0 Views

        เย่จื่อชะงักไปแวบหนึ่ง เมื่อเห็นเซียวปินมองไปที่ด้านหลังเธอ ที่เบื้องหลังห่างจากเธอประมาณสิบเมตรกว่าๆ ชายสองคนกำลังเดินทอดน่อง ราวกำลังชมวิวอยู่ แต่เมื่อเห็นว่าเซียวปินมองมา ทั้งสองก็ทำทีเดินห่างออกไป แต่เพียงไม่ไกลก็หยุดฝีเท้าลงอีก

        “สองคนนั้นเป็นบอดี้การ์ดของเธอสินะ…ดูท่า เธอเองก็ไม่ธรรมดาเลย”

        เย่จื่อมองเซียวปินด้วยสายตาหลากหลายแวบหนึ่ง “นายรู้มานานแล้ว?”

        “ตอนอยู่ในดิสโก้เธคยังไม่รู้ จนตอนก่อนที่ฉันจะออกตัวช่วยเธอ ฉันพบว่าสองคนนี้กำลังจะพุ่งตัวเข้ามา แต่พอเห็นฉันลงมือก่อน พวกเขาก็หยุดลง ตอนนั้นฉันก็พอจะเดาได้แล้วล่ะ ในตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะฉันชิงลงมือก่อน บอดี้การ์ดของเธอก็คงจะจัดการไปแล้ว”

        เย่จือมองเซียวปินด้วยสายตาสลด ก่อนจะถอนหายใจหนักๆออกมา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แวบนั้น ดวงวิญญาณของเซียวปินราวกับโดนอะไรบางอย่างทุบเข้าอย่างจัง เมื่อเย่จื่อถอนหายใจ เซียวปินสัมผัสได้ถึงความเศร้าและอ้างว้างจนราวกับไม่มีที่สิ้นสุดในจิตใจของเธอ ความรู้สึกแบบนั้น ทำให้เซียวปินอดไม่ได้ อยากจะเข้าไปดูแลทะนุถนอมหญิงสาวที่ภายนอกร่าเริงสดใส แต่ภายในกลับอ้างว้างคนนี้

        “พี่ปิน พี่รู้ไหม ฉันอิจฉาพวกพี่มากจริงๆ”

        “ใครๆก็คิดว่าการได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยก็คือความสุขความโชคดี แต่คนพวกนั้นไม่รู้เลย ว่าคนบางคนตั้งแต่เกิดมาก็ราวกับนกขมิ้นที่ถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในกรงทอง เส้นทางทุกทางในชีวิตถูกกำหนดโดยพ่อแม่ กระทั่งจะต้องไปเรียนโรงเรียนไหน คบใครเป็นเพื่อน จะทำอะไรในแต่ละวัน… แม้ในบางครั้ง แค่บางครั้งที่เธอทำหัวดื้อแอบหนีออกมา แท้จริงแล้ว รอบตัวก็ยังมีคนคอยตามอยู่ดี แหอะๆ”

        “บางทีฉันก็ยังเคยคิด ถ้าฉันได้เกิดมาในครอบครัวคนธรรมดาก็คงจะดี การได้ใช้ชีวิตแบบอิสรเสรี ชีวิตที่ใช้เงินมากเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้… อิสระ หมายถึงการหลุดพ้นจากขอบเขตที่ถูกกำหนด อิสระหมายถึงการได้โผบินขึ้นบนท้องฟ้า อิสระหมายถึงการอยากทำอะไรก็ได้ทำ”

        เย่จื่อแหงนมองบนฟ้า พูดยิ้มๆ “ก็เหมือนกับนกบนท้องฟ้า ที่กางปีกโบยบินได้อย่างอิสรเสรีบนท้องฟ้ากว้าง แค่วันเดียว…ไม่สิ ขอแค่วินาทีเดียวก็พอ!”

        เธอกำลังยิ้ม แต่ที่ดวงตาคู่นั้นกลับแดงก่ำ

        เซียวปินหวั่นไหวกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “เธออยากจะบินจริงๆหรือเปล่า?”

        เย่จื่อมองไปยังเซียวปินพลางพยักหน้าหงึกหงัก

        เซียวปินยื่นมือไปข้างหน้า สายตาอบอุ่นของเซียวปินประสานเข้ากับดวงตาคู่สวยของเย่จื่อ “ส่งมือมาสิ ฉันจะพาไปบิน”

        มือเล็กขาวนวลเนียนดั่งหยกบริสุทธิ์วางลงบนมือใหญ่กระด้างของเซียวปินเบาๆ ในดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความคาดหวังแต่ขณะเดียวกันก็มีความยากที่จะเชื่อแฝงอยู่ด้วย “พูดจริงหรอ?” เธอถาม

        “แต่ว่า เวลาอาจจะสั้นสักหน่อยนะ”

        “สั้นกว่าวินาทีอีกหรอ?”

        เซียวปินหัวเราะออกมา เย่จื่อเองก็เช่นกัน

        ทันใดนั้น เซียวปินสอดมือเข้าโอบรอบเอวบางของเย่จื่อ แล้ววิ่งตรงไปยังป่าที่อยู่ไม่ไกลนักอย่างบ้าคลั่ง เขาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนราวกับสายฟ้าฟาด เขาเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ เท้าทั้งสองข้างก็เริ่มหลุดพ้นจากพื้นดินมากขึ้นเรื่อยๆ

        เย่จื่อกางแขนออกไป ดื่มด่ำความรู้สึกเมื่อลมโกรกเข้ามาสัมผัสกับมือทั้งสองข้าง มองดูทุกสิ่งรอบกายผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาโตสวยก็ระยิบระยับไปด้วยน้ำตา แล้วน้ำตาจากดวงตาคู่สวยก็ไหลลงมาทางหางตาทั้งสองข้าง  เธอครางเบาๆด้วยน้ำเสียงที่ดูมีความสุข “นี่ก็คือ…ความอิสระ”

        “แม่เจ้า ฉันเห็นอะไรอยู่? มันพาคุณหนูหนีไปแล้ว…ไม่ใช่สิ บินไปแล้วต่างหาก”

        “อย่าพูดมั่วซั่วหน่า… อุบ๊ะ บินจริงด้วย? เราจะทำไงดีเนี่ย?”

        “ก็ตามไปดิวะ เลิกเอาแต่ยืนโง่ๆอยู่กับที่ได้แล้ว!”

        การ์ดทั้งสองวิ่งตามสุดชีวิต แต่ถึงกระนั้นเมื่อเทียบกับเซียวปินแล้ว ความเร็วของทั้งสอง ก็ราวกับหอยทากไม่มีผิด

        เมื่อครู่เซียวปินอาศัยกำลังจากเท้ายกตัวเองให้ลอยขึ้นจากพื้น แล้วเหยียบไปที่กลางอากาศอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อความเร็วและแรงส่งมาจนถึงขีดสุด ก็จะสามารถลอยไปในอากาศได้ คล้ายกับวิชาตัวเบาที่มักจะปรากฏในหนังจีนกำลังภายในบ่อยๆ

        เพียงแต่การลอยตัวด้วยวิธีเช่นนี้อยู่ได้ไม่นานนัก ทว่าก่อนสองเท้าจะสัมผัสพื้น เซียวปินก็บินเข้าในป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาทิ้งเท้าเหยียบลงบนต้นไม้ แล้วใช้แรงผลักจากต้นไม้ส่งตัวเองออกไปอีก เมื่อแรงส่งเริ่มจะหมดไป เขาก็เหยียบลงบนต้นไม้อีกต้น ทำเช่นนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ เย่จื่อทันเห็นเพียงต้นไม้ผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็วต้นแล้วต้นเล่า ก่อนเธอจะกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

        เซียวปินเองก็เริ่มเปล่งเสียงร้องตะโกนออกมาเช่นกัน เขาร้องคำรามเสียงดัง จนรู้สึกราวกับตนเป็นสัตว์ป่า แต่การกระทำเช่นนี้กลับให้ความรู้สึกปลดปล่อยสะใจ

        เดิมทีเซียวปินก็ไม่ใช่คนที่จะมานั่งโทษฟ้าด่าดินอยู่แล้ว และไม่ใช่คนกลัวความผิดพลาดหรือปล่อยวางไม่ได้ด้วย เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดกับเซียวปินลึกมากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น การตายของเพ่ยหย่ายังอาจจะสืบสาวไปถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งด้วย…ในหลงเหมินมีหนอนบ่อนไส้อยู่จริงหรือไม่!

        ทว่าตอนนี้ เมื่อเซียวปินได้ตะโกนออกมาเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาก และคิดอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เรื่องที่เกิดขึ้น คนที่ผิดไม่ใช่เขา และไม่ใช่ซูเพ่ยหย่าด้วย ในเมื่อเธอเลือกเส้นทางนี้แล้ว เธอก็ต้องเดินต่อไปจนสุดทาง ไม่ว่าผลลัพธ์ของมันจะเป็นอย่างไร เธอก็ต้องแบกรับมันเอาไว้ให้ได้ด้วยตัวเอง และเมื่อในตอนนี้เรื่องราวทุกอย่างก็ได้ผ่านไปแล้ว ตัวเขาเองก็ต้องมองไปข้างหน้าและก้าวเดินต่อไป ต้องดูแลคนในครอบครัวเพ่ยหย่าให้ดี ค่อยๆสืบหาความจริงเรื่องซูเพ่ยหย่าต่อไป

        ป่าผืนนี้กว้างไกลมาก เมื่อทั้งสองข้ามผ่านป่านั้นมาได้ เซียวปินก็ใกล้หมดแรงเต็มทีแล้ว ในที่สุด ทั้งคู่ก็ร่อนลงสู่พื้นดิน

        ใต้แสงจันทรา เซียวปินหยุดนิ่งมองหญิงสาวซึ่งแนบอยู่กลางอกตนในขณะนี้ เย่จื่อดวงตาแพรวพราวไปด้วยความตื่นเต้นเต็มเปี่ยม สองข้างแก้มแดงระเรื่อจากความตื่นเต้น เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเซียวปินที่ชะงักค้างมองมายังเธอราวกับตกอยู่ในภวังค์ เย่จื่อก็แสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์พลางพูดแซว “นายคงไม่ได้หลงรักฉันเข้าแล้วใช่ไหม?”

        “มันก็ไม่แน่” เซียวปินคลายเธอออกจากอ้อมแขน เขาเดินไปนั่งลงที่ใต้ต้นไม้ พูดพลางหัวเราะ “พวกการ์ดของเธอฝีมือไม่เอาถ่านเลยจริงๆ ดูท่าว่าคงจะตามมาไม่ทันในเร็วๆนี้หรอก”

        “ฝีมือพวกเขาไม่ได้แย่หรอก แต่เป็นนายต่างที่เก่งเกินไป ฉันยังไม่เคยเห็นใครบินได้เลยนะ…นี่เป็นวรยุทธหรอ? แต่พวกการ์ดของฉันก็มีวรยุทธเหมือนกัน ทำไมไม่เห็นเก่งเหมือนนายเลย”

        เซียวปินมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเย่จื่อ แล้วพูดระคนหัวเราะ “จริงๆแล้วที่ฉันทำก็ไม่ได้เรียกว่าบินหรอก ตอนเริ่มแรก ฉันอาศัยลอยตัวโดยการกระโดด ต่อมาก็ยืมแรงจากผืนป่าโดยการใช้ต้นไม้เป็นที่เหยียบต่อๆไป คล้ายๆลิงที่โหนไปมาตามต้นไม้น่ะแหละ ยังห่างไกลกับคำว่าบินอีกโขเลย”

        เย่จื่อทิ้งตัวลงนั่งข้างเซียวปิน เธอพูดยิ้มๆ “โบยบิน ก็ไม่จำเป็นต้องบินจริงๆซะหน่อย ที่สำคัญมากกว่าคือการได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนั้นต่างหากล่ะ เมื่อกี้ฉันสัมผัสมันได้แล้ว”

        “ฉันเข้าใจว่าเธอกำลังชมฉันได้ใช่ไหม?” เซียวปินพูดระคนหัวเราะ

        เมื่อเย่จื่อยิ้ม เธอดูสวยมากจริงๆ ดวงตาโค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยว “ไม่ใช่แค่ชม ฉันยังรู้สึกขอบคุณพี่มากๆด้วย ตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งพ่อแม่และพี่ๆต่างก็รักฉันมาก แต่ตอนนี้ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกไม่นานฉันก็จะเข้ายี่สิบแล้วนะ… ช่างเถอะ พี่ปิน เรามาคุยเรื่องพี่บ้างดีกว่า…พี่เป็นคนมีประวัติ ใช่ไหม? ฉันดูออกนะ พี่มีเรื่องอะไรในใจใช่ไหม?”

        เซียวปินพูดเศร้า “เธอพูดถูก เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆด้วย”

        “เล่าให้ฉันฟังสักหน่อยสิ ดูว่าฉันจะช่วยอะไรพี่ได้บ้างหรือเปล่า หรือถึงฉันจะไม่เข้าใจ อย่างน้อยมันก็ยังดีที่ได้ระบายกับใครสักคนไม่ใช่หรอ”

        พอมองไปยังสาวน้อยหน้าตาน่ารักตรงหน้า เซียวปินก็ปฏิเสธเธอไม่ลงเลยจริงๆ เขาครุ่นคิดพักหนึ่ง ก่อนจะพูด “ฉันไม่เหมือนกับเธอ ฉันโตมาในศูนย์เด็กกำพร้า”

        “แล้ว…แล้วพ่อแม่พี่ล่ะ”

        “ไม่รุ้สิ” เซียวปินตอบใบหน้านิ่งเฉย “ไม่มีก็ไม่เห็นจะเป็นไร ยังไงหลายปีมานี้ก็ยังอยู่มาได้แล้ว…ถึงแม้จะโตมาในศูนย์เด็กกำพร้า แต่ฉันมีความสุขมาก คุณน้าในศูนย์ก็ดีกับฉันมาก พวกเขายังส่งฉันไปเรียนหนังสือเหมือนคนอื่นๆด้วย แต่เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า เพื่อนๆในโรงเรียนก็เลยชอบรังแกฉัน แต่ไม่รู้ทำไม พวกนั้นไม่เคยเอาชนะฉันได้เลยสักครั้ง ต่อมาฉันก็ค่อยๆมีชื่อเสียงเรื่องการต่อยตีมากขึ้นเรื่อยๆ จนขนาดนักเลงข้างนอกก็ยังกลัวฉันเลย”

        ถ้าเป็นเด็กกำพร้าคนอื่น คงจะรู้สึกเศร้าน่าดูเมื่อพูดประโยคเหล่านี้ แต่เซียวปินกลับยังอมยิ้มอยู่ตลอด เพราะเขารู้สึกมีความสุข และซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเขามากจริงๆ จนทุกวันนี้ เขาก็ยังคอยบริจาคเงินให้กับศูนย์เด็กกำพร้าอยู่เสมอ และบางครั้งก็ยังกลับไปเยี่ยมเยือนที่นั่นด้วย เพราะสำหรับเขาแล้ว ช่วงเวลาในตอนนั้นช่างมีความสุขมากจริงๆ

        “ต่อมา พวกนักเลงข้างนอกรวมหัวกันมาทำร้ายฉัน แต่พวกมันก็ยังโดนฉันซัดจนหมอบอยู่ดี…ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตอนนั้นมีลุงคนหนึ่งมาเห็นเข้าพอดี ลุงคนนั้นก็เข้ามาในศูนย์ที่ฉันอยู่ แล้วก็เอาตัวฉันไป”

        “เอาตัวไป? เขาเอาตัวพี่ไปทำอะไร?”

        “เอาไปเป็นทหาร” เซียวปินพูดพลางหัวเราะ “เมื่อเข้ากองทัพ ฉันก็ได้เรียนรู้เรื่องการต่อสู้ต่างๆอย่างเป็นระบบและลึกซึ้งมากขึ้น รวมไปถึงการยิงปืน การแฝงตัว และทักษะการอำพรางหลบหนีต่างๆด้วย ฉันค่อยๆมีชื่อเสียงมากขึ้น ต่อมายังได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าทีมอีกด้วย ในตอนนั้น ผู้หญิงในทีมคนหนึ่ง ทำตัวมีปัญหากับฉันตลอดเลย เธอหน้าตาดีมาก ตอนแรก ฉันคิดว่าที่เธอทำแบบนั้นเพราะเธอไม่ยอมรับในตัวฉัน จนต่อมา เพราะปัญหาหลายๆอย่าง ฉันเลยตัดสินใจขอถอนตัวออกจากทีม ในตอนนั้นเธอเองก็ขอถอนตัวออกมาพร้อมกับฉัน  พอฉันก่อตั้งทีมใหม่ขึ้นมา เธอก็เข้าร่วมทีมด้วย…แล้วต่อมา เธอก็ตาย เธอถูกศัตรูล่อออกไป ขณะที่เรากำลังปฏิบัติภารกิจๆ หนึ่งอยู่  เธอเข้าไปในดงศัตรู ถูกพวกมันปิดล้อมเอาไว้รอบด้าน จนตอนที่พวกเราไปถึง เธอก็ไม่ไหวแล้ว”

        เมื่อพูดจนจบ รอยยิ้มบนใบหน้าเซียวปินก็หายไปแล้ว แม้ใบหน้าเขาจะยังคงนิ่งสนิท ทว่านิ้วมือนั้นกลับสั่น “ก่อนตาย เธอได้บอกกับฉัน เธอบอกว่าเธอชอบฉันมาโดยตลอด แต่ก่อน ตอนยังอยู่ในกองทัพ ที่เธอชอบทะเลาะกับฉัน ก็เพราะอยากจะเรียกร้องความสนใจจากฉัน ที่เธอยอมถอนตัวก็เพื่อฉัน ฉันไม่ได้ดูแลเธอให้ดีเอง…”

        เซียวปินดวงตาแดงก่ำ เขาฝืนหัวเราะแล้วพูดต่อ “น่าเสียดายที่เมื่อกี้คิดแต่จะพาเธอหนี เลยไม่ได้เอาเบียร์มาด้วย ไม่อย่างนั้นคงได้ดื่มไปแล้ว!”

        เย่จื่อมองเซียวปินด้วยสายตาจริงจัง พลางพูดอย่างระมัดระวัง “พี่ยังเสียใจอยู่สินะ”

        “ที่เธอต้องมาตายก็เพราะฉัน”

        “เธอชอบพี่ แล้วพี่ล่ะ ชอบเธอไหม?”

        เซียวปินลังเลนิดหนึ่ง แล้วถอนหายใจกล่าว “ความคิดและอุดมการณ์เธอเหมือนฉันในหลายๆเรื่อง เธอติดตามฉันมาหลายปี พวกเราสามารถสื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องพูดอะไร เราเข้าใจอีกฝ่าย รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เธอเหมือนเป็นเพื่อนผู้หญิงคนสนิทที่รู้ใจฉัน”

        เย่จื่อถอนหายใจ “ความรู้สึกของรักข้างเดียวเจ็บปวดจริงๆด้วย”

        เซียวปินเริ่มต้นด้วยหน้าตาหมองหม่น ก่อนจะถามหัวระคนหัวเราะในเวลาต่อมา “เธอเคยรักใครข้างเดียวด้วย?”

        ฉันน่ะหรอ?” เย่จื่อพูดปนหัวเราะ “อย่าดูถูกเรื่องรักข้างเดียวเชียว แม้ประเทศจีนจะมีคนเป็นพันล้าน แต่คนที่ทำให้เราคอยพะวงหา คอยคิดถึงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ชั่วชีวิตนี้ ก็คงจะเจอคนแบบนั้นแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ และสำหรับฉัน…คนที่ดีพอให้ฉันแอบชอบได้ ในตอนนี้ยังไม่ปรากฏตัว”

        เย่จื่อกระพริบตาคู่ระยิบระยับของเธอ ดวงตาที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน เธอยิ้มน้อยๆที่มุมปาก “เขาว่ากันว่า ความสุขประการแรกของผู้หญิง คือการได้เจอกับผู้ชายที่ตัวเองรัก เธอทำได้แล้ว ประการที่สอง คือการทำให้คนที่รักจดจำเราไปตลอดชีวิต เธอก็ทำได้แล้ว ความสุขประการที่สาม คือการได้อยู่ร่วมกับคนที่รักไปจนแก่เฒ่า แม้เธอจะยังไม่ได้รับความสุขในข้อนี้ แต่ฉันเชื่อว่า แค่นี้เธอก็คงจะไม่เสียใจที่ได้เกิดมาแล้วล่ะ.. พี่ปิน พี่เว้นพื้นที่ว่างในหัวใจเอาไว้ แล้วให้พี่สาวคนนั้นเข้าไปอยู่ในหัวใจพี่ตลอดไปเถอะ”

        เซียวปินชะงักมองเย่จื่อที่กระพริบตาเบาๆ ดวงตาคู่นั้นช่างเปล่งประกายราวกับดวงดาว ที่ใบหน้านั้น ก็ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้มซุกซนในแบบที่เธอชอบทำ

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องยอดนักรบเหนือชั้นhttps://goo.gl/nBqYWo

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค
https://www.kawebook.com/story/view/357


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม