0 Views

เซียวปินกลับไปยังโรงแรมอีกครั้งเพื่อให้ไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเขาจึงเช่าห้องพักเอาไว้แล้วเข้าพักก่อนการลงมือกล้องวงจรปิดภายในโรงแรมสามารถบันทึกได้ว่าเขาเข้าพักตอนไหนแต่กลับไม่สามารถบันทึกภาพตอนเขาออกไปได้

ในฐานะอดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศหากต้องการจะฆ่าใครสักคนโดยไม่ให้ถูกสงสัยแน่นอนว่าเขามีวิธีที่จะทำได้มากมายนับไม่ถ้วน

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากอาบน้ำแต่งตัวและกินอะไรเรื่อยเปื่อยในตอนเช้าเรียบร้อยแล้วเขาจึงเดินทางไปเยี่ยมคุณนายซูที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่หน้าประตูห้องเซียวปินเห็นคุณนายซูและซูเสียวเสี่ยวกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติดูท่าว่าอาการท่านจะฟื้นตัวเร็วใช้ได้เลยเขาเคาะไปที่ประตูเบาๆรอจนแม่ลูกทั้งสองหันมามองถึงดันประตูเข้าไป

“ผู้มีพระคุณ…มาแล้วหรอ”คุณนายซูดูมีความสุขมาก“เมื่อวานถ้าไม่ได้เธอล่ะก็ป่านนี้ฉันคงจะตายไปนานแล้วเมื่อกี้ฉันยังถามถึงเธอกับเสียวเสี่ยวอยู่เลยแต่เจ้าลูกคนนี้ก็เหลือเกินถามอะไรไปก็เอาแต่พูดว่าไม่รู้ท่าเดียวเลย”

เซียวปินเดินเข้าไปหาพลางพูดระคนหัวเราะ“คุณน้าอย่าเรียกผมว่า‘ผู้มีพระคุณ’เลยครับผมเป็นเพื่อนในกองทัพของเพ่ยหย่าดังนั้นคุณน้าก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของผมเหมือนกันส่วนเรื่องเมื่อวานก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยคุณน้าไม่ต้องขอบคุณอะไรผมหรอกครับ”

“จะพูดแบบนั้นได้ยังไง…เอ๊ะ…เธอยังเป็นเพื่อนกับเพ่ยหย่าด้วยหรอ? เพ่ยหย่าไม่ได้กลับมาตั้งนานแล้วตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง? ”คุณนายซูตื่นเต้นจนแทบจะลุกขึ้นนั่งซูเสียวเสี่ยวที่อยู่ข้างๆเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาประคองมารดาเอาไว้ก่อนจะจ้องเขม็งไปยังเซียวปินทั้งที่เมื่อวานก็คุยกันไปแล้วแท้ๆไหนบอกว่าให้เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับก่อนไงทำไมเขาถึงยังพูดมันออกมาอีกเขานี่มันเชื่อถือไม่ได้เลยจริงๆ!”

เซียวปินพูดยิ้มๆ“คุณน้าวางใจเถอะครับตอนนี้เธอกำลังทำภารกิจอยู่ข้างนอกภารกิจนี้คงต้องใช้เวลานานสักหน่อยช่วงนี้เธอเลยยังกลับมาไม่ได้ก่อนมาเธอยังฝากให้ผมทักทายคุณน้าแทนเธอด้วย”

“เฮ้อเจ้าลูกคนนี้….ก็ต้องเข้าใจแหละนะงานมันสำคัญแล้วยิ่งงานของเป็นงานเพื่อประเทศชาติอีกสงสารก็แต่ตาแก่ของฉันที่ก่อนตายก็ยังไม่ได้….”

คุณนายซูหยุดประโยคลงแล้วนิ่งซึมไปซูเสียวเสี่ยวและเซียวปินเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาพูดปลอบเธอ

หลังคุยไปได้สักพักอารมณ์ของทุกคนก็ดีขึ้นมากคุณนายซูเองก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าละเลยผู้ช่วยชีวิตตัวเองไปเธอหันกลับมาให้ความสนใจกับเซียวปินแล้วพูดเขินๆ“ขอโทษที่เสียมารยาทไปนะจ๊ะฉันยังไม่รู้เลยว่าเธอชื่ออะไรฉันชื่อหลี่ชุนหลานเธอเรียกฉันว่าน้าหลี่ก็ได้”

“ผมชื่อเซียวปินน้าหลี่เรียกผมว่า*เสี่ยวปินก็ได้ครับ”เซียวปินตอบยิ้มๆ

“งั้นฉันจะเรียกเธอว่า*เสี่ยวปินก็แล้วกันนะ”

เซียวปินพูดระคนหัวเราะ“คุณน้าอยากเรียกอะไรก็เรียกเถอะครับ”

“เสี่ยวปินแล้วเธอเป็นคนที่ไหนล่ะอายุเท่าไหร่แล้วแต่งงานรึยัง?”

คำถามเหล่านี้ทำให้ซูเสียวเสี่ยวขมวดคิ้วมุ่นเซียวปินเองก็รู้สึกหวิวในใจเช่นกันน้าหลี่คงไม่ได้กำลังจะหาคู่ให้เขาหรอกใช่ไหม?แต่ถ้าจะไม่ตอบเลยมันก็ดูจะไร้มารยาทจนเกินไปเซียวปินจึงได้แต่พูดระคนหัวเราะกลับไป“ผมเป็นคนเมืองฟงหลานครับอายุก็ปาเข้าไปยี่สิบหกปีแล้วอย่าว่าแต่เมียเลยแม้แต่แฟนผมก็ยังไม่มีเลยครับ”

หลี่ชุนหลานได้ยินดังนั้นก็ดีใจใหญ่เธอไม่ได้คิดจะจับคู่เซียวปินกับใครที่ไหนไกลเลยเพราะเป้าหมายของเธอคือเพ่ยหย่าลูกสาวคนโตของเธอต่างหากเธอคิดว่าในเมื่อเพ่ยหย่าเป็นคนออกปากให้เขามาเยี่ยมเธอที่นี่แสดงว่าเพ่ยหย่าเองก็รู้สึกดีกับเขาอยู่ไม่ใช่น้อยบวกกับเจ้าหนุ่มนี่ก็เป็นผู้ช่วยชีวิตของตนที่ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาด้วยดังนั้นหากเธอเข้ามาช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชักให้พวกเขาอีกสักหน่อยล่ะก็ไม่แน่พวกเขาอาจจะเปลี่ยนความสัมพันธ์จากเพื่อนไปเป็นอย่างอื่นก็ได้

“อายุยี่สิบหกก็ไม่เด็กแล้วนะเพ่ยหย่าเองก็อายุยี่สิบสามแล้วเหมือนกันพวกเธอทั้งคู่ต่างก็ถึงวัยที่ควรจะมีแฟนได้แล้วทำไมยังไม่หาอีกล่ะ?ยังไม่เจอคนที่ถูกใจ?คนในบ้านก็ไม่ช่วยแนะนำผู้หญิงให้หรอ?”

เซียวปินพูดหม่นๆ“ผมโตมาในศูนย์เด็กกำพร้าน่ะครับจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพ่อกับแม่ตัวเองเป็นใครผมไม่มีครอบครัวหรอกครับ”

“ขอโทษทีนะจ๊ะน้าคิดไม่ถึงว่า…”

“ไม่เป็นไรครับว่าแต่คุณน้าอาการเป็นยังไงบ้างครับ”เขาพูดยิ้มๆ

“ดีขึ้นมากแล้วจ้ะน้าคิดว่าควรจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วด้วยซ้ำแต่พวกเขากลับไม่มีใครเห็นด้วยกับน้าเลย”

“แม่คะคุณหมอก็บอกอยู่ตอนนี้ขนาดแม่แค่จะลงจากเตียงยังไม่ได้เลยหมอก็สั่งมาแล้วว่าให้แม่พักผ่อนให้มากๆอีกอย่างเมื่อเช้านี้หมอก็เพิ่งจะตรวจร่างกายแม่ไปยังไงก็ยังต้องรอให้ผลตรวจออกมาก่อน”ซูเสียวเสี่ยวพูดบ่น

“เฮ่ย…ร่างกายของแม่แม่รู้ดีถึงนอนพักที่โรงพยาบาลต่อก็แค่นั้นแหละอีกอย่างที่ร้านบะหมี่ก็ต้องการแม่แล้วเส้นราเม็งสูตรเฉพาะของบ้านเราก็มีแค่แม่คนเดียวที่ทำเป็นถ้าแม่ไม่กลับไปแล้วร้านเราจะเปิดได้ยังไงล่ะ”

ซูเสียวเสี่ยวพูดท้วง“ไปร้านบะหมี่ก็ใช่ว่าจะต้องกินแต่ราเม็งนี่นาอีกอย่างกิจการหรือร่างกายแม่อันไหนที่สำคัญกว่าแม่นอนรักษาตัวอยู่ที่นี่ไปเลยนะรอเมื่อไหร่หมอบอกว่าออกได้แล้วค่อยออก”

“เจ้าลูกคนนี้นี่…”

หลี่ชุนหลานกำลังจะบ่นลูกสาวแต่เซียวปินที่อยู่ข้างๆก็พูดกระซิบขึ้นมาก่อน“คุณน้าครับอันที่จริงเส้นราเม็งสูตรเฉพาะของคุณน้าผมก็ทำเป็นนะครับ…”

“เธอก็ทำเป็นหรอ?”หลี่ชุนหลานมองเซียวปินอย่างตกตะลึงเท่าที่จำได้นี่เป็นเส้นราเม็งสูตรลับประจำตระกูลซูนี่นาแล้วหลังจากที่สามีตายไปก็เหลือแค่เธอกับลูกสาวคนโตเท่านั้นที่ทำเป็น…หรือเพ่ยหย่าจะเป็นคนสอนเขา?

เมื่อคิดได้ดังนั้นหลี่ชุนหลานก็ตาเป็นประกายลูกสาวบอกกระทั่งสูตรราเม็งสูตรลับของตระกูลแบบนี้หรือว่า…

เซียวปินพูดเขินๆ“อันที่จริงที่ผมมาในครั้งนี้ก็เพราะเพ่ยหย่าบอกให้ผมมาช่วยทำงานในร้านนี่แหละครับตอนนี้ผมเองก็ถอนตัวออกจากทีมแล้วแล้วก็กำลังหางานทำอยู่ด้วยเพียงแต่…ไม่รู้ว่าคุณน้าจะอยากรับผมเข้าทำงานรึเปล่า”

หลี่ชุนหลานพูดดีใจ“รับสิเพ่ยหย่าเนี่ยเจ้าลูกคนนี้ตาถึงจริงๆเอาล่ะน้าตัดสินใจแล้วต่อจากนี้ไปร้านนั้นก็ยกให้เธอเป็นคนดูแลไปเลยแล้วกัน”

“ไม่ได้!”ซูเสียวเสี่ยวโพล่งขึ้น

แอดด

จู่ๆประตูก็ถูกเปิดออกก่อนหมอเจ้าของไข้จะเดินลอดประตูเข้ามาคนในเสื้อกาวน์หยุดยืนที่หน้าประตูแล้วพูด“ญาติช่วยตามหมอมาทางนี้หน่อยครับ”

เซียวปินพูดยิ้มๆ“เสียวเสี่ยวเธออยู่คุยกับคุณน้าไปก่อนเถอะเดี๋ยวฉันออกไปคุยกับคุณหมอเอง”

“ได้จ้ะ!”เมื่อเห็นเซียวปินออกตัวว่าเป็นญาติผู้ป่วยเขารู้ตัวเองเช่นนี้หลี่ชุนหลานก็ยิ่งดีใจไปใหญ่เธอรอจนเซียวปินออกไปจากห้องจึงมองเขม็งไปที่ลูกสาว“เสี่ยวปินเป็นเด็กที่ดีขนาดนั้นแถมยังช่วยชีวิตแม่เอาไว้อีกเขาไปทำอะไรให้แกทำไมแกถึงได้เกลียดขี้หน้าเขาขนาดนั้น?”

อีกด้านเซียวปินเดินตามหมอมาจนสุดฉนวนก่อนคุณหมอจะหันมองเซียวปินแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่“แนะนำให้ญาติเตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่าครับคนไข้คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”

“ว่าไงนะ?”เซียวปินช็อกสุดขีด“ผมเห็นเหมือนสุขภาพของน้าหลี่ดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่หรอ?”

“ดูเผินๆก็อาจจะใช่ครับ”คุณหมอถอนหายใจก่อนจะพูดอย่างจนปัญญา“เมื่อคืนขณะที่เรากำลังยื้อชีวิตเธออยู่เราพบว่าในร่างกายของเธอมีบางอย่างที่ผิดปกติไปแต่เพราะยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่ามันคืออะไรกันแน่เราเลยยังไม่ได้บอกรายละเอียดกับพวกคุณจนเช้าวันนี้หลังทางเราได้ทำการตรวจร่างกายเธอโดยละเอียดแล้วผลตรวจที่เพิ่งได้มาเมื่อสักครู่นี้…”

“ผลตรวจว่ายังไงบ้างครับ?”

“หลังตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดแล้วเราพบว่าเธอโรคเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนครับ”

เซียวปินสีหน้าแย่ลงทันทีมะเร็งตับอ่อน…ต่อให้ความรู้ทางการแพทย์ของตนจะด้อยมากเพียงใดแต่เขาก็รู้ดีว่าในกลุ่มโรคมะเร็งทั้งหมดมะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่รักษาได้ยากที่สุดแล้วหรือต่อให้จะสามารถรักษาได้สำเร็จผู้ป่วยก็มีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่นานเท่านั้นคิดไม่ถึงเลยว่าบ้านซูจะมีเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมากมายขนาดนี้ซูเพ่ยหย่าตายแล้วพ่อของเธอก็ประสบอุบัติเหตุจากไปมาตอนนี้ขนาดคุณน้าเองก็ยัง…”

คุณหมอพูดด้วยใบหน้าจริงจัง“คุณเองก็คงจะเคยได้ยินมาบ้างว่าผู้ป่วยในกลุ่มโรคมะเร็งตับอ่อนมีสถิติการรอดชีวิตที่ต่ำมากยิ่งคนไข้อยู่ในระยะสุดท้ายแล้วด้วยเรื่องการจะรักษาเธอให้หายนั้นไม่มีความเป็นไปได้เลยครับต่อให้ผู้ป่วยจะเข้ารับการผ่าตัดแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่นานเท่านั้น”

เซียวปินรีบถามต่อ“แล้วถ้าการผ่าตัดสำเร็จเธอจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ครับ?”

“ถ้าโชคดีก็อาจจะอยู่ได้อีกประมาณสักสองปีแต่ถ้าโชคไม่ดีเธอคงอยู่ได้อีกไม่เกินสี่เดือน…แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้ก็คือหากการผ่าตัดล้มเหลวมีความเป็นไปได้มากที่คนไข้จะเสียชีวิตคาเตียงผ่าตัดและจากสภาพร่างกายคนไข้ในขณะนี้แล้วเป็นได้มากว่าการผ่าตัดจะล้มเหลว…”

สีหน้าเซียวปินดูแย่มากกว่าเดิมมากคุณหมอถอนหายใจอีกครั้งก่อนกล่าว“ดังนั้นผมคิดว่าอย่าให้คนไข้เข้ารับการผ่าตัดเลยครับให้เธอได้ใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่อย่างมีความสุขเถอะให้เธอได้กินอะไรที่อยากจะกินพยายามทำตามที่เธอต้องการให้ได้มากที่สุดให้เธอได้จากไปอย่างหมดห่วงเถอะครับ…”

“แล้วถ้าไม่ผ่าตัดเธอจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ครับ?”

“นานสุดก็คงไม่เกินหนึ่งเดือนครับ…นี่เป็นเหมือนการเดิมพันหากแพ้แม้แต่ชีวิตเพียงหนึ่งเดือนที่ยังเหลืออยู่ก็จะหลุดลอยไปด้วยพวกคุณกลับไปปรึกษากันให้ดีๆเถอะครับเฮ้อ…ถ้าเธอมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลให้เร็วกว่านี้ก็คงจะดีปกติผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้มักจะมีอาการปวดที่ท้องอยู่บ่อยๆเธอประมาทมากเกินไปอาการก็เลยมาจนถึงขั้นนี้”

คุณหมอถอนหายใจอีกครั้งเตรียมจะเดินจากไป“หมอครับ”เซียวปินเรียกหยุดหมอเอาไว้ก่อนจะก้าวสองก้าวไปหาคุณหมอ“ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆหรอครับ?”

“เธออยู่ในระยะสุดท้ายแล้วผมเองก็จนปัญญา…”คุณหมอพูดพลางส่ายหัว

เซียวปินรู้สึกราวตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปใต้น้ำจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรที่มืดมิดและเย็นเยียบ

กึก

จู่ๆคุณหมอก็หยุดฝีเท้าลงแล้วจึงหันมากล่าวกับเซียวปิน“นอกเสียจาก…”

เซียวปินราวกับเห็นแสงสุดท้ายส่องผ่านความมืดเข้ามาเขาจับไปที่เสื้อกาวน์หมอคนเดิมถาม“นอกเสียจากอะไรครับ?”

“นอกจากเซียนแห่งการแพทย์จางยีจื่อจะมาทำการผ่าตัดในครั้งนี้ด้วยตัวเองจางยีจื่อเป็นถึงมือหนึ่งในวงการแพทย์ประเทศจีนด้วยฝีมือการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมของเขาหากได้เขามาเป็นคนทำการผ่าตัดในครั้งนี้ล่ะก็คนไข้มีเปอร์เซ็นรอดอย่างน้อย70-80เปอร์เซ็นเลยก็ว่าได้ถ้าการผ่าตัดสำเร็จไปได้จริงอย่างน้อยคนไข้ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อได้นานขึ้นอีกเป็นเดือนหรืออาจเป็นปีแต่น่าเสียดาย…จางยีจื่อถอนตัวจากวงการแพทย์ไปหลายปีแล้วในตอนนี้ถ้าผมจำไม่ผิดเขาก็น่าจะยังอยู่ที่เมืองจิงตูแต่ถ้าคุณกำลังคิดจะไปหาเขาที่นั่นแล้วขอให้เขาช่วยล่ะก็ผมบอกเลยว่ายากอย่าว่าแต่คนธรรมดาอย่างเราๆเลยต่อให้เป็นถึงเป็นคนใหญ่คนโตก็ใช่ว่าจะเชิญเขาออกมาได้ง่าย”

“จางยีจื่อ?”เซียวปินดวงตาเป็นประกาย“ขอบคุณนะหมอขอบคุณครับ”

นายแพทย์คนเดิมคิดในใจขณะมองเซียวปินเดินจากไป…อาการของเธอเป็นเช่นนี้เซียวปินคงอยากจะลองทำทุกทางที่ทำได้ดูก่อนเพียงแต่จางยีจื่อหาใช่คนที่ใครอยากจะเชิญก็เชิญได้ไม่เรื่องขอให้จางยี่จื่อช่วยจึงเป็นไปไม่ได้เลยแต่เขาเองก็ไม่อยากจะพูดให้เซียวปินเสียกำลังใจจึงแค่กล่าวเตือนเซียวปินเรื่องจางยี่จื่ออีกครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินจากไป

หลังนายแพทย์จากไปเซียวปินก็รีบเดินเข้ามุมก่อนเขาจะต่อสายออกไปทันทีเซียวปินพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ประมาณสิบนาทีกว่าๆจากนั้นเขาก็มีใบหน้ายิ้มแย้มขึ้นไม่น้อยเขาเดินกลับทางเดิมแล้วเข้าไปในห้องพักของหลี่ชุนฮวาอีกครั้ง

เมื่อเห็นเซียวปินเดินกลับเข้ามาหลี่ชุนฮวาก็พูดอย่างอารมณ์ดี“เสี่ยวปินคุณหมอว่ายังไงบ้างจ๊ะเห็นไปซะนานเชียว”

เซียวปินหัวเราะ“คุณหมอบอกให้พวกเราคอยจับตาดูคุณน้าอย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาดแบบนั้นคุณน้าจะได้ยอมนอนพักผ่อนซะดีๆ…ว่าแต่คุณน้าครับคุณน้าชอบรู้สึกปวดท้องบ่อยๆใช่รึเปล่าครับ?”

“ใช่สิ…”หลี่ชุนหลานยิ้มแห้งๆ“คงเป็นเพราะสองเดือนที่ผ่านมาน้ากินข้าวไม่ค่อยตรงเวลาเท่าไหร่ร่างกายเลยอาจมีปัญหาอยู่บ้าง”

ซูเสียวเสี่ยวมองไปยังเซียวปินเธอถาม“มีปัญหาอะไรอย่างนั้นหรอ?”

เซียวปินหัวเราะแห้งๆ“คุณน้าครับคุณน้าควรจะดูแลตัวเองบ้างนะเสียวเสี่ยวเธอก็ควรจะดูแลเอาใจใส่คุณแม่ให้มากกว่านี้นะคุณน้าไม่ใส่ใจสุขภาพร่างกายตัวเองก็ว่าแย่แล้วทำไมแม้แต่เธอก็ยังประมาทแบบนี้อาการปวดท้องหนักๆแบบนี้เธอคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆงั้นหรอ?”

ถ้าเป็นเวลาปกติซูเสียวเสี่ยวถูกเซียวปินต่อว่าเช่นนี้เธอคงจะชักสีหน้าใส่เขาไปเรียบร้อยแล้วแต่ตอนนี้สิ่งที่เธอสนใจก็มีแค่เรื่องสุขภาพของแม่เท่านั้น“ตกลงว่ามีปัญหาอะไรกันแน่หรือว่าแม่ป่วยเป็นโรคอะไร?”เธอถามอย่างรีบร้อน

“ในร่างกายคุณแม่เธอมีเนื้องอกอยู่แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหมอบอกว่ามันเล็กมากแค่ผ่าตัดเอามันออกก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”

ซูเสียวเสี่ยวโล่งอกไปทีเธอพูดอย่างรู้สึกผิด“แม่เป็นเพราะหนูแท้ๆเลย…หนูควรพาแม่เข้ามาตรวจเสียตั้งแต่แรกยังดีที่ครั้งนี้คุณหมอตรวจเจอพอดีไม่งั้น…”

หลี่ชุนหลานถอนหายใจพูด“อันที่จริงถึงจะตายก็ไม่เห็นจะน่าเสียดายอะไรดีซะอีกแม่จะได้ลงไปอยู่กับพ่อแกสักทีเพียงแต่…แม่ยังเป็นห่วงแกกับพี่แก”

“แม่พูดอะไรแบบนั้นเลิกพูดแบบนั้นเลยนะ!”บุคลิกภายนอกของซูเสียวเสี่ยวดูเรียบร้อยมากร่างผอมบางนั่นก็ยิ่งทำให้เธอแลดูอ่อนแอแต่เวลาโมโหขึ้นมาเธอก็เป็นคนอารมณ์ร้ายไม่เบาเลย

หลี่ชุนหลานพูดระคนหัวเราะ“ก็ได้ๆไม่พูดแล้วก็ได้เสี่ยวปินเมื่อกี้น้ากับเสียวเสี่ยวคุยกันแล้วตอนนี้ในร้านเราก็กำลังขาดคนอยู่พอดีน้าไม่อยู่ก็ไม่มีใครทำราเม็งสูตรของร้านเราเป็นอีกแล้วถ้าเธอไม่รังเกียจล่ะก็น้าจะจ่ายเงินเดือนให้เธอเดือนละห้าพันหยวนนะจ๊ะ”

“ไม่รังเกียจครับไม่รังเกียจ”จุดประสงค์ของเซียวปินก็คือการอยู่ดูแลพวกเขาแม่ลูกเท่านั้นส่วนเรื่องเงินเดือนเท่าไหร่ไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาเลย

หลี่ชุนหลานพูดพลางหัวเราะไปด้วย“ได้เลยจ้ะถ้าพร้อมเข้าทำงานเมื่อไหร่ก็เอาเลยนะตอนนี้น้าพักอยู่โรงพยาบาลเรื่องในร้านก็ฝากด้วยนะจ๊ะเดี๋ยวน้าจะโทรไปบอกกุ้ยจือเองว่าให้ฟังคำสั่งเธอ…อ้อจริงสิเธอยังไม่มีที่พักใช่ไหม?”

“ผมเพิ่งมาถึงเจียงเฉิงไม่นานน่ะครับ”

“ที่บ้านน้าก็ยังมีห้องว่างอยู่เมื่อก่อนเป็นห้องของเพ่ยหย่าเขาน่ะแต่หลายปีมานี้เขาไม่ได้อยู่บ้านเลยตอนนี้ห้องก็เลยยังว่างอยู่เอาอย่างนี้…เธอก็ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันเลยสิไม่ต้องกังวลอะไรหรอกเธอเป็นคนดีน้าไว้ใจเธอ”

เซียวปินกำลังจะรับปากแต่สายตาดันเหลือบไปเห็นซูเสียวเสี่ยวที่เอาแต่ส่งสายตาห้ามปรามมายังเขาซะก่อน

เซียวปินคิดแค่ตนได้ทำงานอยู่ในร้านก็ทำให้ซูเสียวเสี่ยวไม่พอใจมากพออยู่แล้วถ้ายังย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านอีกซูเสียวเสี่ยวคงต้องประกาศศึกกับตนแน่ยิ่งเธอก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาอยู่แล้วด้วย…

——————————————————————————————————–

===========================================================

Remark

*เสี่ยวปิน:ในภาษาจีนเวลาเรียกชื่อคนที่เด็กกว่าหรืออายุน้อยกว่ามักจะใช้คำว่า’เสี่ยว’เรียกนำหน้าชื่อหากเป็นคนรุ่นเดียวกันส่วนมากจะใช้คำว่า’อา’หรืออาจจะใช้คำว่า’เสี่ยว’ก็ได้

***แต่เสี่ยวปินที่แม่ของซูเสียวเสี่ยวเรียกในเรื่องแปลว่าทหารต๊อกต๋อยหรือทหารยศเล็กๆธรรมดาๆซึ่งเป็นคำพ้องเสียงกับเสี่ยวปินในความหมายของพระเอกค่ะ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม