจุดที่เป็นจุดห้ามที่ไม่สามารถแตะต้องหรือยุ่งเกี่ยวได้ของแต่ละคนค่ะประมาณว่าถ้าเราไปยุ่งเกี่ยวหรือล้ำเส้นจุดที่เป็นจุดนั้นของคนๆนั้นแล้วพวกเขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงกลับมาค่ะ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม